fb
“เยอรมนีอาจเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจโลก” (บทสัมภาษณ์ของนาย Sven Smit จาก McKinsey โดยผู้สัมภาษณ์ คือ นาง Tanja Kewes)

“เยอรมนีอาจเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจโลก” (บทสัมภาษณ์ของนาย Sven Smit จาก McKinsey โดยผู้สัมภาษณ์ คือ นาง Tanja Kewes)

โดย
Thanit
ลงเมื่อ 06 กุมภาพันธ์ 2569 19:38
สคต. ณ กรุงเบอร์ลิน (เยอรมนี) (TTC, Berlin (Germany))

คุณ Smit คะ ในหนังสือเล่มล่าสุดของคุณที่ชื่อว่า A Century of Plenty (ศตวรรษแห่งความอุดมสมบูรณ์) คุณได้สรุปว่า ภายในปี 2100 มีความเป็นไปได้ที่มาตรฐานการครองชีพของทุกคนจะเทียบเท่ากับในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดูเหมือนคุณมองโลกในแง่ดีเกินไป หรือเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ หรือไม่

การมองโลกในแง่ดีเป็นปรัชญาชีวิตของผม เพราะหากไม่พยายามบรรลุเป้าหมายใดๆ ตัวคุณก็จะหยุดนิ่ง  สิ่งสำคัญ คือ อย่าท้อแท้กับสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ในช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีต่างๆ อย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Ai) สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องมองโลกในแง่ดีและคว้าโอกาสที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่าง คุณทวดของผมเคยผ่านช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ และคุณปู่ของผมก็โชคดีที่รอดชีวิตจากสงคราม ตอนนี้ผมขอถามคุณว่า ใครกันที่ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้? คุณทวดหรือผมล่ะ?

ดิฉันว่าน่าจะเป็นบรรพบุรุษของคุณนะคะแต่ไม่ว่าจะเป็น สงครามที่นาย Putin เริ่มต้นขึ้นในประเทศยูเครน การแทรกแซงของนาย Trump ในประเทศเวเนซุเอลา ปัญหาดินแดนของไต้หวัน และตอนนี้มีปัญหาประเทศกรีนแลนด์เสริมเข้าไปอีก  ท่ามกลางวิกฤตการณ์มากมายเหล่านี้ คุณจะให้เหตุผลอย่างไรที่ตัวคุณยังคงมองโลกในแง่ดีว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง?

ในแง่ประวัติศาสตร์ ถือว่าเรามีความก้าวหน้าอย่างมากในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเรากำลังเผชิญกับความท้าทายในปัจจุบัน เรามักจะลืมเรื่องนี้ไป มนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะมองอดีตเป็นเชิงบวกมากกว่าในอนาคต การระลึกถึงช่วงเวลาในอดีตนี้ (nostalgia) อาจทำให้เราเข้าใจผิดได้ หนังสือเล่มนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า ตอนนี้ไม่มีข้อจำกัดพื้นฐานใดๆ ต่อการเติบโต และในความเป็นจริง มันก็ไม่มีจริงๆ นั่นแหละ

แล้วคุณคาดหวังการเติบโตในระดับใด?

ผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลกอาจเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่าภายในปี 2100  หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตนี้ อย่างไรก็ตาม การบรรลุการเติบโตและความอุดมสมบูรณ์อย่างมหาศาลนี้ จำเป็นต้องใช้แหล่งพลังงานที่สร้างมลพิษต่ำและคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่พลังงานแสงอาทิตย์ไปจนถึงพลังงานนิวเคลียร์ เนื่องจากน้ำมันและก๊าซจะไม่เพียงพออีกต่อไป

ทำไมคุณมองเยอรมนีในแง่บวกคะ? ตอนนี้เศรษฐกิจเยอรมันกำลังตกอยู่ในภาวะซบเซาอยู่นะคะ

เยอรมนีสามารถเติบโตได้ปีละ 1.5 % แต่เยอรมนีจะสามารถประสบความสำเร็จนี้ได้ ก็ต่อเมื่อทัศนคติเปลี่ยนไปเท่านั้น ประชาชนต้องเชื่อว่าการเติบโตเป็นไปได้และจำเป็นต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

โดยรวมแล้วเยอรมนีมีบทบาทอย่างไรในการวิเคราะห์ของคุณ? พวกเราในฐานะประชาชนชาวเยอรมันเป็นแรงผลักดัน หรือตัวชะลอในการพัฒนาในเรื่องดังกล่าว หรือเป็นเหมือน “รัฐที่มีบทบาทสำคัญ (Swing State)” คะ?

เยอรมนีสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญได้ แต่บางครั้งเยอรมนีก็กลับกลายเป็นอุปสรรคเสียเอง ราคาพลังงานที่สูงเกินไป และระบบราชการก็ซับซ้อนเกินไป เยอรมนีมีโอกาสที่จะเป็นผู้บุกเบิก แต่เยอรมนีก็ต้องสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยให้เป็นผู้บุกเบิกให้ได้เสียก่อน เยอรมนีไม่สามารถรอให้ยุโรปเป็นผู้นำได้  หากแต่เยอรมนีต้องเป็นฝ่ายริเริ่มและเป็นผู้ขับเคลื่อนยุโรปไปข้างหน้าเอง

ถ้าคุณต้องอธิบายสถานการณ์ของเยอรมนีภายในประโยคเดียว โอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเยอรมนีที่จะเกิดขึ้นภายในปี 2030 คืออะไรคะ?

โอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศเยอรมนีอยู่ที่ภาคอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น ธุรกิจหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมวิศวกรรมเครื่องกล โลกใหม่ที่จะถูกสร้างขึ้นโดยระบบปัญญาประดิษฐ์จะต้องถูกสร้างและพัฒนาขึ้นผ่านความรู้/รากฐานที่มีอยู่แต่ดั้งเดิม  แล้วใครกันล่ะที่สามารถสร้างหุ่นยนต์ใหม่เหล่านี้ได้? ก็พวกเราชาวยุโรป นี่แหละที่สามารถทำได้ โดยเฉพาะชาวเยอรมัน แต่ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด ก็คือ ระบบราชการและกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป้นตัวขัดขวางความก้าวหน้า

อะไรคือ เกณฑ์พิสูจน์ความเท็จ (falsifiability) มุมมองเชิงบวกของคุณเกี่ยวกับเยอรมนี ตัวชี้วัดสองหรือสามอย่างอะไรที่จะบอกคุณว่า สถานการณ์กำลังจะแย่ลง? อัตราการลงทุน ผลผลิต ราคาพลังงาน การเริ่มต้นธุรกิจใหม่?

optimism” หรือทัศนคติเชิงบวก จะริบหรี่ลงเมื่อการลงทุนไม่เกิดขึ้น ผลิตภาพ (Productivity) จะหยุดชะงัก แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือเมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบส่งไฟฟ้ากลายเป็นปัญหาคอขวด จากประสบการณ์ในอดีตสถานการณ์เช่นนี้เป็นสถานการณ์ที่ทำให้ความก้าวหน้าของประเทศหยุดชะงักลง

ในหนังสือของคุณ ได้อธิบายว่าความก้าวหน้าสามารถขยายขนาดได้ โดยตามที่คุณกล่าวไว้ ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม ความก้าวหน้าจะเติบโตแบบทวีคูณตามทรัพยากรที่ใช้ เยอรมนีเก่งในเรื่องการประดิษฐ์และวิศวกรรม แล้วทำไมถึงไม่เก่งเรื่องการขยายขนาด (Scaling) ธุรกิจคะ?

เยอรมนีไม่ได้แย่ในเรื่องการขยายขนาดธุรกิจ  ในอดีตการขยายขนาดธุรกิจไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดแคลนวิศวกร แต่เป็นเพราะประสบปัญหาที่เกี่ยวกับสถาบัน โครงสร้างพื้นฐาน และการระดมทุนต่างหาก เมื่อประเทศมีความพร้อมในสิ่งเหล่านี้ ก็จะสามารถขยายขนาดธุรกิจได้ แม้แต่ในอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนมากก็ตาม

คุณมีตัวอย่างไหมคะ?

อย่างประเทศจีนสามารถเพิ่มการผลิตเหล็กกล้าจากประมาณ 130 ล้านตันในปี 2000 ขึ้นเป็นมากกว่าหนึ่งพันล้านตันในปี 2024 ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตทั่วโลก ปัญหาคอขวดไม่ได้อยู่ที่การก่อสร้างโรงงาน แต่เป็นเรื่องพลังงาน เงินทุน และวัตถุดิบ นี่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเยอรมนีเช่นกัน เพราะที่เยอรมนี ปัญหาของการขยายขนาดไม่ได้อยู่ที่วิศวกรรมเครื่องกล แต่เป็นเรื่องความพร้อมด้านพลังงาน ความเร็วในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงในการลงทุน ต่างหาก

ถ้าคุณได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของเยอรมนีในวันพรุ่งนี้ คุณจะดำเนินมาตรการ 3 ประการใดบ้าง เพื่อผลักดันให้เยอรมนีก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง?

ผมไม่ใช่รัฐมนตรี และผมก็ไม่อยากเป็นรัฐมนตรีด้วย การตัดสินใจทางการเมืองเป็นหน้าที่ของนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้ง มุมมองของผมมาจากพื้นฐานการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ และการทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ถ้าสมมุติว่าเป็นคุณ คุณจะทำอย่างไรล่ะคะ?

หากเยอรมนีต้องการเพิ่มผลผลิตอย่างรวดเร็ว เยอรมนีต้องการ 3 สิ่ง คือ (1) สร้างความน่าเชื่อถือใน story ของประเทศว่าเราจะสามารถเติบโต  ทุกคนก็จะกลับมามั่นใจและมีการลงทุน/ใช้จ่ายอีกครั้ง และเศรษฐกิจก็จะขยายตัวก็ต่อเมื่อพวกเขาเชื่อมั่นในความก้าวหน้า ไม่ใช่เมื่อพวกเขาสนใจแต่เรื่องการกระจายรายได้ การเติบโตต่างหากที่แก้ปัญหาของเรา ไม่ใช่การกระจายรายได้  (2) เราต้องการพลังงานที่ราคาไม่แพง และมีความมั่นคงเชื่อถือได้ คลื่นแห่งผลิตภาพ (Productivity)  ในอดีตทุกครั้งล้วนขับเคลื่อนด้วยพลังงานเป็นหลัก อีกทั้งด้วยปัญญาประดิษฐ์ สิ่งนี้ยิ่งเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะทำให้ผลิตภาพสูงขึ้น และ (3) ความรวดเร็ว ผมจะลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และริเริ่มโครงการนำร่องขนาดใหญ่ๆ สองหรือสามโครงการเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ การที่ผลิตภาพ (Productivity) จะไร้ประสิทธิภาพนั้น ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเกิดจากการขาดไอเดียในการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ แต่เกือบทุกครั้งเกิดขึ้นเพราะระบบเป็นตัวการสร้างปัญหา

ในฐานะประเทศผู้ส่งออก เยอรมนีได้รับประโยชน์อย่างมากจากโลกที่เปิดกว้าง และตอนนี้ก็ได้รับผลกระทบอย่างมากจากความแตกแยกในภูมิภาคต่างๆ (Fragmentation) และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ในความคิดของคุณ ดูเหมือนว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ การปรับเปลี่ยนทิศทางของเยอรมนีจะต้องดำเนินไปในทิศทางใด? ลดความสัมพันธ์กับจีน เพิ่มความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา หรือเพิ่มความสัมพันธ์กับยุโรป?

ในตอนนี้การค้าโลกกำลังจัดระเบียบตัวเองเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้แก่ กลุ่มสหรัฐอเมริกา จีน และยุโรป ปัญหาของเยอรมนีไม่ใช่ระบบโลกาภิวัตน์ที่หดตัวลง แต่ปัญหาของเยอรมนีอยู่ที่ภาวะการพึ่งพาพลังงาน วัตถุดิบ และเทคโนโลยีจากที่อื่นมากเกินไป  เยอรมนียังคงแข็งแกร่งในด้านวิศวกรรมเครื่องกล และเภสัชกรรม ซึ่งเป็นความแข็งแกร่งที่แท้จริง แต่ความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาวไม่ได้เกิดขึ้นจากการพึ่งพาจุดแข็งเพียงไม่กี่อย่าง แต่มาจากการขยายขอบเขตอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกไปอย่างเป็นระบบ เราจะผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ ซึ่งไม่น่าจะในเร็วๆ นี้ แต่ในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว เชื่อมั่นว่า เราจะผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้แน่นอน

แต่เราจะทำได้อย่างไร?

การปรับสมดุลใหม่ (recalibration) ไม่ได้เกิดขึ้นจากการแยกตัว (isolation) แต่เกิดขึ้นจากการขยายขนาด (Scaling) คือ (1) ตลาดขนาดใหญ่ที่ได้รับบูรณาการแล้ว (2) พลังงานที่เพียงพอ และ   (3) สถาบันที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ รากฐานของผลิตภาพ (Productivity) ซึ่งยุโรปมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะใช้ประโยชน์จากขนาดเศรษฐกิจของตนให้เป็นประโยชน์ได้ หากนำเงินทุน พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานมารวมกัน  นอกจากนี้ เยอรมนีต้องเร่งการฟื้นฟูอุตสาหกรรมอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่มัวแต่รักษาโครงสร้างที่ล้าสมัย  การลงทุนต้องมุ่งไปสู่ศักยภาพในการผลิตใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง นี่คือ วิธีการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจโดยไม่เสียสละความเจริญรุ่งเรืองที่มีอยู่

AI สามารถมีบทบาทหรือจำเป็นต้องมีบทบาทอย่างไรในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้?

ปัญญาประดิษฐ์เป็นประเด็นสำคัญมาก หากปราศจาก AI การเติบโตของผลิตภาพ (Productivity) จะไม่เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เกือบทั้งหมดของการเติบโตในอนาคตจะเกิดขึ้นจากการดึงมูลค่าเพิ่ม (Value added) ออกมาจากทุกชั่วโมงที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่จากการทำงานมากขึ้น ซึ่งจากการวิเคราะห์ของเรา ในประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว ประมาณครึ่งหนึ่งของงานทั้งหมดเป็นงานที่ต้องใช้ความคิด และนี่คือจุดที่ AI จะเข้ามามีบทบาท

คุณหมายความว่าอย่างไรคะ?

ผมไม่ได้หมายความว่า บริษัทหรือพนักงานจะถูกแทนที่ด้วย AI โดยอัตโนมัติ แต่หมายถึง ผู้ที่สามารถบูรณาการ และขยายการใช้งาน AI เข้ากับกระบวนการในโลกแห่งความเป็นจริงได้ดีที่สุด ก็จะเป็นผู้ชนะ ทั้งนี้ ในอดีตเทคโนโลยีเองไม่เคยเป็นผู้ชนะ แต่เป็นองค์กรที่ทำให้เทคโนโลยีเหล่านั้นใช้งานได้ต่างหากที่จะเป็นผู้ชนะ

ช่วยขยายความหมายให้ชัดเจนขึ้นอีกสักนิดได้หรือไม่คะ?

ภายในปี 2100 สัดส่วนของงานในปัจจุบันจะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ หรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่เพราะงานจะหายไป แต่เพราะประสิทธิภาพของผลิตภาพ (Productivity) จะถูกปรับโครงสร้างใหม่ ที่สำคัญคือ การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value added) จะเติบโตเร็วกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ ดังนั้น AI จึงไม่ใช่เครื่องมือสำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพ แต่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการสร้างการเติบโต

จากมุมมองทางธุรกิจแล้ว ฟังดูน่าดึงดูดใจอย่างแน่นอน แต่ก็มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางสังคม และการเมืองหรือเปล่าคะ?

ความวุ่นวายน่าจะเกิดขึ้นเฉพาะในกรณีที่การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น ในอดีตการเกิดขึ้นของระบบอัตโนมัติไม่ได้นำไปสู่การว่างงานจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง แต่กลับนำไปสู่การสร้างงานใหม่ อุตสาหกรรมใหม่ และความเจริญรุ่งเรืองที่มากขึ้น ความตึงเครียดทางสังคมไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยี แต่เกิดจากความซบเซาทางเศรษฐกิจ (stagnation) และการขาดโอกาสมากกว่า

ท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับเงินทุน ความก้าวหน้าต้องอาศัยการลงทุน แล้วเงินทุนเพิ่มเติมนี้ควรมาจากที่ใดในเยอรมนี มาจากรัฐบาล  กองทุนของสหภาพยุโรป  กองทุนบำเหน็จบำนาญ หรือตลาดเอกชน?

เงินทุนไม่เคยมาจากแหล่งเดียว มันจะไหลเวียนไปยังที่ที่มีการเติบโตที่น่าเชื่อถือ และการลงทุนที่ให้ผลกำไร เงินทุนจากภาครัฐ เงินทุนจากสถาบันการเงิน และตลาดเอกชนจึงสามารถทำงานร่วมกัน  ในท้ายที่สุดเงินทุนไม่ได้ไหลตามโครงการที่ตั้ง แต่ไหลตามโอกาสที่ดึงดูดใจนักลงทุน

จากการเขียนหนังสือของคุณเล่มนี้ คุณก็ได้บอกลาตำแหน่งหัวหน้าสถาบัน McKinsey Global Institute (MGI) สถาบันวิจัยภายในองค์กร (in-house think tank) คุณคิดว่า ข้อความหรือตัวเลขใดในหนังสือของคุณจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากเป็นพิเศษคะ?

ตัวเลขที่น่าจะถูกวิจารณ์มากที่สุด ก็คงเป็นตัวเลขที่กล่าวว่า การเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจโลกสูงขึ้น 8 เท่าภายในปี 2100 เพราะฟังดูเหมือนว่าจะเป็นเป้าหมายที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ตัวเลขนี้เป็นผลมาจากการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ จากประสบการณ์ในอดีต ความก้าวหน้ามักจะยิ่งใหญ่กว่าที่เราคาดการณ์ในขณะนั้น

  Note :  นาย Sven Smit (อายุ 59 ปี เชื้อสายเยอรมัน) ในฐานะที่ปรึกษา เป็นหุ้นส่วนอาวุโสของ McKinsey โดยตั้งแต่  ปี 2019 ถึงสิ้นปี 2025 เขาเคยเป็นประธานร่วมของ McKinsey Global Institute ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยภายในของบริษัท (in-house think tank) หลังจากเขาสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมเครื่องกลที่มหาวิทยาลัย Delft แล้ว เขาก็ได้เริ่มต้นอาชีพในฐานะวิศวกรในภาคอุตสาหกรรม และนักวิจัยในสาขา instrumentation engineering  ต่อมาในปี 1990 นาย Smit ได้เข้ามาร่วมงานกับ McKinsey  ในปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์

บริษัท McKinsey & Company เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ชั้นนำของโลก จากข้อมูลของบริษัท ระบุว่า ในปี 2023 บริษัทมีรายได้ประมาณ 16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีพนักงานประมาณ 45,000 คน อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา บริษัทไม่ได้เปิดเผยตัวเลขทางการเงินของตนเองอย่างเป็นทางการ แต่จากข้อมูลที่สำนักข่าว Handelsblatt ได้รับมา บริษัทผู้นำในอุตสาหกรรมนี้มีการเติบโตเป็นตัวเลขเพียงหลักเดียวในรอบสองปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีการเลิกจ้างที่ปรึกษาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัทอีกด้วย

(แหล่งที่มา หนังสือพิมพ์ Handelsblatt เดือนกุมภาพันธ์ 2569

1st Weekly News from Germany_20260206-1.pdf
Share :
Instagram