
เนื้อข่าว
นาย Bui Thanh Son รองนายกรัฐมนตรีของเวียดนาม ได้ลงนามในคำสั่งของนายกรัฐมนตรี (Prime Ministerial Decision) เพื่ออนุมัติยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดค้าปลีกของประเทศเวียดนามจนถึงปี 2573 พร้อมวิสัยทัศน์ถึงปี 2593 (Strategy for the Development of Viet Nam's Retail Market through 2030, with a Vision towards 2050) โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการปรับโครงสร้างภาคค้าปลีกให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัล และส่งเสริมการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซให้มีบทบาทเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวกำหนดเป้าหมายให้อัตราการเติบโตของยอดขายอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละร้อยละ 15–20 โดยภายในปี 2573 มูลค่ายอดขายอีคอมเมิร์ซจะมีสัดส่วนร้อยละ 15–20 ของยอดค้าปลีกสินค้าและบริการเพื่อการบริโภครวม พร้อมตั้งเป้าให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าร่วมในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในสัดส่วนร้อยละ 40–45 นอกจากนี้ เมื่อคำนวณตามมูลค่าราคาปัจจุบัน คาดว่ามูลค่าการค้าปลีกสินค้าและรายได้จากบริการเพื่อการบริโภครวมจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 11–11.5 ต่อปี ภายในปี 2573
ในด้านการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์มุ่งส่งเสริมให้สถานประกอบการทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาภาคค้าปลีก โดยสามารถดำเนินกิจการในรูปแบบและขนาดที่เหมาะสมกับศักยภาพของตน พร้อมจัดตั้งกลุ่มกำลังหลักด้านการจัดจำหน่ายภายในประเทศ (Core Domestic Distribution Force)
เพื่อเป็นฐานสำคัญของระบบค้าปลีกในประเทศ โดยจะได้รับการสนับสนุนผ่านมาตรการด้านการเงินและนโยบายที่ดิน นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนากลุ่มวิสาหกิจขนาดใหญ่ด้านการจัดจำหน่าย (Large Corporations in the Distribution Sector) โดยเฉพาะวิสาหกิจภายในประเทศ รวมถึงวิสาหกิจที่มีการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งนี้ ได้กำหนดให้ภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด พร้อมสนับสนุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สหกรณ์ ธุรกิจครัวเรือน และผู้ค้ารายย่อย เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น
ยุทธศาสตร์ยังมุ่งพัฒนารูปแบบการค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Retail Models) และการค้าปลีกแบบผสมช่องทาง (Omnichannel Retail) ควบคู่กับการค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Traditional Retail Formats) โดยส่งเสริมให้ธุรกิจผสานการจำหน่ายสินค้าคงคลังกับกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ของผู้บริโภค พร้อมทั้งส่งเสริมการลงทุนในศูนย์การค้าบริการแบบครบวงจร (Comprehensive Commercial-Service Centres) โดยให้ตลาดดั้งเดิม (Traditional Markets) เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกับถนนการค้า (Commercial Streets) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความทันสมัยและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมการค้าของเวียดนาม
ในด้านห่วงโซ่อุปทาน ยุทธศาสตร์ให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตและการจัดจำหน่าย (Production–Distribution Linkages) โดยเน้นกลุ่มสินค้าจำเป็น เช่น ผลิตผลทางการเกษตรและอาหาร เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ควบคู่กับการบริหารจัดการคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเน้นการจัดตั้งระบบกระจายสินค้าจำเป็นที่มีประสิทธิภาพและมั่นคง
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับความเชื่อมโยงการผลิตและการจัดจำหน่ายอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมให้ห่วงโซ่อุปทานสอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพ (Quality Standards) ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และแนวทางการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Environmentally Friendly Practices) รวมถึงการใช้ฉลากสิ่งแวดล้อม (Eco-labelling) เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและสร้างภาพลักษณ์การค้าที่ยั่งยืน
ในส่วนของการพัฒนาธุรกิจเชิงดิจิทัล ยุทธศาสตร์มุ่งส่งเสริมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและรูปแบบการค้าเชิงดิจิทัล (Digital-based Trading Platforms) เพื่อสร้างความหลากหลายของช่องทางค้าปลีก โดยครอบคลุมการขายผ่านโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ และแอปพลิเคชันสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อรองรับพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายในการสร้างตลาดอีคอมเมิร์ซที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม แข็งแกร่ง และยั่งยืน (Healthy, Competitive and Sustainable E-commerce Market) โดยส่งเสริมการบริโภคผ่านแอปพลิเคชันอีคอมเมิร์ซ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลของภาคธุรกิจ และผลักดันการค้าข้ามพรมแดน (Cross-border E-commerce) รวมถึงการค้าในพื้นที่ชายแดน (Border-area E-commerce) เพื่อขยายศักยภาพทางเศรษฐกิจและยกระดับความเชื่อมโยงทางการค้าของเวียดนามในระดับภูมิภาคและนานาชาติ
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 23 ตุลาคม 2568)
วิเคราะห์ผลกระทบ
รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดค้าปลีกแห่งชาติจนถึงปี 2573 พร้อมวิสัยทัศน์ถึงปี 2593 เพื่อยกระดับภาคค้าปลีกให้ทันสมัย ยั่งยืน และสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยตั้งเป้ายอดค้าปลีกสินค้าและบริการเติบโตเฉลี่ยปีละร้อยละ 11–11.5 ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ และสร้างระบบการกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ตลาดค้าปลีกเวียดนามกำลังกลายเป็นจุดหมายการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาค ด้วยแนวทางพัฒนาการจัดจำหน่ายสมัยใหม่ที่ผสมผสานความยั่งยืนและนวัตกรรม รัฐบาลเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้กลุ่มทุนค้าปลีกต่างชาติและนักลงทุนขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของตลาดในระยะยาว
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (General Statistics Office) ระบุว่า ในปี 2567 ยอดขายปลีกสินค้าและบริการมีมูลค่า 6,391 ล้านล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.0 เมื่อเทียบกับปี 2566 และในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าอยู่ที่ 5,176 ล้านล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.5 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการขยายตัวต่อเนื่องของกำลังซื้อและกิจกรรมการบริโภคภายในประเทศ
ด้านอีคอมเมิร์ซ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ารายงานว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 ตลาดธุรกิจขายตรงให้ผู้บริโภค (B2C) เติบโตร้อยละ 25–27 สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ร้อยละ 3–7 โดยสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภคที่เคลื่อนไหวเร็ว (FMCG) เครื่องใช้ไฟฟ้า และแฟชั่น เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ด้วยแนวโน้มดังกล่าว รัฐบาลได้ปรับเป้าหมายการเติบโตของอีคอมเมิร์ซในปี 2568 เป็นร้อยละ 25.5 จากคาดการณ์เดิมร้อยละ 20–22
ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นี้ตั้งเป้าให้อีคอมเมิร์ซเติบโตเฉลี่ยปีละร้อยละ 15–20 ภายในปี 2573 และสนับสนุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าร่วมในแพลตฟอร์มออนไลน์ในสัดส่วนร้อยละ 40–45 พร้อมเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการค้า ระบบโลจิสติกส์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Logistics) และมาตรฐานการบริหารคุณภาพสินค้า เพื่อเชื่อมโยงระหว่างการผลิตและการจำหน่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามกำหนด 7 กลุ่มมาตรการสำคัญ ได้แก่
ปรับปรุงกฎหมายและนโยบายให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ (Legal and Policy Alignment with International Commitments)
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานค้าปลีกและโลจิสติกส์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Retail Infrastructure and Green Logistics Development)
ยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs (Capacity Building for Enterprises, especially SMEs)
เสริมสร้างระบบกำกับดูแลคุณภาพสินค้าและจัดตั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับชาติ (Quality Governance and National E-commerce Platforms)
วางมาตรการทางเทคนิคเพื่อให้สินค้าภายในประเทศสอดคล้องมาตรฐานสากล (Technical Measures for Domestic Products to Meet International Standards)
ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการเพื่อสร้างเครือข่ายค้าปลีกระดับภูมิภาค (Promoting Regional Retail Networks)
เสริมบทบาทสมาคมการค้าในฐานะกลไกเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับหน่วยงานรัฐ (Trade Associations as Linkages between Private Sector and Government Agencies)
ยุทธศาสตร์นี้คาดว่าจะสร้างเศรษฐกิจการบริโภคคุณภาพสูง (High-quality Consumption Economy) ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคค้าปลีกภายในประเทศ และสนับสนุนการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซทั้งในตลาดภายในประเทศและข้ามพรมแดน (Cross-border E-commerce) อีกทั้งการพัฒนาระบบโลจิสติกส์สีเขียวและมาตรฐานคุณภาพสินค้าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและนักลงทุน และเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้จัดจำหน่ายอย่างยั่งยืน
ยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดค้าปลีกของเวียดนามจนถึงปี 2573 เป็นสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลกำลังวางรากฐานเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ยั่งยืน สนับสนุนการบริโภค เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมผลักดันให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางค้าปลีกสมัยใหม่ที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
การประกาศยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดค้าปลีกของเวียดนามจนถึงปี 2573 เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมตลาดค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซของเวียดนาม โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า และแฟชั่น ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตราการเติบโตสูง (FMCG และ Consumer Electronics) ความต่อเนื่องของกำลังซื้อและกิจกรรมการบริโภคในเวียดนาม สะท้อนถึงความต้องการสินค้าไทยคุณภาพสูง และความพร้อมของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์
ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการขยายธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ที่รัฐบาลเวียดนามสนับสนุน โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ไทยสามารถเข้าร่วมในสัดส่วนที่รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายไว้ร้อยละ 40–45 ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างแบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง นอกจากนี้ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์สีเขียวและมาตรฐานคุณภาพสินค้าของเวียดนามยังช่วยลดความเสี่ยงด้านการจัดส่งและการบริหารคุณภาพ ทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนจัดส่งสินค้าข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับนโยบายของเวียดนาม เช่น การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการตลาด การวิเคราะห์ความต้องการผู้บริโภคและการใช้ข้อมูลเชิงลึกจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ จะช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันในตลาดเวียดนามได้อย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนระยะยาว