fb
อินเดียอนุญาตให้นำเข้าน้ำตาลทรายดิบปลอดภาษี 1 ล้านตัน

อินเดียอนุญาตให้นำเข้าน้ำตาลทรายดิบปลอดภาษี 1 ล้านตัน

โดย
Chalotorn
ลงเมื่อ 28 สิงหาคม 2569 15:30
สคต. ณ เมืองมุมไบ (อินเดีย) (TTC, Mumbai (India))
2

          เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์อินเดียเปิดเผยว่า รัฐบาลจะอนุญาตให้นำเข้าน้ำตาลทรายดิบ (Raw Sugar) จำนวน 1 ล้านเมตริกตันโดยปลอดภาษีนำเข้า เพื่อบรรเทาภาวะราคาน้ำตาลภายในประเทศที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยอินเดียเป็นประเทศที่มีการบริโภคน้ำตาลมากที่สุดในโลก ซึ่งมาตรการดังกล่าวอนุญาตให้นำเข้าได้ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึง 31 ตุลาคม 2569 ก่อนเข้าสู่เทศกาลสำคัญของอินเดียที่รองรับการบริโภคน้ำตาลสูงขึ้นจากความต้องการในธุรกิจขนมหวานอินเดีย อนึ่ง ราคาน้ำตาลในอินเดียปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 40% ภายในระยะเวลา 2 เดือน เนื่องจากผลผลิตที่ลดลงส่งผลให้อุปทานตึงตัว และทำให้อินเดียต้องกลับมานำเข้าน้ำตาลเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี ภายหลังการประกาศมาตรการดังกล่าว ราคาซื้อขายล่วงหน้าน้ำตาลทรายขาวในตลาดลอนดอน และน้ำตาลทรายในตลาดนิวยอร์ก ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดประมาณ 4% ขณะที่ปัจจุบันอินเดียเรียกเก็บภาษีนำเข้าน้ำตาลในอัตรา 100% 

sugar -2.jpg

          อินเดียมีโรงกลั่นน้ำตาลตั้งอยู่บริเวณท่าเรืออยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งสามารถนำเข้าน้ำตาลทรายดิบโดยปลอดภาษี เพื่อนำไปกลั่นเป็นน้ำตาลทรายขาวและส่งออก ทั้งนี้ รัฐบาลได้อนุญาตให้โรงกลั่นดังกล่าวยื่นขอโควตานำเข้า 1 ล้านตัน ซึ่งจะเปิดทางให้สามารถจำหน่ายน้ำตาลทรายขาวที่ผลิตจากน้ำตาลทรายดิบที่นำเข้าแล้วเข้าสู่ตลาดภายในประเทศได้จนถึงสิ้นเดือนตุลาคมบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ณ เมืองมุมไบประเมินว่า มาตรการดังกล่าวอาจทำให้น้ำตาลเข้าสู่ตลาดภายในประเทศได้อย่างรวดเร็วประมาณ 300,000 ตัน อย่างไรก็ตาม บริษัทเอกชน ณ กรุงนิวเดลีประเมินว่า อินเดียมีแนวโน้มจะนำเข้าน้ำตาลทรายดิบจาก บราซิลเป็นหลัก โดยการขนส่งอาจใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ดังนั้น ผลจากการนำเข้าอาจเริ่มช่วยเพิ่มอุปทานในประเทศตั้งแต่เดือนตุลาคม มากกว่าจะส่งผลทันที 
          อย่างไรก็ดี ตามคำสั่งดังกล่าว โรงงานน้ำตาลและโรงกลั่นที่มีศักยภาพในการแปรรูปน้ำตาลทรายดิบเป็นน้ำตาลทรายขาว จะต้องยื่นขอโควตาภาษี (Tariff-Rate Quota: TRQ) สำหรับการนำเข้าที่อัตราภาษี 0% ระหว่างวันที่ 21–28 สิงหาคม 2569โดยรัฐบาลจะให้สิทธิ์แก่ผู้นำเข้าที่รับรองว่าจะดำเนินการนำเข้าให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 ตุลาคม เป็นลำดับแรก และด้านประธานสมาคมผู้ค้าน้ำตาล Bombay Sugar Merchants Association ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แม้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้นจากข่าวที่อินเดียจะเพิ่มการนำเข้า แต่สำหรับตลาดภายในประเทศของอินเดีย การตัดสินใจดังกล่าวน่าจะช่วย จำกัดการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำตาลในประเทศได้
ข้อมูลเพิ่มเติม 
    1. สาเหตุเชิงโครงสร้างของภาวะขาดแคลนน้ำตาล: การบริโภคในฤดูการผลิตปี 2568/69 สูงกว่าปริมาณผลผลิต ส่งผลให้สต็อกในระบบของโรงงานลดลงอย่างมาก ขณะที่ราคาน้ำตาลหน้าโรงงานในรัฐมหาราษฏระเพิ่มขึ้นแตะระดับ 5,400–5,560 รูปีต่อ
ควินตัล โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูเทศกาลที่มีการบริโภคน้ำตาลสูง (1 รูปี: 0.3678 บาท)
    2. การประเมินปริมาณผลผลิตที่คลาดเคลื่อนและนโยบายการส่งออกของรัฐบาล เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 รัฐบาลอนุญาตให้ส่งออกน้ำตาล 1.5 ล้านตัน ก่อนเพิ่มเป็น 2 ล้านตัน และมีการส่งออกจริงประมาณ 0.8 ล้านตัน ซึ่งภายหลังพบว่าอุปทานภายในประเทศไม่เพียงพอ นอกจากนี้ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณความตึงตัวของอุปทานแล้ว รัฐบาลยังอนุญาตโควตาส่งออกเพิ่มเติมอีก 0.5 ล้านตัน
    3. ผลกระทบด้านปริมาณสำรองและความคุ้มค่าทางธุรกิจของการนำเข้า: คาดว่าสต็อกน้ำตาลหลังหักการบริโภคและการส่งออกอาจลดลงต่ำกว่าระดับสำรองที่เหมาะสมประมาณ 6 ล้านตัน ขณะที่ต้นทุนน้ำตาลทรายดิบนำเข้าและได้รับยกเว้นภาษีอยู่ที่ประมาณ 3,840 รูปีต่อควินตัล ทำให้ผู้นำเข้าที่ได้รับสิทธิ์ตามโควตามีโอกาสได้รับส่วนต่างกำไรที่ค่อนข้างสูง ทั้งนี้ การนำเข้าอาจช่วยลดราคาภายในประเทศได้เพียงในระดับจำกัด ไม่ได้ทำให้ราคาปรับลดลงอย่างมากทันที
    4.ประเทศไทยมีสถานะเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ของโลก โดยอยู่ในอันดับที่ 2 (รองจากบราซิล) และมีผลผลิตน้ำตาลในฤดูการผลิตปี 2567/68 ประมาณ 10.2 ล้านตัน (57 โรงงาน) ขณะที่มูลค่าการส่งออกน้ำตาลในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 2.59 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ อินโดนีเซีย กัมพูชา และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ ไทยมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตเมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตรายอื่น โดยได้รับประโยชน์จากต้นทุนอ้อยที่อยู่ในระดับแข่งขันได้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลผลิตน้ำตาลของไทยในฤดูการผลิตปี 2569/70 จะลดลงประมาณร้อยละ 16 จากฤดูการผลิตปี 2568/69 เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกอ้อยลดลง ขณะที่ผลผลิตต่อไร่คาดว่าจะลดลงประมาณร้อยละ 8 ส่งผลให้แนวโน้มการส่งออกน้ำตาลของไทยในปีการตลาด 2569/70 อาจทรงตัวใกล้เคียงระดับปกติ แต่มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับปีการตลาด 2568/69 ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการนำเข้าของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดโลกมีความต้องการน้ำตาลเพิ่มขึ้น
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความท้าทาย
1.    เปิดโอกาสทางการค้าระยะสั้นสำหรับน้ำตาลทรายดิบไทย: จากการที่อินเดียอนุญาตให้นำเข้าน้ำตาลทรายดิบโดยไม่เรียกเก็บภาษีนำเข้าในปริมาณไม่เกิน 1 ล้านตัน จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ประกอบกับภาวะอุปทานภายในประเทศตึงตัวและความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาล ส่งผลให้เกิดความต้องการนำเข้าในระยะเร่งด่วน
2.    เพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและความน่าสนใจทางการค้าของน้ำตาลทรายดิบไทย: เนื่องจากราคาน้ำตาลในประเทศอินเดียอยู่ในระดับสูง ขณะที่การยกเว้นภาษีนำเข้าจากปกติ 100% เป็น 0% ช่วยลดต้นทุนการนำเข้า (landed cost) และเปิดโอกาสให้น้ำตาลทรายดิบจากไทยสามารถแข่งขันในตลาดอินเดียได้ดีขึ้นในช่วงระยะเวลาของมาตรการดังกล่าว
3.    การแข่งขันจากบราซิลมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง: เนื่องจากคาดว่าอินเดียจะนำเข้าน้ำตาลทรายดิบจากบราซิลเป็นหลัก ประกอบกับกรอบระยะเวลาการนำเข้าที่จำกัด อาจทำให้ผู้ส่งออกไทยมีข้อจำกัดในการแข่งขันด้านราคาและการส่งมอบ
ข้อคิดเห็น
1.    การที่อินเดียกลับมาเปิดโควตานำเข้าน้ำตาลทรายดิบปลอดภาษีในครั้งนี้สะท้อนถึงความคลาดเคลื่อนในการประเมินอุปทานภายในประเทศ ซึ่งส่งผลให้มีการอนุมัติส่งออกในช่วงปลายปี 2568 และต่อมาเมื่ออุปทานภายในประเทศตึงตัว อินเดียจึงต้องกลับมาอนุญาตให้นำเข้าในปริมาณใกล้เคียงกันภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี อย่างไรก็ดี อินเดียจะมีความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้น แต่ภาคอุตสาหกรรมน้ำตาลของไทยมีข้อจำกัดด้านปริมาณผลผลิตในฤดูการผลิต 2569/70 (ปี 68/69 ผลผลิตน้ำตาล 12.03 ล้านตัน และกากน้ำตาล 4.30 ล้านตัน) ซึ่งคาดว่าจะลดลงประมาณร้อยละ 16 ทำให้ปริมาณน้ำตาลส่วนเกินที่สามารถจัดสรรเพื่อการส่งออกเพิ่มเติมอาจมีจำกัด ส่งผลต่อการใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบด้านระยะทางและค่าขนส่งของไทย
2.    ทั้งนี้ น้ำตาลทรายเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการควบคุมการส่งออกและต้องขออนุญาตส่งออก โดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านมาตรการและการอนุญาตตามกฎหมายการส่งออก ขณะที่หลักเกณฑ์การอนุญาตกำหนดให้ผู้ส่งออกน้ำตาลทรายดิบและน้ำตาลทรายขาวต้องเป็นบริษัทส่งออกน้ำตาลที่ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ที่มีบทบาทสำคัญในการพิจารณาและกำกับดูแลตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การใช้ประโยชน์จากโอกาสในตลาดอินเดียจึงควรคำนึงถึงทั้งปริมาณน้ำตาลส่วนเกินที่สามารถส่งออกได้จริงและขั้นตอนด้านกฎระเบียบของไทยควบคู่กันไป โดยผู้ประกอบการไทยที่สนใจและจะสร้างแต้มต่อทางการค้าสามารถพิจารณาแนวทางต่างๆ ได้แก่ (1) ประสาน สอน. และหน่วยงาน/สมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมน้ำตาล เพื่อประเมินปริมาณน้ำตาลส่วนเกินที่สามารถส่งออกได้จริงภายในกรอบเวลาของมาตรการอินเดีย เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความคาดหวังเกินกว่าศักยภาพด้านอุปทาน (2) สำหรับผู้ส่งออกที่มีสต็อกพร้อมส่ง ควรเร่งติดต่อโรงงานและผู้กลั่นน้ำตาลในอินเดียที่มีสิทธิ์ยื่นขอโควตาระหว่างวันที่ 21–28 สิงหาคม 2569 พร้อมจัดทำข้อเสนอด้านราคาและเงื่อนไขการส่งมอบที่สามารถแข่งขันกับผู้ส่งออกจากบราซิล (3) ยกระดับมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมอ้อยไทย ผ่านการขยายกำลังผลิตเอทานอลในประเทศเพื่อผสมแก๊สโซฮอล์ ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงจากราคาน้ำตาลดิบที่ผันผวน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกร

image.png

 

 

 

 

 

 

 ที่มา1.  https://www.business-standard.com/economy/news/after-a-gap-of-almost-10-years-india-may-have-to-resort-to-sugar-imports-126081901573_1.html  2.https://www.moneycontrol.com/news/business/commodities/india-may-get-more-sugar-before-october-15-as-imports-begin-to-move-14013311.html

Share :
Instagram