
Lidl กำลังทดสอบรถบรรทุกไร้คนขับ
“Lidl” เครือซูเปอร์มาร์เก็ตราคาประหยัด (Discounter) เป็นผู้ค้าปลีกรายแรกในเยอรมนีที่ทดลองส่งสินค้าไปยังสาขาต่างๆ ด้วยรถบรรทุกไร้คนขับ หลังได้รับอนุมัติจากสำนักงานการขนส่งทางถนนแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (KBA – Kraftfahrt-Bundesamt) บริษัทได้นำเสนอโครงการดังกล่าวในงาน IAA Transportation ซึ่งเป็นงานแสดงยานพาหนะเพื่อการพาณิชย์ ระบบโลจิสติกส์ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคมีความซับซ้อนและต้นทุนสูง เพราะต้องรองรับทั้งความรวดเร็วและปริมาณงานมาก รถบรรทุกไร้คนขับจึงอาจพัฒนาเป็นมาตรฐานใหม่ของการขนส่งในภาคค้าปลีกได้ในอนาคต
รถบรรทุกไฟฟ้าไร้คนขับของ Lidl ไม่มีห้องโดยสาร และใช้ขนส่งอาหารบรรจุหีบห่อที่ไม่ต้องควบคุมอุณหภูมิจากคลังสินค้าไปยังร้านค้า โดยมี Einride สตาร์ทอัพสัญชาติสวีเดน เป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยี โครงการนี้ยังตอบโจทย์การขาดแคลนคนขับรถบรรทุก โดยคาดว่าเยอรมนีจะขาดแคลนคนขับรถบรรทุกและรถโดยสารมากกว่า 100,000 คนภายในปี 2030 นาย Serhan Yildirim หัวหน้าฝ่ายโลจิสติกส์ของ Schwarz Group บริษัทแม่ของ Lidl กล่าวว่า “รถบรรทุกที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติอาจเป็นทางออกของปัญหานี้ในอนาคต” พร้อมย้ำถึงข้อได้เปรียบด้านการนำไปใช้จริงว่า “วันนี้เราได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในโลกจริงแล้ว”
ทั้งนี้ เรียกได้ว่า “Lidl” ถือเป็นผู้บุกเบิกในภาคค้าปลีกรายแรก โดยยังไม่มีคู่แข่งรายอื่นในเยอรมนีรายใดทดสอบการจัดส่งสินค้าแบบอัตโนมัติไปยังสาขามาก่อน อย่างร้าน dm เครือร้านเพื่อสุขภาพและความงาม (drugstore) ได้มีโครงการนำร่องร่วมกับผู้ผลิต Iveco ได้ขนส่งสินค้าระหว่างคลังสินค้า 2 แห่ง แต่เป็นการขนส่งแบบกึ่งอัตโนมัติเท่านั้น โดยยังมีคนขับนั่งอยู่ในห้องโดยสาร ส่วน Rewe เครือซูเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่ ได้ทดสอบการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าปลายทางในธุรกิจ E-Commerce โดยใช้รถตู้รุ่น VW Transporter ที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม แม้ในกรณีนี้ก็ยังมีคนขับรถควบคุมความปลอดภัยอยู่บนรถขนส่งสินค้าด้วยอยู่ดี ในระยะเริ่มต้น Lidl จะนำรถบรรทุกไร้คนขับมาใช้งานในเส้นทางเดียวก่อน โดยรถจะขนส่งสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าในท้องถิ่นที่เมือง Edermünde (ใกล้เมือง Kassel) ไปยังร้าน Lidl ที่อยู่ใกล้เคียง เส้นทางนี้มีความยาวเพียง 400 เมตรเท่านั้น นอกจากนี้ ยังจะต้องมีรถยนต์(ที่มีคนขับรถ) ขับตามหลังมาด้วย ตามข้อกำหนดของ KBA สำหรับโครงการนำร่องนี้ นาย Thomas Dangelmayer หัวหน้าฝ่ายโลจิสติกส์ปฏิบัติการของ Lidl กล่าวว่า Lidl เลือกเส้นทางที่มีความซับซ้อนสูง หรือที่เรียกว่า “last mile” ก่อน (last mile เป็นกระบวนการสุดท้ายที่ดำเนินการเคลื่อนย้ายสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้า หรือคลังพัสดุส่วนปลาย ไปยังจุดหมายปลายทางสุดท้าย) โดยเขากล่าวเน้นถึงการเลือกเส้นทางนี้ว่า “นี่คือบททดสอบที่ยากที่สุด ซึ่งเราจะได้เรียนรู้อะไรจากมันมากมาย”
นาย Dangelmayer รายงานเพิ่มว่า หลังจากโครงการนำร่องระยะเวลา 4 เดือนเสร็จสิ้นลง Lidl วางแผนที่จะเชื่อมต่อร้านค้าหลายแห่งตามเส้นทางที่ยาวขึ้นในระยะที่สอง เขาคาดการณ์ว่า “ยานพาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัติสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้การทำงานด้านโลจิสติกส์ของเราดีขึ้น โดยยานพาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัติจะเป็นองค์ประกอบหลักสำหรับการขนส่งอัตโนมัติในระยะยาวต่อไป” อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวเพื่อใช้งานแบบทั่วประเทศยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายปี หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ Lidl มีร้านค้าปลีกจำนวน 3,250 แห่งทั่วเยอรมนี โดยมีศูนย์กระจายสินค้า 39 แห่งที่ดำเนินการจัดส่งสินค้าให้ร้านค้าปลีกเหล่านี้
จากข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษา McKinsey พบว่า ปัจจุบันในยุโรปมีรถตู้ขนส่งสินค้าไร้คนขับไม่ถึง 100 คัน และรถบรรทุกไร้คนขับไม่ถึง 10 คัน ขณะที่ในประเทศจีนและสหรัฐอเมริกามีจำนวนสูงกว่ามาก โดยผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปหลายรายตั้งเป้าที่จะผลิตรถบรรทุกไร้คนขับจำนวนมากภายในสิ้นทศวรรษนี้ โดยมุ่งเป้าไปที่ระบบที่เรียกว่า ระดับ 4 ทั้งนี้ ปัจจุบันระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ระบบช่วยรักษาเลน (ระดับ 1) ไปจนถึงการขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ (ระดับ 5) ปัจจุบันเป็นเรื่องปกติที่รถบรรทุกมีระบบขับขี่อัตโนมัติระดับ 2 รถเหล่านี้สามารถขับเคลื่อนได้เองในบางสถานการณ์ แต่คนขับยังต้องสามารถเข้าแทรกแซงได้ตลอดเวลา ส่วนรถตั้งแต่ระดับ 4 เป็นต้นไป ผู้โดยสารในรถทุกคนจะกลายเป็นผู้โดยสารธรรมดาและรถบรรทุกจะขับเคลื่อนเองได้โดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม รถจะต้องติดตั้งเซ็นเซอร์เพิ่มเติม รวมถึงระบบเรดาร์และกล้อง เพื่อความปลอดภัย จึงมีการติดตั้งระบบสำรอง อย่างเช่น ระบบเบรก ซึ่งทำให้ต้นทุนการพัฒนาและการผลิตของผู้ผลิตรถเหล่านี้สูงขึ้น ซึ่งรถบรรทุกของ Lidl ก็จะสามารถทำงานที่ระดับ 4 เช่นกัน
(แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์ Handelsblatt เดือนตุลาคม 2569)