
นับแต่เดือนมีนาคม 2569 ที่อิหร่านเปิดฉากโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) รัฐบาลดูไบ ได้จัดประชุมฉุกเฉินเมื่อโดยมีผู้อำนวยการทั่วไปกรมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวดูไบ (The Dubai Department of Economy and Tourism)เป็นเจ้าภาพ มีมกุฎราชกุมารเชคฮัมดานเข้าร่วมและมีผู้บริหารระดับสูงกว่าหลายร้อยคนจากภาคอสังหาริมทรัพย์ การบิน และสถาบันการเงินชั้นนำ อาทิ Rothschild, UBS, JPMorgan และ Citi Bank เข้าร่วมด้วย
ในที่ประชุม ภาครัฐตั้งคำถามหลัก 3 ข้อ ได้แก่ จะดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับมาได้อย่างไร จะสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้อย่างไร และจะสนับสนุนภาคธุรกิจได้อย่างไร การประชุมดังกล่าวนำไปสู่มาตรการสำคัญหลายประการ รวมถึงการที่ได้ออกชุดมาตรการสภาพคล่องของธนาคารกลางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไปเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 โดยมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศรองรับกว่า 681 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจและผลกระทบ
รัฐบาลดูไบได้เปิดตัวแคมเปญประชาสัมพันธ์ภายใต้คำว่า "Dubai-it" เพื่อสื่อถึงศักยภาพของรัฐดูไบ ในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว และแสดงถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป ดูไบมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพารายได้จากน้ำมันน้อยกว่าร้อยละ 2 ของ GDP โดยเติบโตจากการเป็นศูนย์กลางการลงทุน การเงิน การค้า และโลจิสติกส์ ซึ่งสามารถดึงดูดบริษัทข้ามชาติ ธนาคารระดับโลก กองทุนเฮดจ์ฟันด์ และนักลงทุนรายใหญ่จากทั่วโลก
รัฐบาลดูไบได้ประกาศมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจวงเงินประมาณ 681 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมุ่งช่วยเหลือภาคการท่องเที่ยวและค้าปลีกเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม วงเงินดังกล่าวยังต่ำกว่ามาตรการเยียวยาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งมีมูลค่า 1.93 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และคิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของดูไบ ที่มีมูลค่า 121 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567
ขณะเดียวกัน HSBC ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคลง 5 จุดร้อยละ (5 percentage points) และคาดว่าเศรษฐกิจของภูมิภาคอาจหดตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19นอกจากนี้ กระแสเงินทุนต่างชาติในตลาดหลักทรัพย์ดูไบยังพลิกจากเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 890 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นเงินทุนไหลออกสุทธิ 853 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่ภาคธุรกิจประเมินว่าไตรมาสที่ 1และไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 เป็นช่วงเวลาที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจนแทบไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ อย่างไรก็ดี รัฐบาลดูไบยังคงเดินหน้าการลงทุนตามยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยประกาศโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าใต้ดินสายใหม่ โครงการขยายท่าอากาศยาน และโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของ Emaar เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว
การเปิดเส้นทางสินค้าผ่านท่าเรือ Jebel Ali
ท่าเรือ Jebel Ali Port เปิดรับและส่งสินค้าได้ตามปกติแล้วทุกท่าเทียบเรือ โดยเจ้าหน้าที่ DP World ได้ยืนยันความพร้อมในการให้บริการขนถ่ายสินค้า อย่างไรก็ตาม การเดินเรือระหว่างประเทศผ่านอ่าวเปอร์เซีย อาจมีความล่าช้าจากตารางเรือที่คลาดเคลื่อน , แนะนำให้ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 สำนักข่าว IRNA รายงานว่าอิหร่านประกาศการรับ-ตรวจปล่อยสินค้า ณ ท่าเรือ Jebel Ali อย่างเป็นทางการ หลังระงับดำเนินการในช่วง "สภาวะสงคราม" โดยเจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่าตู้คอนเทนเนอร์ที่ค้างอยู่สามารถตรวจปล่อยได้แล้ว และคาดว่าปริมาณการค้าจะค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนสงคราม
นัยสำคัญเชิงบวก
(1) การผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้าระหว่างอิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นสัญญาณเชิงปฏิบัติที่สำคัญ แม้การเจรจาสันติภาพจะยังอยู่ในขั้นเบื้องต้น
(2)Jebel Ali ยังคงรักษาบทบาทศูนย์กลางกระจายสินค้าของภูมิภาค (Regional Gateway) ทำให้ห่วงโซ่อุปทานสั้นลงและต้นทุนลดลงเมื่อเทียบกับเส้นทางสำรองผ่านโอมานหรือซาอุดีอาระเบีย
(3) ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจในดูไบมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงด้านการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานลดระดับลง
ข้อพึงระวัง
ยังมีปัจจัยความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความไม่แน่นอนของข้อตกลงสันติภาพ สหรัฐฯ-อิหร่าน มาตรการคว่ำบาตรชาติตะวันตกที่ยังมีผลบังคับใช้ซึ่งจำกัดประเภทสินค้า รวมถึงค่าประกันภัยการขนส่งทางทะเลที่ยังอยู่ในระดับสูง นักวิเคราะห์จาก Chatham House สรุปได้ตรงประเด็นว่า "หากความมั่นคงดำรงอยู่ เงินทุนจะหวนคืน แต่หากความไม่แน่นอนยังคงอยู่ นักลงทุนจะชะลอการตัดสินใจ"
ผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นตลาดส่งออกที่มีความสำคัญของไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม–พฤษภาคม) ไทยมีมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 2,363 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 36.12 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากเป็นตลาดผู้บริโภคที่มีศักยภาพแล้ว ยังทำหน้าที่ เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้า (Regional Hub) ไปยังประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง เอเชียกลาง (รวมถึงอิหร่าน ในอนาคต หากสถานการณ์เอื้ออำนวย) และแอฟริกาตะวันออก ผ่านท่าเรือเจเบล อาลี (Jebel Ali) ซึ่งเป็นท่าเรือ และศูนย์โลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาค ดังนั้น ความขัดแย้งในภูมิภาคจึงอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยใน 3 มิติสำคัญ ดังนี้
(1) การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน: ตู้คอนเทนเนอร์สินค้าไทยประสบความล่าช้า ผู้ส่งออกบางรายต้องเบี่ยงเส้นทางผ่านซาลาลาห์หรือจิดดาห์ ทำให้ต้นทุนและระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น
(2) ค่าระวางและประกันภัยพุ่งสูง: ส่งผลโดยตรงต่อสินค้าส่งออกหลักของไทย ได้แก่ ข้าว อาหารแปรรูป ชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า
(3) ความต้องการในตลาดชะลอตัว: การท่องเที่ยวที่ซบเซาและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงส่งผลให้ยอดสั่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยลดลงในตลาดดูไบ
อย่างไรก็ดี การฟื้นฟูเส้นทางผ่าน Jebel Ali เปิดโอกาสสำคัญ กล่าวคือ ตลาด GCC แอฟริกาและเอเชียกลางจะกลับมาเข้าถึงได้ผ่านช่องทางเดิม การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวจะกระตุ้นความต้องการสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ผู้ส่งออกไทยควรรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับคู่ค้าในดูไบ และเตรียมพร้อมรับคำสั่งซื้อที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อตลาดกลับสู่ภาวะปกติ
สรุป
ในระยะสั้นความขัดแย้งในภูมิภาคส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เผชิญความเสี่ยงจากต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ปัจจุบันเรือบรรทุกสินค้าสามารถเดินทางเข้าสู่ท่าเรือเจเบล อาลี (Jebel Ali) ได้แล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารของไทยคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด ประกอบกับรัฐบาลได้เร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่า จะช่วยสนับสนุนให้ความต้องการนำเข้าสินค้าค่อย ๆ ฟื้นตัว หากสถานการณ์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคกลับคืนสู่ภาวะปกติ
ขณะเดียวกันดูไบได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารจัดการวิกฤตอย่างเป็นระบบ ทั้งการบูรณาการความร่วมมือกับภาคธุรกิจ การดำเนินมาตรการด้านการเงิน และการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน การกลับมาของเส้นทางการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือเจเบล อาลี นับเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค และเอื้อต่อการส่งออกของไทยในระยะกลาง อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนยังขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของข้อตกลงสันติภาพและเสถียรภาพด้านความมั่นคงในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้น ภาครัฐควรสนับสนุนข้อมูลด้านโลจิสติกส์ ส่งเสริมมาตรการประกันการส่งออก และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและเสริมสร้าง ขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต่อไป
ที่มา: Zawya (https://www.zawya.com/en/economy/gcc/dubai-enlists-businesses-to-help-secure-hub-status-after-iran-war-shock-gffrvcsh)