fb
นโยบายของทรัมป์กับบททดสอบความเป็นเอกภาพของอาเซียน

นโยบายของทรัมป์กับบททดสอบความเป็นเอกภาพของอาเซียน

โดย
Kumtornpol
ลงเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2569 16:32
สคต. ณ กรุงจาการ์ตา (อินโดนีเซีย) (TTC, Jakarta (Indonesia))
2

ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังรับมือกับสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่ซับซ้อนมากขึ้น อันเป็นผลมาจากนโยบายที่คาดเดาได้ยากของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ทำให้หลายประเทศเลือกให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตนเองมากกว่าการดำเนินการร่วมกันในนามอาเซียน

ประเด็นเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในการประชุมแบบปิดที่จัดโดยศูนย์วิจัยด้านยุทธศาสตร์และการต่างประเทศ (CSIS) ในกรุงจาการ์ตา ภายใต้กติกา Chatham House Rule (คือหลักเกณฑ์การประชุมที่อนุญาตให้ผู้เข้าร่วมนำข้อมูลหรือความเห็นที่ได้จากการประชุมไปเผยแพร่ต่อได้ แต่ห้ามระบุตัวตน ชื่อ หรือตำแหน่งของผู้พูดอย่างเด็ดขาด เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมาและเปิดเผยที่สุด โดยเฉพาะในประเด็นที่ละเอียดอ่อนหรือมีความลับสูง ) ผู้ร่วมเสวนาตั้งคำถามว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังถูกกดดันให้ต้องเอาใจสหรัฐฯ หรือไม่ หรืออาเซียนยังคงมีพื้นที่ในการกำหนดทิศทางของตนเองบนเวทีโลก

มีการยกตัวอย่างว่า ประเทศสมาชิกบางประเทศเข้าร่วมโครงการที่สอดคล้องกับแนวทางของ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ เช่น Pax Silica ( อเมริกาสร้างห่วงโซ่อุปทาน AI และเซมิคอนดักเตอร์ ลดการพึ่งพาจีน) และ Board of Peace (เป็นองค์กรระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ที่ถูกจับตามองว่าอาจเข้ามามีบทบาทเหนือสหประชาชาติ (UN) ในการจัดการความขัดแย้งทั่วโลก) ขณะที่ในหลายประเด็น อาเซียนกลับไม่สามารถแสดงจุดยืนร่วมกันได้อย่างชัดเจนนอกจากนี้ บางประเทศยังเลือกส่งผู้แทนไปเจรจากับสหรัฐฯ เป็นรายประเทศ เพื่อรับมือกับมาตรการภาษีที่เข้มงวด ในขณะที่อาเซียนในภาพรวมเลือกใช้แนวทางการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ แทนการตอบโต้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมเสวนาบางคนมองว่า การไม่มีท่าทีร่วมกันไม่ได้หมายความว่าอาเซียนอ่อนแอเสมอไป แต่สะท้อนถึงความเป็นจริงของการเมืองระหว่างประเทศ ที่แต่ละประเทศต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก การเจรจาในนามกลุ่มอาจฟังดูดี แต่ในทางปฏิบัติกลับทำได้ยากมาก โดยเฉพาะกับรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน” ผู้ร่วมเสวนากล่าว พร้อมเปรียบเทียบกับปัญหาที่สหภาพยุโรปเผชิญในการเจรจากับสหรัฐฯ ในลักษณะเดียวกัน 

นอกจากนี้การประชุมยังพูดถึงกรณีที่อาเซียนแทบไม่มีปฏิกิริยาร่วมต่อแนวคิดของทรัมป์เกี่ยวกับกรีนแลนด์ โดยประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ออกแถลงการณ์อย่างระมัดระวัง เน้นเรื่องการเคารพอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ 

ผู้ร่วมเสวนาเปรียบเทียบว่า การเผชิญหน้ากับมหาอำนาจก็เหมือนการต่อสู้กับ รถถังขนาดใหญ่” ประเทศขนาดเล็กจึงต้องวางตัวอย่างรอบคอบ ระหว่างการยึดหลักการกับการคำนึงถึงความเป็นจริง ขณะเดียวกันก็มีคำเตือนว่า การที่หลายประเทศหันไปทำข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ แบบรายประเทศมากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกันในภูมิภาค และทำให้อำนาจต่อรองของอาเซียนลดลง เนื่องจากข้อตกลงของสหรัฐฯ มักตั้งเงื่อนไขแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างเข้มงวด อาจส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทั้งกับจีนและระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกันเอง ซึ่งในระยะยาวอาจทำให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอ่อนแอลง

 

ความคิดเห็นสำนักงาน

การประชุมแบบปิดที่จัดโดยศูนย์วิจัยด้านยุทธศาสตร์และการต่างประเทศ (CSIS) ในกรุงจาการ์ตา ภายใต้กติกา Chatham House Rule (คือหลักเกณฑ์การประชุมที่อนุญาตให้ผู้เข้าร่วมนำข้อมูลหรือความเห็นที่ได้จากการประชุมไปเผยแพร่ต่อได้ แต่ห้ามระบุตัวตน ชื่อ หรือตำแหน่งของผู้พูดอย่างเด็ดขาด เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมาและเปิดเผยที่สุด โดยเฉพาะในประเด็นที่ละเอียดอ่อนหรือมีความลับสูง ) ผู้ร่วมเสวนาตั้งคำถามว่า นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ได้สร้างความไม่แน่นอนให้กับอาเซียน และเพิ่มแรงกดดันต่อความเป็นเอกภาพของภูมิภาค ทำให้แต่ละประเทศต้องรับมือในรูปแบบที่แตกต่างกันไป เช่น ประเทศสมาชิกบางประเทศเข้าร่วมโครงการที่สอดคล้องกับแนวทางของ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นแรงผลักดันให้อาเซียนหันมาให้ความสำคัญกับความร่วมมือภายในมากขึ้นเช่นกัน

ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีน บริษัทข้ามชาติจำนวนมากเริ่มมองหาแหล่งผลิตและลงทุนใหม่ ทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอินโดนีเซียและไทยเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มนี้

นโยบายของทรัมป์อาจส่งผลดีทางอ้อมต่อการค้าระหว่างสองประเทศ เนื่องจากกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือในอาเซียนมากขึ้น บริษัทต่าง ๆ หันมาจัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากภูมิภาคมากขึ้น ส่งผลให้การค้าภายในอาเซียนขยายตัว นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนด้านภาษียังผลักดันให้ ทั้งสองประเทศพัฒนามาตรฐานและขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งการที่อินโดนีเซียและไทย หาช่องทางกระจายสินค้าส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และจีน เปิดโอกาสในการเป็นห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันในอนาคต

Share :
Instagram