
รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศปรับโครงสร้างมาตรการภาษีศุลกากรอีกครั้ง
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยออกมาตรการภาษีชุดใหม่เพื่อทดแทนมาตรการภาษีเดิมที่ครบกำหนดการบังคับใช้
แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะได้รับความสนใจอย่างมาก แต่ในทางปฏิบัติ ภาคธุรกิจและผู้บริโภค
อาจยังต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมเดิม ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างกะทันหัน ความไม่แน่นอน
ของห่วงโซ่อุปทาน และราคาสินค้านำเข้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้น
ตลอดระยะเวลา 18 เดือนของสงครามการค้ารอบใหม่ ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดคือราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของหมวดสินค้าสูงกว่าระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษียังไม่ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าราว 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ชะลอตัวลง และยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหลักของรัฐบาล ได้แก่ การลดการขาดดุลการค้าและการฟื้นฟูภาคการผลิตภายในประเทศ

ภาพรวมของนโยบายสงครามการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงดำเนินไปในทิศทางเดิม
โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อรักษาความต่อเนื่องของมาตรการภาษี หลังจากมาตรการเดิมประสบปัญหาทางกฎหมาย
ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาสหรัฐฯ (Supreme Court) มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าครอบคลุมหลายประเทศที่รัฐบาลใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้อำนาจทางกฎหมายอีกฉบับในการกำหนด
ภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10% อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวอนุญาตให้ใช้มาตรการนี้ได้เพียง 150 วัน
ซึ่งครบกำหนดไปเมื่อวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าชุดใหม่ในอัตรา 10–12.5% กับประเทศคู่ค้า มากกว่า 80 ประเทศ โดยอาศัยฐานอำนาจทางกฎหมายฉบับอื่น ส่งผลให้สินค้านำเข้าส่วนใหญ่ยังคงต้องเสียภาษีในระดับใกล้เคียงกับอัตราเดิม
อำนาจทางกฎหมายที่รัฐบาลใช้
มาตรการภาษีล่าสุดครอบคลุมประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ โดยรัฐบาลอาศัยอำนาจตามมาตรา 301 (Section 301) แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) ซึ่งเป็นกฎหมายเดียวกับที่รัฐบาลทรัมป์
ใช้ในสมัยแรกในการจัดเก็บภาษีกับสินค้านำเข้าจากจีนหลายร้อยรายการ โดยอ้างว่าจีนมีพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม
กฎหมายดังกล่าวให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษี หากรัฐบาลสหรัฐฯ พบหลักฐานว่าประเทศ
คู่ค้ามีพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม แม้ว่ากระบวนการสอบสวนตามกฎหมายจะใช้เวลานาน แต่รัฐบาลทรัมป์ได้เริ่มดำเนินการสอบสวนตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อใช้มาตรา 301 เป็นกลไกในการนำอัตราภาษีบางส่วน
ที่ศาลสูงเคยยกเลิกกลับมาบังคับใช้อีกครั้ง
การสอบสวนชุดแรกครอบคลุมหลายสิบประเทศ โดยมุ่งประเด็นไปที่ประเทศต่าง ๆ ยังไม่มีมาตรการเพียงพอในการป้องกันหรือปราบปราม การใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) ซึ่งรวมถึงแรงงานทาส
และการบังคับใช้แรงงานในรูปแบบอื่น ๆ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศอัตราภาษีดังกล่าวในเดือนมิถุนายน
ก่อนจะปรับปรุงรายละเอียดเพิ่มเติม และเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวกำหนดข้อยกเว้นและเงื่อนไขพิเศษสำหรับสินค้าบางประเภทและบางประเทศ
โดยอัตราภาษีของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันตามระดับความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานบังคับตามที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประเมิน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเห็นว่า การปรับเปลี่ยนฐานกฎหมายดังกล่าวอาจไม่ได้ส่งผล
ต่อเศรษฐกิจโดยรวมมากนัก โดยคาดว่าอัตราภาษีเฉลี่ยที่แท้จริง (Effective Tariff Rate) ของสหรัฐฯ จะยังอยู่ที่ประมาณ 10% ใกล้เคียงกับระดับเดิมที่ใช้ตลอดปีที่ผ่านมา
นอกจากประเด็นแรงงานบังคับแล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ยังดำเนินการสอบสวนอีกชุดหนึ่งกับ 16 ประเทศคู่ค้า เช่น จีน ไทย และสหภาพยุโรป โดยกล่าวหาว่า 16 ประเทศดังกล่าวมีกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) หรือผลิตสินค้าบางประเภทมากเกินความต้องการของตลาด จนส่งผลให้ราคาสินค้าลดต่ำและกระทบต่อผู้ผลิต
ของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีสำหรับมาตรการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและยังไม่มีข้อสรุป

การปรับตัวและการรับมือของภาคธุรกิจสหรัฐฯ
นาย Rich Lesser ประธานบริษัท Boston Consulting Group (BCG) กล่าวว่า ภาคธุรกิจสหรัฐฯ สามารถปรับตัวต่อสงครามการค้าได้ค่อนข้างดี โดยบทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 และภาวะเงินเฟ้อในช่วงหลายปี
ที่ผ่านมา ทำให้บริษัทต่าง ๆ มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งในการบริหารห่วงโซ่อุปทานและการกำหนดราคาสินค้า
เช่น บริษัท General Motors (GM) คาดว่าจะมีต้นทุนจากภาษีศุลกากรในปีนี้อยู่ระหว่าง 2.5–3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ผลประกอบการของบริษัทยังดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารธุรกิจบางรายยังคงตั้งคำถามถึงเหตุผลทางกฎหมายของมาตรการภาษีใหม่
นาย Rick Woldenberg ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทผลิตของเล่นเพื่อการศึกษา Learning Resources และ hand2mind นำเข้าของเล่นจากจีน อินเดีย และประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ซึ่งเป็นผู้ฟ้องร้องรัฐบาลสหรัฐฯ
จนศาลยกเลิกมาตรการภาษีชุดก่อน กล่าวว่า ภาษี 10–12.5% ภายใต้มาตรา 301 จะทำให้อัตราเงินเฟ้อ
ของสหรัฐฯ สูงขึ้น และรัฐบาลสหรัฐฯ ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าการใช้แรงงานบังคับทำให้ธุรกิจของสหรัฐฯ สูญเสีย
โอกาสทางการค้าและมาตรการครั้งนี้เป็นเพียงข้ออ้างในการจัดเก็บภาษีโดยไม่ผ่านความเห็นชอบ
จากรัฐสภา
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ จนถึงปัจจุบัน
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดจากมาตรการภาษีคือ ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า โทรทัศน์ หรือเฟอร์นิเจอร์ ข้อมูลจากบริษัทวิจัยอุตสาหกรรมยานยนต์และรถยนต์มือสอง Kelley Blue Book
ระบุว่าภาษีนำเข้าทำให้ราคารถยนต์ใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 1,600–9,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคัน ในปีนี้
นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ประเมินว่าจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มาตรการภาษีทำให้ราคาสินค้าหมวดพื้นฐาน (Core Goods) ซึ่งไม่รวมอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 3.1% นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งราคาสินค้าโดยทั่วไปมีแนวโน้มลดลง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐฯ ส่วนใหญ่อยู่ในหมวดบริการ เช่น ที่อยู่อาศัย
การรักษาพยาบาล ความบันเทิง และตั๋วเครื่องบิน ผลกระทบของภาษีต่ออัตราเงินเฟ้อพื้นฐานโดยรวม
(Core Inflation) จึงอยู่ที่ประมาณ 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์
นาย Steven Arenzon เจ้าของบริษัท Wisconsin Knitwear ในเมืองมิลวอกี เปิดเผยว่า บริษัท
ต้องปรับขึ้นราคาหมวกไหมพรม 35–40% ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา เพื่อชดเชยต้นทุนเส้นด้ายที่นำเข้าจากบราซิล ปัจจุบัน เส้นด้ายดังกล่าวถูกเก็บภาษีนำเข้า 25% จากมาตรการภาษีสินค้านำเข้าจากบราซิล และเมื่อรวมกับภาษีใหม่ภายใต้มาตรา 301 จะทำให้อัตราภาษีรวมเพิ่มเป็น 37.5%
นอกเหนือจากผลกระทบด้านเงินเฟ้อ มาตรการภาษียังไม่ได้สร้างแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญ
ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัว 2.7% (หลังหักเงินเฟ้อ) โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคภายในประเทศและการลงทุน
ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษียังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหลักของรัฐบาลได้ ได้แก่
การลดการขาดดุลการค้าโดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2026 สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ารวม 297,910
ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งลดลงเพียงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2024
การฟื้นฟูการจ้างงานภาคการผลิตแม้ว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมจะปรับตัวสูงขึ้น 3.1% นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์กลับมารับตำแหน่ง แต่ระดับการจ้างงานในอุตสาหกรรมดังกล่าวกลับลดลง
โดยมีจำนวนแรงงานในภาคการผลิตลดลงราว 75,000 คน ในเดือนมิถุนายน เมื่อเปรียบเทียบ
กับเดือนมกราคมปี 2025
มาตรการการค้าอื่น ๆ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ
นอกเหนือจากมาตรการภาษีชุดล่าสุด รัฐบาลทรัมป์ยังเดินหน้าเพิ่มแรงกดดันทางการค้ากับประเทศคู่ค้าหลายแห่ง ได้แก่
เตรียมจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาในอัตราสูงถึง 50% ตั้งแต่เดือนหน้า ซึ่งถูกมองว่าเป็น
การเพิ่มอำนาจต่อรองของสหรัฐฯ ก่อนการเจรจาทบทวนข้อตกลงการค้าUSMCA
ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเปิดเผยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาจัดเก็บภาษีกับสหภาพยุโรป เพื่อตอบโต้กรณีที่สหภาพยุโรปกำหนดค่าปรับต่อบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติสหรัฐฯ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังขู่ว่าจะกำหนดภาษีในอัตราสูงมากกับยาสามัญ (Generic Drugs) แม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะยังไม่มีผลบังคับใช้ในช่วง 2 ปีข้างหน้าก็ตาม
ข้อเสนอแนะจากสคต. นิวยอร์ก
พัฒนาการล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า แม้มาตรการภาษีนำเข้าของรัฐบาลสหรัฐฯ จะมีการปรับเปลี่ยนฐานกฎหมายและรูปแบบการบังคับใช้อย่างต่อเนื่องภายหลังคำวินิจฉัยของศาล แต่รัฐบาลยังคงเดินหน้าใช้นโยบายภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินนโยบายการค้าและอุตสาหกรรม ผ่านการอาศัยอำนาจตามกฎหมายการค้าหลายฉบับ ได้แก่ Section 301, Section 232 และ Section 338
สำหรับประเทศไทย ผู้ส่งออกควรติดตามพัฒนาการของการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็น การใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) และ กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ในการกำหนดมาตรการภาษีนำเข้ารอบใหม่ และอาจมีผลต่อการกำหนดนโยบายการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ของประเทศคู่ค้าในระยะต่อไป
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก
ข้อมูลอ้างอิง The Wall Street Journal, The New York Times