
เนื้อข่าว
ตลาดอาหารระหว่างประเทศกำลังยกระดับข้อกำหนดด้าน ความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ การรับรองมาตรฐาน และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ผู้ส่งออกอาหารต้องเผชิญข้อกำหนดที่มีความซับซ้อนและเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมการนำเข้าที่ให้ความสำคัญกับความสอดคล้องระหว่างสินค้าจริงและข้อมูลในเอกสารประกอบการส่งออก หากพบข้อมูลไม่ตรงกัน อาจทำให้เกิดความล่าช้าในการตรวจสอบและผ่านพิธีการนำเข้า รวมทั้งเพิ่มต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการปฏิบัติตามข้อกำหนด ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของการแข่งขันในตลาดอาหารโลกจากเดิมที่มุ่งเน้นคุณภาพ ราคา และปริมาณการส่งออก ไปสู่การให้ความสำคัญกับความสามารถของผู้ประกอบการในการพิสูจน์แหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การปฏิบัติตามมาตรฐาน และความถูกต้องของข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น

กรณีของอินโดนีเซียเป็นตัวอย่างสำคัญของการเพิ่มภาระด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนด โดยสำนักงานประกันผลิตภัณฑ์ฮาลาลแห่งอินโดนีเซีย (Halal Product Assurance Agency: BPJPH) ได้ออก คำวินิจฉัยฉบับที่ 4/2026 เมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและทวนสอบ ผลิตภัณฑ์ฮาลาลนำเข้า ครอบคลุมสินค้ากลุ่มอาหารหลายประเภทจากเวียดนาม โดยผู้ส่งออกต้องตรวจสอบให้ข้อมูลระหว่างสินค้าจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องมีความสอดคล้องกัน อาทิ รหัสพิกัดศุลกากร ใบกำกับสินค้า รายการบรรจุหีบห่อ หมายเลขรุ่นหรือรุ่นการผลิต วันที่ผลิต และฉลากสินค้า หากพบข้อมูลไม่ตรงกัน อาจทำให้กระบวนการตรวจสอบและทวนสอบใช้เวลานานขึ้น รวมทั้งเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน กระบวนการดังกล่าวยังต้องประสานงานระหว่างผู้นำเข้า BPJPH หน่วยงานตรวจสอบ หน่วยงานรับรองฮาลาลจากต่างประเทศ และระบบ National Single Window ของอินโดนีเซีย ดังนั้น หากข้อมูลหรือเอกสารการตรวจสอบย้อนกลับไม่ครบถ้วน ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อความล่าช้าในการนำเข้า โดยสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ขนมและผลิตภัณฑ์จากธัญพืช ผลไม้และผักแปรรูป และผลิตภัณฑ์ประมงแปรรูป
จากสถานการณ์ดังกล่าว ผู้ส่งออกจำเป็นต้องยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลและเอกสารประกอบการส่งออกให้มีความถูกต้องและสอดคล้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศของเวียดนาม ณ อินโดนีเซียแนะนำให้ผู้ส่งออกประสานงานกับผู้นำเข้าอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการจัดทำคำประกาศและลงทะเบียนการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านฮาลาลกับ BPJPH ให้ครบถ้วน ตลอดจนตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างสินค้าและเอกสารตลอดกระบวนการตรวจสอบ ทั้งนี้ การเตรียมความพร้อมดังกล่าว มีความสำคัญต่อการลดความเสี่ยงจากการตรวจสอบซ้ำ ความล่าช้าในการปล่อยสินค้า และต้นทุนโลจิสติกส์ที่อาจเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังสะท้อนแนวโน้มในตลาดอาหารโลกที่ประเทศผู้นำเข้าไม่ได้ตรวจสอบเฉพาะคุณลักษณะของสินค้าสำเร็จรูป แต่ขยายการตรวจสอบไปถึงกระบวนการผลิต แหล่งที่มาของวัตถุดิบ การใช้ทรัพยากร ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แนวปฏิบัติด้านแรงงาน และการกำกับดูแลกิจการ
นาย Le Hoang Anh รองผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการลงทุนและการค้า ณ นครโฮจิมินห์ (Investment and Trade Promotion Centre of Ho Chi Minh City: ITPC) กล่าวว่า ความตกลงการค้าเสรีรุ่นใหม่ (New-generation Free Trade Agreements) ช่วยเพิ่มโอกาสการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารของเวียดนาม แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ข้อกำหนดด้านคุณภาพ การตรวจสอบย้อนกลับ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการมีแนวโน้มขึ้นอยู่กับการแปรรูปเชิงลึก (Deep Processing) การสร้างตราสินค้า และความสามารถในการปฏิบัติตามมาตรฐานระหว่างประเทศ มากกว่าการมุ่งเพิ่มปริมาณการส่งออกเพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้ นครโฮจิมินห์จึงมีการจัดฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีการทดสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์และพัฒนาการส่งออกอย่างยั่งยืน โดยการลงทุนในระบบการทดสอบ การตรวจสอบย้อนกลับ และการบริหารจัดการข้อมูล จึงควรได้รับการพิจารณาเป็นขีดความสามารถหลักของธุรกิจมากกว่าการมองว่าเป็นเพียงต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
ในทิศทางเดียวกัน นาง Nguyen Thao Hien รองอธิบดีกรมตลาดยุโรปและอเมริกา กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ระบุว่า ตลาดระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนจากการตรวจสอบเฉพาะผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป (Finished Products) ไปสู่การตรวจสอบกระบวนการผลิตมากขึ้น โดยผู้ซื้อในต่างประเทศให้ความสำคัญไม่เพียงแต่คุณภาพ ราคา และระยะเวลาการส่งมอบ แต่ยังพิจารณาวิธีการผลิต การใช้ทรัพยากร ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แนวปฏิบัติด้านแรงงาน และการกำกับดูแลกิจการ ดังนั้น ผู้ส่งออกอาหารของเวียดนามจึงจำเป็นต้องสามารถแสดงข้อมูลที่ตรวจสอบได้ว่า ผลิตภัณฑ์ผลิตจากวัตถุดิบแหล่งใด มีกระบวนการผลิตอย่างไร และกระบวนการดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดของตลาดปลายทางหรือไม่ ซึ่งทำให้ระบบข้อมูลและการตรวจสอบย้อนกลับกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ
นอกจากข้อกำหนดด้านฮาลาลของอินโดนีเซียแล้ว กฎระเบียบของสหภาพยุโรปยังสะท้อนแนวโน้มการเพิ่มความเข้มงวดในด้านข้อมูลผลิตภัณฑ์และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะข้อกำหนดเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศ (Eco-design) และหนังสือเดินทางดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ (Digital Product Passport: DPP) ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องจัดเตรียมข้อมูลผลิตภัณฑ์ในรูปแบบที่กำหนด พร้อมทั้งสามารถตรวจสอบย้อนกลับและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานได้ นาง Nguyen Thi ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า การดำเนินงานของทะเบียนหนังสือเดินทางดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ (DPP Registry) ที่เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการกำหนดกรอบนโยบายไปสู่การนำข้อกำหนดด้านข้อมูลผลิตภัณฑ์มาใช้ในทางปฏิบัติมากขึ้น ส่งผลให้แนวทางการปฏิบัติตามกฎระเบียบในตลาดต่างประเทศเปลี่ยนจากการกำหนดให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามมาตรฐานไปสู่การต้องจัดทำข้อมูลเพื่อพิสูจน์การปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างเป็นระบบ
เพื่อรองรับแนวโน้มดังกล่าว ผู้ประกอบการอาหารควรจัดตั้งระบบข้อมูลแบบบูรณาการที่สามารถรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่วัตถุดิบ ผู้จัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ผลการทดสอบ การรับรองมาตรฐาน ตลอดจนข้อมูลการจัดส่งสินค้าแต่ละล็อต พร้อมทั้งจัดให้มีการตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างข้อมูลสินค้าและเอกสารประกอบก่อนการส่งออก เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดที่แตกต่างกันของแต่ละตลาดได้อย่างรวดเร็วและลดความเสี่ยงจากข้อมูลคลาดเคลื่อน ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวควรออกแบบให้รองรับการใช้งานในหลายประเทศปลายทาง เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนตามกฎระเบียบระหว่างประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องจัดทำระบบแยกสำหรับแต่ละตลาด ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนและต้นทุนในการบริหารจัดการข้อมูลในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มข้อกำหนดและการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นอาจส่งผลให้ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตอาหารทะเลเวียดนาม (Vietnam Association of Seafood Exporters and Producers: VASEP) จึงเสนอให้พิจารณานำแนวทางการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยงมาใช้ โดยเสนอให้กำหนดความถี่ของการตรวจสอบเพื่อออกใบรับรองการส่งออกตามระดับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ ข้อกำหนดของประเทศผู้นำเข้า และประวัติการปฏิบัติตามข้อกำหนดของผู้ประกอบการ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่มีระบบบริหารจัดการด้านความปลอดภัยอาหารตามมาตรฐาน เช่น HACCP, ISO 22000, BRCGS และ FSSC 22000 อาจได้รับการตรวจสอบและสุ่มตัวอย่างในความถี่ที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงมากขึ้น แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ทรัพยากรด้านการกำกับดูแลมุ่งเน้นไปยังสินค้าและผู้ประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีระบบควบคุมและประวัติการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ดีสามารถลดภาระการตรวจสอบที่ซ้ำซ้อน ซึ่งจะช่วยควบคุมต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจพัฒนาระบบบริหารจัดการคุณภาพ ความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 21 กันยายน 2569)
วิเคราะห์ผลกระทบ
การเพิ่มขึ้นของข้อกำหนดหลายมาตรฐาน (Multi-standard Requirements) ในตลาดอาหารระหว่างประเทศกำลังส่งผลต่อโครงสร้างการแข่งขันและรูปแบบการดำเนินธุรกิจของผู้ส่งออกเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญ โดยประเทศผู้นำเข้ามีแนวโน้มกำหนดมาตรฐานที่ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งด้านความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ การรับรองมาตรฐาน การรับรองฮาลาล สิ่งแวดล้อม บรรจุภัณฑ์ และข้อมูลผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้การปฏิบัติตามข้อกำหนดในการส่งออกไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการควบคุมคุณภาพของสินค้า ณ จุดนำเข้า แต่ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ การรับรอง ไปจนถึงการจัดเก็บและส่งต่อข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน หากข้อมูลสินค้า เอกสารประกอบการส่งออก หรือรายละเอียดในแต่ละล็อตไม่สอดคล้องกัน อาจทำให้การตรวจสอบและพิธีการศุลกากรล่าช้า เพิ่มต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการปฏิบัติตามข้อกำหนด ตลอดจนส่งผลต่อกำหนดการส่งมอบสินค้าและความต่อเนื่องของคำสั่งซื้อ ดังนั้น ความสามารถในการควบคุมมาตรฐานและจัดการข้อมูลตั้งแต่ต้นทางจึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกอาหารเวียดนาม
กรณีของอินโดนีเซียสะท้อนแนวโน้มดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยหน่วยงานรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาล ของอินโดนีเซีย (Halal Product Assurance Agency: BPJPH) ได้ออกคำสั่งหมายเลข 4/2026 (Decision No. 4/2026) เกี่ยวกับการรับรองความสอดคล้องของผลิตภัณฑ์ฮาลาลจากต่างประเทศที่นำเข้าสู่อินโดนีเซีย ซึ่งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลของผลิตภัณฑ์ฮาลาลนำเข้า โดยผู้ประกอบการจำเป็นต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและเอกสารประกอบมีความสอดคล้องกันตลอดขั้นตอนการตรวจสอบ ทั้งนี้ ข้อกำหนดดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับสินค้าส่งออกของเวียดนามหลายประเภท เช่น ขนมและผลิตภัณฑ์จากธัญพืช ผักและผลไม้แปรรูป และอาหารทะเลแปรรูป ส่งผลให้ผู้ส่งออกต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้นำเข้า หน่วยงาน BPJPH หน่วยงานตรวจสอบ และหน่วยงานรับรองฮาลาลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การยื่นข้อมูลและการตรวจสอบเป็นไปอย่างถูกต้อง กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การมีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาตรฐานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการเข้าสู่ตลาดอีกต่อไป แต่ผู้ประกอบการต้องสามารถจัดทำและแสดงหลักฐานที่ยืนยันการปฏิบัติตามข้อกำหนดได้อย่างครบถ้วน หากพบความคลาดเคลื่อนระหว่างสินค้าและเอกสาร อาจเพิ่มระยะเวลาในการตรวจสอบและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและการบริหารคำสั่งซื้อของผู้ส่งออก
ขณะเดียวกัน ตลาดสหภาพยุโรปและตลาดพัฒนาแล้วอื่น ๆ มีแนวโน้มเพิ่มข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและข้อมูลผลิตภัณฑ์ควบคู่ไปกับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร โดยให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Eco-design) และหนังสือเดินทางดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ (Digital Product Passport: DPP) ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงจากการกำกับดูแลที่เน้นการตรวจสอบคุณสมบัติของสินค้าไปสู่การตรวจสอบข้อมูลและกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการอาหารเวียดนามจำเป็นต้องพัฒนาระบบข้อมูลแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่วัตถุดิบและผู้จัดหา กระบวนการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ ผลการทดสอบ การรับรองมาตรฐาน ไปจนถึงข้อมูลของสินค้าแต่ละล็อต พร้อมทั้งสามารถตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างข้อมูลในระบบกับสินค้าจริงและเอกสารประกอบการส่งออกก่อนการจัดส่ง ระบบดังกล่าวควรได้รับการออกแบบให้รองรับข้อกำหนดของหลายตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับข้อมูลและเอกสารได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อประเทศคู่ค้ามีการปรับเปลี่ยนมาตรฐานหรือเพิ่มข้อกำหนดใหม่
ในเชิงเศรษฐกิจ การยกระดับมาตรฐานหลายด้านย่อมเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการในระยะเริ่มต้น ทั้งค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน การพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ การจัดการข้อมูล และการปรับปรุงกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ อย่างไรก็ดี การลงทุนดังกล่าวสามารถสร้างประโยชน์ในระยะยาว เนื่องจากระบบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพช่วยลดความซ้ำซ้อนในการจัดเตรียมเอกสาร เพิ่มความรวดเร็วในการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่มความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการต่อผู้นำเข้าและคู่ค้าต่างประเทศ นอกจากนี้ การมีระบบมาตรฐานและข้อมูลที่เป็นระบบยังช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกปฏิเสธหรือชะลอการนำเข้าสินค้า และสนับสนุนการรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับตลาดที่มีข้อกำหนดสูง ส่งผลให้ต้นทุนด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนดควรถูกพิจารณาเป็นการลงทุนเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน มากกว่าการเป็นเพียงภาระต้นทุนในการส่งออก
ในภาพรวม การเพิ่มขึ้นของข้อกำหนดหลายมาตรฐานกำลังเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารจากการมุ่งเน้นด้านราคา คุณภาพ และปริมาณการส่งออก ไปสู่การแข่งขันด้านความสามารถในการบริหารมาตรฐาน ข้อมูล และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน ผู้ประกอบการอาหารเวียดนามจึงจำเป็นต้องปรับตัวจากการดำเนินงานที่มุ่งผ่านมาตรฐานไปสู่การสามารถพิสูจน์การปฏิบัติตามมาตรฐานด้วยข้อมูลและหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ การรับรอง ตลอดจนการจัดส่งสินค้า การพัฒนาระบบการปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรฐาน และระบบการตรวจสอบย้อนกลับที่สามารถรองรับข้อกำหนดของหลายตลาดจึงมีความสำคัญต่อการลดความเสี่ยงด้านการค้า ลดต้นทุนจากความล่าช้าและข้อผิดพลาดด้านเอกสาร และเพิ่มความสามารถในการรักษาตลาดเดิมและขยายการส่งออกในระยะยาว ทั้งนี้ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถมีบทบาทในการสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลมาตรฐานระหว่างประเทศ การพัฒนาศักยภาพด้านการทดสอบและรับรอง ตลอดจนการส่งเสริมระบบข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานด้านการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อช่วยลดภาระการปรับตัวของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารเวียดนามในตลาดโลก
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
สำหรับผู้ประกอบการไทย ทั้งผู้ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศและผู้ส่งออกไปยังเวียดนาม การยกระดับข้อกำหนดหลายมาตรฐานในตลาดอาหารโลกมีผลให้ต้นทุนและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะการจัดทำข้อมูลแหล่งที่มาของวัตถุดิบ การตรวจสอบย้อนกลับ การรับรองมาตรฐานฮาลาล ความปลอดภัยอาหาร บรรจุภัณฑ์ และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการไทยจึงควรยกระดับระบบควบคุมคุณภาพและการจัดการข้อมูลตั้งแต่ต้นทาง โดยจัดทำฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงวัตถุดิบ ผู้จัดหา กระบวนการผลิต ผลการทดสอบ การรับรอง และข้อมูลสินค้าแต่ละล็อต เพื่อให้สามารถตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างสินค้าจริงกับเอกสารได้อย่างเป็นระบบ ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากความล่าช้าในการนำเข้าและต้นทุนด้านโลจิสติกส์เมื่อเข้าสู่ตลาดเวียดนามและตลาดส่งออกอื่น ๆ
ผู้ประกอบการไทยที่มุ่งเน้นตลาดเวียดนามควรให้ความสำคัญกับการเตรียมเอกสารและหลักฐานการปฏิบัติตามข้อกำหนดของตลาดปลายทางตั้งแต่ก่อนส่งออก โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการรับรองเฉพาะด้าน เช่น อาหารฮาลาล อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์ที่มีข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์หรือสิ่งแวดล้อม ตลอดจนประสานงานกับผู้นำเข้าและคู่ค้าท้องถิ่นเพื่อให้ข้อมูลสินค้า รหัสพิกัดศุลกากร ฉลาก รายละเอียดการผลิต และเอกสารรับรองมีความสอดคล้องกัน นอกจากนี้ ควรออกแบบระบบการปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรฐานให้สามารถรองรับหลายตลาด เพื่อลดการจัดทำข้อมูลซ้ำซ้อนและเพิ่มความคล่องตัวในการขยายตลาด ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยในประเทศสามารถนำมาตรฐานดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือยกระดับกระบวนการผลิตและสร้างความพร้อมสำหรับการส่งออกในอนาคต
ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่มีระบบคุณภาพ การตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานสากลสามารถสร้างความแตกต่างในตลาดเวียดนามและตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอาหารแปรรูปเชิงลึก ผลิตภัณฑ์ที่มีตราสินค้า และสินค้าที่สามารถแสดงข้อมูลด้านคุณภาพ แหล่งที่มา และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน ในเชิงนโยบายการค้า ควรให้ความสำคัญกับการติดตามกฎระเบียบและมาตรฐานของประเทศคู่ค้า การพัฒนาฐานข้อมูลข้อกำหนดการนำเข้า การเชื่อมโยงหน่วยงานทดสอบและรับรองมาตรฐาน ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อให้สามารถเปลี่ยนต้นทุนด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนดให้เป็นความสามารถในการสร้างความน่าเชื่อถือและรักษาตลาดในระยะยาว ทั้งนี้ สำหรับตลาดเวียดนาม การมีข้อมูลและเอกสารที่ครบถ้วน ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดปลายทาง จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลดอุปสรรคทางการค้าและเพิ่มโอกาสในการขยายการส่งออกสินค้าอาหารไทยอย่างต่อเนื่อง