
ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น โตโยต้า วางแผนร่วมมือกับบริษัทพลังงานของรัฐ Pertamina เพื่อสร้างโรงงานผลิต ไบโอเอทานอล มูลค่า 2.5 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 155 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในจังหวัดลัมปุง ตามที่เจ้าหน้าที่ รัฐบาลอินโดนีเซียเปิดเผย โรงงานดังกล่าวจะสนับสนุนนโยบายเชื้อเพลิง E10 ของประเทศ ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2027 โดยกำหนดให้เชื้อเพลิงเบนซินทุกชนิดต้องผสมเอทานอลจากชีวมวลหมุนเวียนในสัดส่วนร้อยละ 10
นายโทโดทัว ปาซาริบู รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการลงทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรม ปลายน้ำของอินโดนีเซีย เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า โตโยต้าและ Pertamina มีเป้าหมายจะจัดตั้งบริษัท ร่วมทุนเพื่อดำเนินโครงการดังกล่าวภายในต้นปี 2026 โดยกล่าวว่า “ในฐานะโครงการนำร่อง ได้มีการหารือกันว่า [โตโยต้า] จะร่วมมือกับ Pertamina New Renewable Energy (NRE) ในจังหวัดลัมปุง โดยวัตถุดิบจะไม่เพียง มาจากภาคเอกชนเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรท้องถิ่นและสหกรณ์เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับภูมิภาค อีกทั้งพลังงานที่ใช้ในโรงงานจะบูรณาการกับพลังงาน ความร้อนใต้พิภพ และไฮโดรเจนของ Pertamina ด้วย”
โรงงานแห่งนี้มีกำลังการผลิตวางแผนไว้ที่ปีละ 60,000 กิโลลิตร ถือเป็นก้าวแรกสู่เป้าหมาย ของประเทศในการผลิตไบโอเอทานอล 4 ล้านกิโลลิตรภายในปี 2027 โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนา อุตสาหกรรมปลายน้ำของรัฐบาล ที่มุ่งสร้างศูนย์กลางการผลิตไบโอเอทานอลในระดับภูมิภาค โดยใช้วัตถุดิบใน ประเทศ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และข้าวฟ่าง
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียกับนายมาซาฮิโกะ มาเอดะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียของโตโยต้า ณ กรุงโตเกียว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยคณะได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์วิจัยชีวมวลของโตโยต้าในจังหวัดฟุกุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งดำเนินงานภายใต้ สมาคมวิจัยนวัตกรรมชีวมวลเพื่อเชื้อเพลิงยานยนต์รุ่นต่อไป (Research Association of Biomass Innovation for Next Generation Automobile Fuels: RABIT)
นายโทโดทัว กล่าวเพิ่มเติมว่า โตโยต้ากำลังพัฒนาเทคโนโลยี การผลิตไบโอเอทานอล รุ่นที่สองจากชีวมวลที่ไม่ใช่อาหาร ซึ่งถือว่า “เหมาะสมกับทรัพยากรทางการ เกษตรอันอุดมสมบูรณ์ ของอินโดนีเซีย” พร้อมระบุว่า “การลงทุนครั้งนี้เป็นก้าวแรกไม่เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสการส่งออกในอนาคต เราเห็นศักยภาพสูงในการร่วมมือกับโตโยต้า เพื่อทำให้อินโดนีเซีย เป็นฐานการผลิต \ไบโอเอทานอลระดับภูมิภาค”
โตโยต้า โดยบริษัทในเครือ PT Toyota Motor Manufacturing Indonesia (TMMIN) แสดงความสนใจ ลงทุนในภาคส่วนนี้ ภายใต้ยุทธศาสตร์ระดับโลกของบริษัท เพื่อสร้างความมั่นคงในการจัดหาไบโอเอทานอล สำหรับรถยนต์เชื้อเพลิงยืดหยุ่น (Flex-Fuel Vehicles) และสนับสนุนคำมั่นของรัฐบาลอินโดนีเซีย ในการลดการนำเข้าน้ำมันฟอสซิล ปัจจุบัน โตโยต้าได้พัฒนาและจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้พลังงาน ไบโอเอทานอลในหลายตลาด และอ้างว่ามีเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่รองรับเชื้อเพลิงผสม E20 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไบโอเอทานอลคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการกระจายแหล่งพลังงานของเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากประเทศตั้งเป้าหมายบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2060 ปัจจุบัน รถยนต์ยี่ห้อญี่ปุ่นครองส่วนแบ่งตลาดค้าส่งในอินโดนีเซียเกือบร้อยละ 90 ตลอดปี 2024 และรถยนต์ส่วนใหญ่ ใช้เชื้อเพลิงเบนซินซึ่งสามารถผสมไบโอเอทานอลได้ อีกทั้งยังมีรถยนต์จำนวนมากที่ใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งรัฐบาลประสบความสำเร็จในการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงผสมไบโอดีเซล ที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มแปรรูป ถึงร้อยละ 40
ความคิดเห็นของสำนักงาน
รัฐบาลอินโดนีเซียได้เปิดเผยว่า บริษัทโตโยต้า อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับ Pertamina New Renewable Energy (NRE) เพื่อจัดตั้ง โรงงานผลิตไบโอเอทานอลมูลค่า 2.5 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 155 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ที่จังหวัดลัมปุง ภายในต้นปี 2026 เพื่อสนับสนุนนโยบาย เชื้อเพลิง E10 ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2027 โดยกำหนดให้เชื้อเพลิงเบนซินทุกชนิดต้องผสมเอทานอลในอัตรา 10% โรงงานแห่งนี้จะมีกำลังการผลิต 60,000 กิโลลิตรต่อปี และใช้วัตถุดิบจากภาคเอกชน เกษตรกร และสหกรณ์ในประเทศ เพื่อสร้างรายได้ระดับชุมชน ขณะเดียวกันพลังงานที่ใช้ในกระบวนการผลิตจะบูรณาการกับพลังงานหมุนเวียนอื่นของ Pertamina เช่น พลังงานความร้อนใต้พิภพและไฮโดรเจน โครงการนี้ถือเป็นโครงการนำร่องที่สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลอินโดนีเซียในการผลิตไบโอเอทานอล 4 ล้านกิโลลิตรภายในปี 2027 และสร้างศูนย์กลางการผลิตไบโอเอทานอลระดับภูมิภาคจากวัตถุดิบภายในประเทศ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และข้าวฟ่าง การลงทุนของโตโยต้าครั้งนี้มีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อทิศทางพลังงานสะอาดของอินโดนีเซีย และสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่นต่อศักยภาพของอินโดนีเซีย โดยเฉพาะด้านทรัพยากรชีวมวลและห่วงโซ่อุปทานเกษตรกรรมในท้องถิ่น นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังอาจสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่การผลิต เช่น การจัดหาวัตถุดิบเกษตร (มันสำปะหลัง/อ้อย) เทคโนโลยีหมักชีวภาพ เครื่องจักรอุตสาหกรรม และระบบพลังงานหมุนเวียนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ การติดตามพัฒนาการของนโยบาย E10 และแผนพลังงานชีวภาพของอินโดนีเซียอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ไทยสามารถวางกลยุทธ์การส่งออกและการร่วมลงทุนได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงก่อนปี 2027 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านด้านเชื้อเพลิงชีวภาพของประเทศ