
“คุณ Smit คะ ในหนังสือเล่มล่าสุดของคุณที่ชื่อว่า A Century of Plenty (ศตวรรษแห่งความอุดมสมบูรณ์) คุณได้สรุปว่า ภายในปี 2100 มีความเป็นไปได้ที่มาตรฐานการครองชีพของทุกคนจะเทียบเท่ากับในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดูเหมือนคุณมองโลกในแง่ดีเกินไป หรือเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ หรือไม่”
การมองโลกในแง่ดีเป็นปรัชญาชีวิตของผม เพราะหากไม่พยายามบรรลุเป้าหมายใดๆ ตัวคุณก็จะหยุดนิ่ง สิ่งสำคัญ คือ อย่าท้อแท้กับสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ในช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีต่างๆ อย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Ai) สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องมองโลกในแง่ดีและคว้าโอกาสที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่าง คุณทวดของผมเคยผ่านช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ และคุณปู่ของผมก็โชคดีที่รอดชีวิตจากสงคราม ตอนนี้ผมขอถามคุณว่า ใครกันที่ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้? คุณทวดหรือผมล่ะ?
ดิฉันว่าน่าจะเป็นบรรพบุรุษของคุณนะคะ… แต่ไม่ว่าจะเป็น สงครามที่นาย Putin เริ่มต้นขึ้นในประเทศยูเครน การแทรกแซงของนาย Trump ในประเทศเวเนซุเอลา ปัญหาดินแดนของไต้หวัน และตอนนี้มีปัญหาประเทศกรีนแลนด์เสริมเข้าไปอีก ท่ามกลางวิกฤตการณ์มากมายเหล่านี้ คุณจะให้เหตุผลอย่างไรที่ตัวคุณยังคงมองโลกในแง่ดีว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง?
ในแง่ประวัติศาสตร์ ถือว่าเรามีความก้าวหน้าอย่างมากในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเรากำลังเผชิญกับความท้าทายในปัจจุบัน เรามักจะลืมเรื่องนี้ไป มนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะมองอดีตเป็นเชิงบวกมากกว่าในอนาคต การระลึกถึงช่วงเวลาในอดีตนี้ (nostalgia) อาจทำให้เราเข้าใจผิดได้ หนังสือเล่มนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า ตอนนี้ไม่มีข้อจำกัดพื้นฐานใดๆ ต่อการเติบโต และในความเป็นจริง มันก็ไม่มีจริงๆ นั่นแหละ
แล้วคุณคาดหวังการเติบโตในระดับใด?
ผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลกอาจเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่าภายในปี 2100 หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตนี้ อย่างไรก็ตาม การบรรลุการเติบโตและความอุดมสมบูรณ์อย่างมหาศาลนี้ จำเป็นต้องใช้แหล่งพลังงานที่สร้างมลพิษต่ำและคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่พลังงานแสงอาทิตย์ไปจนถึงพลังงานนิวเคลียร์ เนื่องจากน้ำมันและก๊าซจะไม่เพียงพออีกต่อไป
ทำไมคุณมองเยอรมนีในแง่บวกคะ? ตอนนี้เศรษฐกิจเยอรมันกำลังตกอยู่ในภาวะซบเซาอยู่นะคะ
เยอรมนีสามารถเติบโตได้ปีละ 1.5 – 2 % แต่เยอรมนีจะสามารถประสบความสำเร็จนี้ได้ ก็ต่อเมื่อทัศนคติเปลี่ยนไปเท่านั้น ประชาชนต้องเชื่อว่าการเติบโตเป็นไปได้และจำเป็นต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน
โดยรวมแล้วเยอรมนีมีบทบาทอย่างไรในการวิเคราะห์ของคุณ? พวกเราในฐานะประชาชนชาวเยอรมันเป็นแรงผลักดัน หรือตัวชะลอในการพัฒนาในเรื่องดังกล่าว หรือเป็นเหมือน “รัฐที่มีบทบาทสำคัญ (Swing State)” คะ?
เยอรมนีสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญได้ แต่บางครั้งเยอรมนีก็กลับกลายเป็นอุปสรรคเสียเอง ราคาพลังงานที่สูงเกินไป และระบบราชการก็ซับซ้อนเกินไป เยอรมนีมีโอกาสที่จะเป็นผู้บุกเบิก แต่เยอรมนีก็ต้องสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยให้เป็นผู้บุกเบิกให้ได้เสียก่อน เยอรมนีไม่สามารถรอให้ยุโรปเป็นผู้นำได้ หากแต่เยอรมนีต้องเป็นฝ่ายริเริ่มและเป็นผู้ขับเคลื่อนยุโรปไปข้างหน้าเอง
ถ้าคุณต้องอธิบายสถานการณ์ของเยอรมนีภายในประโยคเดียว โอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเยอรมนีที่จะเกิดขึ้นภายในปี 2030 คืออะไรคะ?
โอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศเยอรมนีอยู่ที่ภาคอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น ธุรกิจหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมวิศวกรรมเครื่องกล โลกใหม่ที่จะถูกสร้างขึ้นโดยระบบปัญญาประดิษฐ์จะต้องถูกสร้างและพัฒนาขึ้นผ่านความรู้/รากฐานที่มีอยู่แต่ดั้งเดิม แล้วใครกันล่ะที่สามารถสร้างหุ่นยนต์ใหม่เหล่านี้ได้? ก็พวกเราชาวยุโรป นี่แหละที่สามารถทำได้ โดยเฉพาะชาวเยอรมัน แต่ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด ก็คือ ระบบราชการและกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป้นตัวขัดขวางความก้าวหน้า
อะไรคือ เกณฑ์พิสูจน์ความเท็จ (falsifiability) มุมมองเชิงบวกของคุณเกี่ยวกับเยอรมนี ตัวชี้วัดสองหรือสามอย่างอะไรที่จะบอกคุณว่า สถานการณ์กำลังจะแย่ลง? อัตราการลงทุน ผลผลิต ราคาพลังงาน การเริ่มต้นธุรกิจใหม่?
“optimism” หรือทัศนคติเชิงบวก จะริบหรี่ลงเมื่อการลงทุนไม่เกิดขึ้น ผลิตภาพ (Productivity) จะหยุดชะงัก แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือเมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบส่งไฟฟ้ากลายเป็นปัญหาคอขวด จากประสบการณ์ในอดีตสถานการณ์เช่นนี้เป็นสถานการณ์ที่ทำให้ความก้าวหน้าของประเทศหยุดชะงักลง
ในหนังสือของคุณ ได้อธิบายว่าความก้าวหน้าสามารถขยายขนาดได้ โดยตามที่คุณกล่าวไว้ ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม ความก้าวหน้าจะเติบโตแบบทวีคูณตามทรัพยากรที่ใช้ เยอรมนีเก่งในเรื่องการประดิษฐ์และวิศวกรรม แล้วทำไมถึงไม่เก่งเรื่องการขยายขนาด (Scaling) ธุรกิจคะ?
เยอรมนีไม่ได้แย่ในเรื่องการขยายขนาดธุรกิจ ในอดีตการขยายขนาดธุรกิจไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดแคลนวิศวกร แต่เป็นเพราะประสบปัญหาที่เกี่ยวกับสถาบัน โครงสร้างพื้นฐาน และการระดมทุนต่างหาก เมื่อประเทศมีความพร้อมในสิ่งเหล่านี้ ก็จะสามารถขยายขนาดธุรกิจได้ แม้แต่ในอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนมากก็ตาม
คุณมีตัวอย่างไหมคะ?
อย่างประเทศจีนสามารถเพิ่มการผลิตเหล็กกล้าจากประมาณ 130 ล้านตันในปี 2000 ขึ้นเป็นมากกว่าหนึ่งพันล้านตันในปี 2024 ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตทั่วโลก ปัญหาคอขวดไม่ได้อยู่ที่การก่อสร้างโรงงาน แต่เป็นเรื่องพลังงาน เงินทุน และวัตถุดิบ นี่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเยอรมนีเช่นกัน เพราะที่เยอรมนี ปัญหาของการขยายขนาดไม่ได้อยู่ที่วิศวกรรมเครื่องกล แต่เป็นเรื่องความพร้อมด้านพลังงาน ความเร็วในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงในการลงทุน ต่างหาก
ถ้าคุณได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของเยอรมนีในวันพรุ่งนี้ คุณจะดำเนินมาตรการ 3 ประการใดบ้าง เพื่อผลักดันให้เยอรมนีก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง?
ผมไม่ใช่รัฐมนตรี และผมก็ไม่อยากเป็นรัฐมนตรีด้วย การตัดสินใจทางการเมืองเป็นหน้าที่ของนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้ง มุมมองของผมมาจากพื้นฐานการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ และการทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ถ้าสมมุติว่าเป็นคุณ คุณจะทำอย่างไรล่ะคะ?
หากเยอรมนีต้องการเพิ่มผลผลิตอย่างรวดเร็ว เยอรมนีต้องการ 3 สิ่ง คือ (1) สร้างความน่าเชื่อถือใน story ของประเทศว่าเราจะสามารถเติบโต ทุกคนก็จะกลับมามั่นใจและมีการลงทุน/ใช้จ่ายอีกครั้ง และเศรษฐกิจก็จะขยายตัวก็ต่อเมื่อพวกเขาเชื่อมั่นในความก้าวหน้า ไม่ใช่เมื่อพวกเขาสนใจแต่เรื่องการกระจายรายได้ การเติบโตต่างหากที่แก้ปัญหาของเรา ไม่ใช่การกระจายรายได้ (2) เราต้องการพลังงานที่ราคาไม่แพง และมีความมั่นคงเชื่อถือได้ คลื่นแห่งผลิตภาพ (Productivity) ในอดีตทุกครั้งล้วนขับเคลื่อนด้วยพลังงานเป็นหลัก อีกทั้งด้วยปัญญาประดิษฐ์ สิ่งนี้ยิ่งเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะทำให้ผลิตภาพสูงขึ้น และ (3) ความรวดเร็ว ผมจะลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และริเริ่มโครงการนำร่องขนาดใหญ่ๆ สองหรือสามโครงการเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ การที่ผลิตภาพ (Productivity) จะไร้ประสิทธิภาพนั้น ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเกิดจากการขาดไอเดียในการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ แต่เกือบทุกครั้งเกิดขึ้นเพราะระบบเป็นตัวการสร้างปัญหา
ในฐานะประเทศผู้ส่งออก เยอรมนีได้รับประโยชน์อย่างมากจากโลกที่เปิดกว้าง และตอนนี้ก็ได้รับผลกระทบอย่างมากจากความแตกแยกในภูมิภาคต่างๆ (Fragmentation) และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ในความคิดของคุณ ดูเหมือนว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ การปรับเปลี่ยนทิศทางของเยอรมนีจะต้องดำเนินไปในทิศทางใด? ลดความสัมพันธ์กับจีน เพิ่มความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา หรือเพิ่มความสัมพันธ์กับยุโรป?
ในตอนนี้การค้าโลกกำลังจัดระเบียบตัวเองเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้แก่ กลุ่มสหรัฐอเมริกา จีน และยุโรป ปัญหาของเยอรมนีไม่ใช่ระบบโลกาภิวัตน์ที่หดตัวลง แต่ปัญหาของเยอรมนีอยู่ที่ภาวะการพึ่งพาพลังงาน วัตถุดิบ และเทคโนโลยีจากที่อื่นมากเกินไป เยอรมนียังคงแข็งแกร่งในด้านวิศวกรรมเครื่องกล และเภสัชกรรม ซึ่งเป็นความแข็งแกร่งที่แท้จริง แต่ความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาวไม่ได้เกิดขึ้นจากการพึ่งพาจุดแข็งเพียงไม่กี่อย่าง แต่มาจากการขยายขอบเขตอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกไปอย่างเป็นระบบ เราจะผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ ซึ่งไม่น่าจะในเร็วๆ นี้ แต่ในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว เชื่อมั่นว่า เราจะผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้แน่นอน
แต่เราจะทำได้อย่างไร?
การปรับสมดุลใหม่ (recalibration) ไม่ได้เกิดขึ้นจากการแยกตัว (isolation) แต่เกิดขึ้นจากการขยายขนาด (Scaling) คือ (1) ตลาดขนาดใหญ่ที่ได้รับบูรณาการแล้ว (2) พลังงานที่เพียงพอ และ (3) สถาบันที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ รากฐานของผลิตภาพ (Productivity) ซึ่งยุโรปมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะใช้ประโยชน์จากขนาดเศรษฐกิจของตนให้เป็นประโยชน์ได้ หากนำเงินทุน พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานมารวมกัน นอกจากนี้ เยอรมนีต้องเร่งการฟื้นฟูอุตสาหกรรมอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่มัวแต่รักษาโครงสร้างที่ล้าสมัย การลงทุนต้องมุ่งไปสู่ศักยภาพในการผลิตใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง นี่คือ วิธีการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจโดยไม่เสียสละความเจริญรุ่งเรืองที่มีอยู่
AI สามารถมีบทบาทหรือจำเป็นต้องมีบทบาทอย่างไรในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้?
ปัญญาประดิษฐ์เป็นประเด็นสำคัญมาก หากปราศจาก AI การเติบโตของผลิตภาพ (Productivity) จะไม่เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เกือบทั้งหมดของการเติบโตในอนาคตจะเกิดขึ้นจากการดึงมูลค่าเพิ่ม (Value added) ออกมาจากทุกชั่วโมงที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่จากการทำงานมากขึ้น ซึ่งจากการวิเคราะห์ของเรา ในประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว ประมาณครึ่งหนึ่งของงานทั้งหมดเป็นงานที่ต้องใช้ความคิด และนี่คือจุดที่ AI จะเข้ามามีบทบาท
คุณหมายความว่าอย่างไรคะ?
ผมไม่ได้หมายความว่า บริษัทหรือพนักงานจะถูกแทนที่ด้วย AI โดยอัตโนมัติ แต่หมายถึง ผู้ที่สามารถบูรณาการ และขยายการใช้งาน AI เข้ากับกระบวนการในโลกแห่งความเป็นจริงได้ดีที่สุด ก็จะเป็นผู้ชนะ ทั้งนี้ ในอดีตเทคโนโลยีเองไม่เคยเป็นผู้ชนะ แต่เป็นองค์กรที่ทำให้เทคโนโลยีเหล่านั้นใช้งานได้ต่างหากที่จะเป็นผู้ชนะ
ช่วยขยายความหมายให้ชัดเจนขึ้นอีกสักนิดได้หรือไม่คะ?
ภายในปี 2100 สัดส่วนของงานในปัจจุบันจะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ หรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่เพราะงานจะหายไป แต่เพราะประสิทธิภาพของผลิตภาพ (Productivity) จะถูกปรับโครงสร้างใหม่ ที่สำคัญคือ การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value added) จะเติบโตเร็วกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ ดังนั้น AI จึงไม่ใช่เครื่องมือสำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพ แต่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการสร้างการเติบโต
จากมุมมองทางธุรกิจแล้ว ฟังดูน่าดึงดูดใจอย่างแน่นอน แต่ก็มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางสังคม และการเมือง… หรือเปล่าคะ?
ความวุ่นวายน่าจะเกิดขึ้นเฉพาะในกรณีที่การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น ในอดีตการเกิดขึ้นของระบบอัตโนมัติไม่ได้นำไปสู่การว่างงานจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง แต่กลับนำไปสู่การสร้างงานใหม่ อุตสาหกรรมใหม่ และความเจริญรุ่งเรืองที่มากขึ้น ความตึงเครียดทางสังคมไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยี แต่เกิดจากความซบเซาทางเศรษฐกิจ (stagnation) และการขาดโอกาสมากกว่า
ท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับเงินทุน ความก้าวหน้าต้องอาศัยการลงทุน แล้วเงินทุนเพิ่มเติมนี้ควรมาจากที่ใดในเยอรมนี – มาจากรัฐบาล กองทุนของสหภาพยุโรป กองทุนบำเหน็จบำนาญ หรือตลาดเอกชน?
เงินทุนไม่เคยมาจากแหล่งเดียว มันจะไหลเวียนไปยังที่ที่มีการเติบโตที่น่าเชื่อถือ และการลงทุนที่ให้ผลกำไร เงินทุนจากภาครัฐ เงินทุนจากสถาบันการเงิน และตลาดเอกชนจึงสามารถทำงานร่วมกัน ในท้ายที่สุดเงินทุนไม่ได้ไหลตามโครงการที่ตั้ง แต่ไหลตามโอกาสที่ดึงดูดใจนักลงทุน
จากการเขียนหนังสือของคุณเล่มนี้ คุณก็ได้บอกลาตำแหน่งหัวหน้าสถาบัน McKinsey Global Institute (MGI) สถาบันวิจัยภายในองค์กร (in-house think tank) คุณคิดว่า ข้อความหรือตัวเลขใดในหนังสือของคุณจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากเป็นพิเศษคะ?
ตัวเลขที่น่าจะถูกวิจารณ์มากที่สุด ก็คงเป็นตัวเลขที่กล่าวว่า การเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจโลกสูงขึ้น 8 เท่าภายในปี 2100 เพราะฟังดูเหมือนว่าจะเป็นเป้าหมายที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ตัวเลขนี้เป็นผลมาจากการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ จากประสบการณ์ในอดีต ความก้าวหน้ามักจะยิ่งใหญ่กว่าที่เราคาดการณ์ในขณะนั้น
Note : นาย Sven Smit (อายุ 59 ปี เชื้อสายเยอรมัน) ในฐานะที่ปรึกษา เป็นหุ้นส่วนอาวุโสของ McKinsey โดยตั้งแต่ ปี 2019 ถึงสิ้นปี 2025 เขาเคยเป็นประธานร่วมของ McKinsey Global Institute ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยภายในของบริษัท (in-house think tank) หลังจากเขาสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมเครื่องกลที่มหาวิทยาลัย Delft แล้ว เขาก็ได้เริ่มต้นอาชีพในฐานะวิศวกรในภาคอุตสาหกรรม และนักวิจัยในสาขา instrumentation engineering ต่อมาในปี 1990 นาย Smit ได้เข้ามาร่วมงานกับ McKinsey ในปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์
บริษัท McKinsey & Company เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ชั้นนำของโลก จากข้อมูลของบริษัท ระบุว่า ในปี 2023 บริษัทมีรายได้ประมาณ 16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีพนักงานประมาณ 45,000 คน อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา บริษัทไม่ได้เปิดเผยตัวเลขทางการเงินของตนเองอย่างเป็นทางการ แต่จากข้อมูลที่สำนักข่าว Handelsblatt ได้รับมา บริษัทผู้นำในอุตสาหกรรมนี้มีการเติบโตเป็นตัวเลขเพียงหลักเดียวในรอบสองปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีการเลิกจ้างที่ปรึกษาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัทอีกด้วย
(แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์ Handelsblatt เดือนกุมภาพันธ์ 2569