
เนื้อข่าว
เวียดนามเดินหน้าผลักดันพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) ให้เป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดยปัจจุบันภาคพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของมูลค่าการค้าปลีกสินค้าและบริการเพื่อการอุปโภคบริโภค และคิดเป็นเกือบสองในสามของมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนาม ทั้งนี้ ภาครัฐได้กำหนดให้อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหนึ่งในภาคส่วนยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการขยายตลาดในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 สำนักงานอุตสาหกรรมและการค้านครโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh City Department of Industry and Trade) ร่วมกับกรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และเศรษฐกิจดิจิทัล (E-commerce and Digital Economy Department) กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม และบริษัท TikTok Vietnam ได้จัดการประชุมเชิงวิชาการภายใต้หัวข้อ “การส่งเสริมการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในอุตสาหกรรมแฟชั่น” (Promoting E-commerce Development in the Fashion Industry) โดยมีผู้แทนจากสมาคมอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการธุรกิจแฟชั่น และผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (Content Creators) เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
นาย Nguyen Nguyen Phuong รองผู้อำนวยการสำนักงานอุตสาหกรรมและการค้านครโฮจิมินห์ กล่าวว่า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางการค้า โดยช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงตลาดใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และเสริมสร้างการเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ขณะที่นาย Nguyen Lam Thanh กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท TikTok Vietnam ระบุว่า เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่แห่งการพัฒนา โดยตั้งเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตในระดับเลขสองหลัก (Double-Digit Economic Growth) ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยขับเคลื่อนรูปแบบใหม่ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญดังกล่าว ทั้งนี้ ภาคพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของเวียดนามมีเป้าหมายรักษาอัตราการเติบโตไว้ที่ประมาณร้อยละ 25 ต่อปีในช่วงระยะต่อไป เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยเหตุนี้ กรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และเศรษฐกิจดิจิทัลจึงได้ริเริ่มชุดโครงการ “การส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในภาคเศรษฐกิจสำคัญ” (Promoting E-commerce in Key Economic Sectors) โดยมุ่งระดมทรัพยากร สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสร้างแรงขับเคลื่อนให้แก่ภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนาม ซึ่งภายใต้กรอบการดำเนินงานดังกล่าว ได้กำหนดให้อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหนึ่งในภาคส่วนยุทธศาสตร์สำคัญ (Priority Strategic Sector) เพื่อเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และขยายโอกาสทางการตลาดในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม
นาย Nguyen Lam Thanh กล่าวเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นมิได้เป็นเพียงภาคธุรกิจขนาดใหญ่ในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนองค์ประกอบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การสร้างตราสินค้า (Branding) การค้าปลีก การผลิตเนื้อหาดิจิทัล (Digital Content) ตลอดจนการมีส่วนร่วมของผู้สร้างสรรค์เนื้อหาและชุมชนผู้บริโภค โดยจากประสบการณ์การดำเนินงานของแพลตฟอร์ม TikTok พบว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้งานชาวเวียดนามที่สนใจเนื้อหาเกี่ยวกับแฟชั่นมากกว่า 50 ล้านราย และมีผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าแฟชั่นบน TikTok Shop มากกว่า 100,000 รายที่สามารถสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าวในช่วงปีที่ผ่านมา
ในด้านพฤติกรรมผู้บริโภค นาง Nhan Kha Ai ผู้สร้างสรรค์เนื้อหาด้านแฟชั่นบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เปิดเผยว่า พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าแฟชั่นของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ผู้บริโภคมักค้นหาสินค้าก่อนแล้วจึงเลือกช่องทางการซื้อ ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากกลับค้นพบสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการผ่านเนื้อหาบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอการจัดสไตล์การแต่งกาย (Styling Video) การถ่ายทอดสด (Livestream) หรือการแบ่งปันประสบการณ์ส่วนบุคคล ซึ่งสามารถกระตุ้นความต้องการซื้อได้ในทันที ทั้งนี้ ผู้บริโภคในปัจจุบันมิได้ให้ความสำคัญเฉพาะความสวยงามหรือราคาของสินค้าเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อความเหมาะสมของสินค้า ความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์การใช้งานจริงจากผู้บริโภครายอื่น (Social Proof)
อย่างไรก็ดี แม้อุตสาหกรรมแฟชั่นจะมีศักยภาพในการเติบโตสูง แต่ยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ โดยมูลค่ารวมของสินค้าที่ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม (Gross Merchandise Value: GMV) เริ่มมีสัญญาณชะลอตัวภายหลังจากช่วงการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ขณะที่ต้นทุนในการได้มาซึ่งลูกค้า (Customer Acquisition Cost) เพิ่มสูงขึ้น การแข่งขันในตลาดทวีความรุนแรง และผู้บริโภคมีความคาดหวังที่สูงขึ้น ทั้งในด้านคุณภาพสินค้า ประสบการณ์การซื้อ และคุณค่าของตราสินค้า นอกจากนี้ ตราสินค้าแฟชั่นแบบดั้งเดิม (Traditional Fashion Brands) ยังคงเผชิญข้อจำกัดในการสร้างสรรค์เนื้อหา การบริหารจัดการการถ่ายทอดสด และการเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ ส่วนตราสินค้าแฟชั่นออนไลน์ (Online Fashion Brands) ต้องเผชิญความท้าทายในการสร้างตราสินค้าในระยะยาว การลดการพึ่งพาการส่งเสริมการขาย และการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง
ด้วยตระหนักถึงความท้าทายดังกล่าว กรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และเศรษฐกิจดิจิทัล สำนักงานอุตสาหกรรมและการค้านครโฮจิมินห์ และบริษัท TikTok Vietnam จึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการ Fashion Up Vietnam ในลักษณะโครงการริเริ่มที่เกิดจากการออกแบบและดำเนินงานร่วมกัน (Co-created Initiative) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจแฟชั่นในการประยุกต์ใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ยกระดับขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจภายใต้สภาพแวดล้อมดิจิทัล และส่งเสริมสินค้าและตราสินค้าแฟชั่นของเวียดนามให้สามารถเข้าถึงฐานผู้บริโภคในวงกว้าง อันจะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมแฟชั่นและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนามในระยะยาว
(แหล่งที่มา https://thesaigontimes.vn/ ฉบับวันที่ 19 มิถุนายน 2569)
วิเคราะห์ผลกระทบ
การที่พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) ของเวียดนามมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ของมูลค่าการค้าปลีกสินค้าและบริการเพื่อการอุปโภคบริโภคทั้งประเทศ ไม่เพียงสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจเวียดนามสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม ในช่วงปี 2564–2568 ภาคพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของเวียดนามสามารถรักษาอัตราการเติบโตในระดับมากกว่าร้อยละ 20 ต่อปีอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งในด้านการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ การขยายโอกาสทางการตลาดของภาคธุรกิจ และการยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานและระบบการกระจายสินค้า
แนวโน้มดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากกรอบนโยบายและกฎหมายของภาครัฐ โดยสมัชชาแห่งชาติเวียดนามได้ให้ความเห็นชอบกฎหมายว่าด้วยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ปี 2568 ซึ่งมีกำหนดมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ควบคู่กับการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระยะปี 2569–2573 ของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ซึ่งมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-added Industries) และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นที่ได้รับการกำหนดให้เป็นหนึ่งในภาคส่วนยุทธศาสตร์สำคัญ (Priority Strategic Sector) สำหรับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ
การที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นพิเศษ สะท้อนถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมดังกล่าวในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานชาวเวียดนามมากกว่า 50 ล้านคนที่ติดตามเนื้อหาเกี่ยวกับแฟชั่นบนแพลตฟอร์ม TikTok และในปี 2568 มีผู้ประกอบการแฟชั่นมากกว่า 100,000 รายที่สามารถสร้างรายได้ผ่าน TikTok Shop ได้สำเร็จ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่สามารถบูรณาการการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) การถ่ายทอดสด (Livestream Commerce) การใช้วิดีโอสั้น (Short-form Video Content)และการตลาดผ่านผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (Creator Economy) เข้ากับกิจกรรมการจำหน่ายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิผล จนก่อให้เกิดรูปแบบการค้าใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเนื้อหา (Content-driven Commerce)
ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมแฟชั่นบนแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือคุณลักษณะของสินค้าที่สามารถนำเสนอผ่านสื่อภาพและวิดีโอได้อย่างชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคสามารถประเมินรูปแบบ สีสัน การใช้งาน และความเหมาะสมกับรูปแบบการดำเนินชีวิตได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้กระบวนการตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าหลายอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ข้อมูลตลาดยังสะท้อนศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก ECDB ระบุว่า ตลาดแฟชั่นของเวียดนามมีมูลค่าประมาณ 123,000 ล้านเวียดนามด่ง คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20–25 ของตลาดค้าปลีกทั้งหมด และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10–15 ต่อปี ขณะที่ยอดจำหน่ายสินค้าแฟชั่นผ่านแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 20–30 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าช่องทางค้าปลีกแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ข้อมูลจากบริษัท YouNet ECI ยังระบุว่า กลุ่มสินค้าแฟชั่นและเครื่องประดับเป็นหมวดสินค้าที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุดบนแพลตฟอร์ม Shopee, TikTok Shop, Lazada และ Tiki ในปี 2568 โดยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 28 ของยอดธุรกรรมทั้งหมด และผู้บริโภคชาวเวียดนามใช้จ่ายมากกว่า 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐในการซื้อสินค้าแฟชั่นในปีที่ผ่านมา ขณะที่ข้อมูลจาก Metric ระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 มูลค่ารวมของสินค้า (Gross Merchandise Value: GMV) ในกลุ่มแฟชั่นผู้ชายเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 150 กลุ่มแฟชั่นผู้หญิงเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 75 และกลุ่มเครื่องประดับแฟชั่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 93 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล และมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานในภาคบริการสมัยใหม่ของเวียดนาม
อย่างไรก็ดี การขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดแฟชั่นออนไลน์ยังนำมาซึ่งความท้าทายที่สำคัญ โดยเฉพาะการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงจากผู้ประกอบการต่างประเทศและแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน ซึ่งกำลังขยายบทบาทในตลาดเวียดนามอย่างต่อเนื่อง การเข้ามาของผู้ประกอบการระดับโลก เช่น Shein และ Temu ได้สร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการท้องถิ่นทั้งในด้านราคา ความรวดเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเข้าถึงผู้บริโภค ในภาพรวม การที่รัฐบาลเวียดนามยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นให้เป็นหนึ่งในภาคส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการบูรณาการระหว่างภาคการผลิต ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้า อุตสาหกรรมแฟชั่นมีแนวโน้มจะเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนามควบคู่ไปกับภาคการผลิตและบริการสมัยใหม่ และจะมีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลโลกต่อไป
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
การที่เวียดนามยกระดับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมแฟชั่นให้เป็นภาคส่วนยุทธศาสตร์สำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล จะส่งผลให้ตลาดสินค้าแฟชั่นออนไลน์ของเวียดนามขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมีการแข่งขันสูงขึ้น โดยเฉพาะภายใต้กรอบกฎหมายว่าด้วยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ฉบับใหม่และยุทธศาสตร์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระยะปี 2569–2573 ซึ่งจะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบการชำระเงิน และระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามจำเป็นต้องติดตามพัฒนาการด้านกฎระเบียบ มาตรฐานการดำเนินธุรกิจดิจิทัล และแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า ความน่าเชื่อถือของตราสินค้า และประสบการณ์การซื้อแบบผสมผสานระหว่างเนื้อหาและการค้ามากขึ้น
ในเชิงโอกาสทางการค้า ตลาดแฟชั่นออนไลน์ของเวียดนามซึ่งมีฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่และมีอัตราการเติบโตสูง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและในเวียดนามสามารถขยายการส่งออกและการจำหน่ายสินค้าแฟชั่น สินค้าไลฟ์สไตล์ เครื่องประดับ เครื่องสำอาง และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องผ่านแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน และแพลตฟอร์มโซเชียลคอมเมิร์ซ (Social Commerce) ได้มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าไทยที่มีจุดแข็งด้านการออกแบบ คุณภาพ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการสร้างแบรนด์ การใช้ผู้สร้างสรรค์เนื้อหา และการทำการตลาดดิจิทัลที่สอดคล้องกับรสนิยมของผู้บริโภคเวียดนามรุ่นใหม่
อย่างไรก็ดี การขยายตัวของตลาดดังกล่าวย่อมมาพร้อมกับแรงกดดันด้านการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้ประกอบการท้องถิ่นและผู้ประกอบการระดับโลกที่มีความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ความรวดเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการใช้ข้อมูลผู้บริโภคเชิงลึก ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการพัฒนาสินค้าและตราสินค้าที่มีความแตกต่าง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการวิเคราะห์ข้อมูลตลาด การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจในเวียดนาม ตลอดจนการบูรณาการการตลาดดิจิทัล การถ่ายทอดสด และการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนามในระยะยาว