fb
จุดเปลี่ยนอีคอมเมิร์ซจีน: อวสานยุคปลอดภาษี สู่การค้าดิจิทัลระดับโลก

จุดเปลี่ยนอีคอมเมิร์ซจีน: อวสานยุคปลอดภาษี สู่การค้าดิจิทัลระดับโลก

โดย
Boochita
ลงเมื่อ 08 กรกฎาคม 2569 15:48
สคต. ณ เมืองชิงต่าว (จีน) (TTC, Qingdao (China))
5

อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน (Cross-border E-commerce) ของจีนกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายและการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ เมื่อมาตรการคุมเข้มด้านภาษีและกฎระเบียบชุดใหญ่จากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปถูกบังคับใช้พร้อมกัน ส่งผลให้โมเดลการเติบโตแบบก้าวกระโดดผ่าน “การยกเว้นภาษีพัสดุขนาดเล็ก พัสดุไปรษณีย์ตรง และสงครามราคาต่ำ” สิ้นสุดลง พร้อมผลักดันให้อุตสาหกรรมเข้าสู่บทใหม่ของการแข่งขันด้านคุณภาพและการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเต็มรูปแบบ

 

สหรัฐฯ-ยุโรป ปิดฉากยุคพัสดุปลอดภาษี

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อสองมหาอำนาจการค้าโลกอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ออกกฎหมายที่กระทบต่อการเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากจีน

  • สหรัฐฯ ยกเลิกสิทธิปลอดภาษี $800: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งบริหาร เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ยกเลิกเงื่อนไข De Minimisสำหรับสินค้าจากจีนและฮ่องกง ส่งผลให้พัสดุไปรษณีย์และพัสดุด่วนขาเข้าทั้งหมดต้องเสียภาษีศุลกากรเต็มจำนวน ควบคู่กับการบังคับใช้กฎระเบียบศุลกากร F865 ใหม่ที่ตรวจสอบการจับคู่รหัส HTS และใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (COO) อย่างเข้มงวด ส่งผลกระทบต่อโมเดลพัสดุไปรษณีย์ส่งตรงจากจีน (Direct Mail) สูญเสียความได้เปรียบด้านต้นทุนทันที

  • สหภาพยุโรป (EU) บังคับใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด: คณะกรรมาธิการยุโรปได้ลงดาบปรับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Temu ราว 200 ล้านยูโร ภายใต้พระราชบัญญัติบริการดิจิทัล (DSA) ฐานล้มเหลวในการควบคุมสินค้าผิดกฎหมาย (เช่น สินค้าขาดเครื่องหมาย CE, สินค้าละเมิดสิทธิ์ และมีส่วนผสมต้องห้าม) ขณะที่ SHEIN ในฝรั่งเศสเผชิญโทษปรับ 20 ล้านยูโร นอกจากนี้ สหภาพยุโรปได้ยกเลิกการยกเว้นภาษีพัสดุ B2C ที่มีมูลค่าต่ำกว่า 150 ยูโรตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 บังคับใช้ระบบความปลอดภัยสินค้า GPSR และการรับรองสิ่งแวดล้อม EPR โดยจะเริ่มเก็บภาษีคงที่ต่อชิ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน และจะจัดเก็บภาษีเต็มจำนวนในอนาคต

 

การปรับตัวของ 4 ยักษ์ใหญ่แพลตฟอร์ม 

เพื่อรองรับแรงกดดันจากการปรับเปลี่ยนมาตรการข้างต้น แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติจีนต่างเร่งปรับเปลี่ยนกฎระเบียบภายในอย่างเร่งด่วน อาทิ

  • SHEIN: ประกาศปราบปรามคลังสินค้าเสมือนจริงและระบบดรอปชิปปิ้ง (Dropshipping) ในสหรัฐฯ อย่างเด็ดขาด โดยบังคับให้ผู้ค้าต้องจัดส่งสินค้าผ่านระบบโลจิสติกส์อย่างเป็นทางการของแพลตฟอร์มเท่านั้น

  • Temu: ปรับกลยุทธ์โดยลดความสำคัญของสินค้า White Label (สินค้าไม่มีแบรนด์ราคาถูก) และหันไปดันร้านค้าแบรนด์และสินค้าราคาสูง พร้อมบังคับให้ผู้ขายในเยอรมนีต้องมีการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended, Producer, ResponsibilityEPR) มิฉะนั้นจะถูกระงับร้านค้า

  • TikTok Shop: ขยายสู่ 8 ประเทศยุโรป (อาทิ โปแลนด์ เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม) พร้อมยกระดับการตรวจสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ผ่านเกณฑ์มาตรฐานยุโรป (GPSR) และใบรับรองการรีไซเคิลอย่างเข้มงวด

  • Amazon: เน้นย้ำระบบ FBA (Fulfillment by Amazon หรือ การบริหารจัดการคลังสินค้าและจัดส่งโดย Amazon) และคลังสินค้าในต่างประเทศ ควบคุมความเร็วการจัดส่ง ผู้ขายแบบจัดส่งเองถูกลดความสำคัญลง ต้องหันไปใช้คลังสินค้าท้องถิ่น

 

ทิศทางยุทธศาสตร์ชาติจีน ดัน “อีคอมเมิร์ซเส้นทางสายไหม”

สถาบันวิจัยอุตสาหกรรม China Research & Consulting (Zhongyan Puhua) ระบุในรายงานแนวโน้มอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ ปี ค.ศ. 2026-2030 ว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ฉบับที่ 15 ปรับเปลี่ยนจากการให้สิทธิพิเศษทางภาษี ไปสู่การเปิดกว้างการพัฒนาคุณภาพสูง ภาครัฐของจีนได้เร่งขยายเขตนำร่องอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนแบบครบวงจร ยกระดับการขยายประเทศคู่ค้า “อีคอมเมิร์ซเส้นทางสายไหม” และนำมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้ามาใช้ เช่น การส่งเสริมโครงการนำร่องส่งสินค้ากลับข้ามเขตศุลกากร และการยกเลิกการจดทะเบียนสถานประกอบการคลังสินค้าในต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนให้อีคอมเมิร์ซเป็นช่องทางหลักในการส่งออกดิจิทัลของภาคอุตสาหกรรมในประเทศ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เสื้อผ้า ชิ้นส่วนพลังงานใหม่ และผลิตภัณฑ์กลางแจ้ง

 

4 สูตรสำเร็จเพื่อการอยู่รอดของผู้ประกอบอีคอมเมิร์ซยุคใหม่ของจีน

เมื่อกฎเกณฑ์การอยู่รอดในตลาดอีคอมเมิร์ซโลกได้ถูกจัดโครงสร้างใหม่ ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซจีนในยุคนี้จึงต้องปรับเปลี่ยนจาก ผู้ขายสินค้าไปสู่ ผู้บริหารแบรนด์และห่วงโซ่อุปทานระดับโลก” ดังนี้

  1. การปฏิบัติตามกฎระเบียบเป็นรากฐาน (Compliance) สินค้าต้องมีใบรับรองมาตรฐานสากล (เช่น เครื่องหมาย CE, FCC, CPC) การจดสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า การจดทะเบียนภาษี และความรับผิดชอบของผู้ผลิต เพื่อป้องกันการถูกยึดสินค้าหรือถอดออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์

  2. แบรนด์ (Branding) การยกระดับโรงงานต้นน้ำจาก OEM/ODM สู่การสร้างแบรนด์ และสร้างฐานลูกค้าของตนเอง ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง

  3. คลังสินค้าในต่างประเทศเป็นฐาน (Overseas Warehousing) เปลี่ยนจากโมเดลส่งตรงรายชิ้น (B2Cพัสดุย่อย) มาเป็นการขนส่งสินค้าจำนวนมากทางเรือ/อากาศไปจัดเก็บในคลังสินค้าปลายทาง หรือตั้งคลังสินค้าในประเทศใกล้เคียง เพิ่มความเร็วในการจัดส่ง และรองรับระบบบริการหลังการขาย รวมถึงการส่งคืนสินค้า

  4. การดำเนินงานอัจฉริยะด้วย AI (AI-Driven) ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) มาช่วยช่วยบริหารจัดการ เช่น วิเคราะห์ข้อมูลตลาด บริหารจัดการสต็อกสินค้าข้ามพรมแดน แปลภาษา ระบบบริการลูกค้า และการวิเคราะห์เมทริกซ์โฆษณาเพื่อลดต้นทุน

 

มองอนาคต ปี 2569-2573: ตลาดเกิดใหม่ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

  • นอกเหนือจากการแข่งขันในตลาดยุโรปและอเมริกาที่เข้าสู่จุดอิ่มตัวและมีมาตรการที่เข้มงวดขึ้นแล้ว ตลาดเกิดใหม่ อาทิ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา กำลังกลายเป็นเป้าหมายแห่งใหม่ของจีน เนื่องจากอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีความต้องการสินค้าจีนคุณภาพสูง

  • นอกจากนี้ ความยั่งยืนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green E-commerce) จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการมัดใจผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม แบรนด์ที่ใส่ใจตั้งแต่การใช้วัสดุรีไซเคิล บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก ไปจนถึงโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเพิ่มโอกาสซื้อสินค้าของแบรนด์ในระยะยาว

 

ความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว

  • ทิศทางการปรับมาตรการของโลกที่มีต่อการทะลักของสินค้าอีคอมเมิร์ซจีน เป็นตัวเร่งให้เกิดการคัดกรองผู้เล่นที่ไม่ได้มาตรฐานออกไปจากระบบ ผู้ประกอบการจีนจะมีการปรับตัวยกระดับเข้าสู่ระบบนิเวศการค้าดิจิทัลที่มีคุณภาพ มีแบรนด์ที่เป็นเอกลักษณ์ และมีโครงสร้างโลจิสติกส์ในแต่ละภูมิภาคที่แข็งแกร่งขึ้น

  • แม้ไทยจะมีการเก็บ VAT 7% สำหรับสินค้าส่งข้ามพรมแดนทุกชิ้นแล้ว แต่การที่สินค้า White label ของจีนเข้าตลาดสหรัฐฯ และยุโรปที่ยากขึ้น สินค้าเหล่านั้นอาจถูกเบนเข็มมายังตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Temu, TikTok และ Lazada ซึ่งจะกระทบต่อการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs ไทยที่ผลิตสินค้าในกลุ่มใกล้เคียงกัน (เช่น เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก และของใช้ในบ้าน) รวมทั้งการขยายตลาดอีคอมเมิร์ซจีน อาจจำมาซึ่งการขยายการลงทุนในธุรกิจคลัง/ศูนย์กระจายสินค้าในไทยซึ่งมีศักยภาพด้านโลจิสติกส์

  • ไทยต้องพิจารณาเกณฑ์ทางกฎหมายเพื่อไม่ให้สินค้าด้อยคุณภาพทะลักเข้าเมืองไทย ขณะเดียวกันการเพิ่มมาตรฐานสินค้าออนไลน์ของตลาดสหรัฐฯ และยุโรปอาจเป็นโอกาสสินค้าคุณภาพสูงของไทยให้ก้าวข้ามสงครามราคา ไปสู่การเป็นสินค้าที่มีแบรนด์ มีมาตรฐาน และเข้าสู่ระบบการค้าดิจิทัลโลกได้อย่างถูกต้องและยั่งยืน

 

ที่มา:

https://www.chinairn.com/scfx/20260617/174617164.shtml

https://www.chinairn.com/hyzx/20260629/173249623.shtml

https://www.chinairn.com/scfx/20260617/16354452.shtml

Share :
Instagram