
รัฐบาลออสเตรียเดินหน้ายกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมครั้งสำคัญ โดยคณะกรรมการเศรษฐกิจได้ผลักดันร่างแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม (UWG-Novell 2026) ซึ่งคาดว่าจะผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรภายในเดือนกรกฎาคม และจะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2569 เป็นต้นไป กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นการนำร่องบังคับใช้ตามข้อกำหนด EmpCo (Empowering Consumers for the Green Transition) ของสหภาพยุโรป เพื่อปกป้องผู้บริโภคจากการโฆษณาชวนเชื่อด้านสิ่งแวดล้อมที่เกินจริง หรือที่เรียกว่า "การฟอกเขียว" (Greenwashing) สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าและห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดที่ต้องการวางจำหน่ายสินค้าในตลาดออสเตรีย โดยมีการเพิ่มข้อห้ามที่เข้มงวดทางการค้าซึ่งครอบคลุมประเด็นหลักๆ ดังนี้
• ห้ามใช้คำโฆษณาด้านสิ่งแวดล้อมที่เลื่อนลอย (Generic Claims): สินค้าจะไม่สามารถใช้คำโปรยเช่น Eco-friendly, Green, Sustainable บนบรรจุภัณฑ์ได้หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสินค้านั้นได้รับตรารับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับอย่างชัดเจน โดยต้องเปลี่ยนเป็นใช้ข้อความที่เฉพาะเจาะจงและวัดผลได้แทน เช่น จาก "บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก" เป็น "บรรจุภัณฑ์นี้ทำจากพลาสติก PET รีไซเคิล 70%" เป็นต้น
• ห้ามชูจุดเด่นเพียงบางส่วนเพื่อกลบเกลื่อนภาพรวม: ห้ามผู้ประกอบการอ้างว่าผลิตภัณฑ์มีความยั่งยืนทั้งชิ้นเพียงเพราะส่วนประกอบเล็กๆ หรือใช้บรรจุภัณฑ์ที่ภายนอกรีไซเคิลได้แต่กระบวนการผลิตภายในหรือวัสดุหลักยังคงทำลายสิ่งแวดล้อม
• ควบคุมคำโฆษณา "คาร์บอนเป็นศูนย์" ที่มาจากการซื้อคาร์บอนเครดิต: ผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าคาร์บอนต่ำหรือ Carbon Neutral โดยใช้วิธีซื้อคาร์บอนเครดิตมาหักลบกลบหนี้ แทนที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตจริงๆ จะถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทันที
สำหรับบริษัทที่ฝ่าฝืนกฎหมายข้อหาฟอกเขียวนี้อาจต้องระวางโทษปรับสูงสุดถึง 4% ของรายได้รวมต่อปี นอกจากนี้ คู่แข่งทางการค้า สมาคมคุ้มครองผู้บริโภค และหน่วยงานรัฐ สามารถฟ้องร้องสั่งระงับการจำหน่ายสินค้าได้ทันทีแม้เป็นการกระทำความผิดครั้งแรก อย่างไรก็ดี สินค้าที่วางจำหน่ายไปก่อนวันที่ 27 กันยายน 2569 จะได้รับระยะเวลาผ่อนผันทางแพ่ง 3 ปี เพื่อไม่ให้เกิดการทำลายสินค้าและบรรจุภัณฑ์เก่าโดยไม่จำเป็น
ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นสำนักงานฯ
การแก้ไขกฎหมายของออสเตรียครั้งนี้สะท้อนทิศทางการกำกับดูแลของสหภาพยุโรป ที่กำลังเปลี่ยนจากการส่งเสริมความยั่งยืนโดยสมัครใจไปสู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้ประกอบการจะไม่สามารถใช้คำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมหรือความยั่งยืนเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดได้อีกต่อไป แต่ต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ และสามารถตรวจสอบได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น ผู้ส่งออกไทยควรเร่งทบทวนข้อความบนฉลากสินค้า บรรจุภัณฑ์ เว็บไซต์ และสื่อโฆษณาทั้งหมด เพื่อให้การกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมมีความชัดเจน วัดผลได้ และสอดคล้องกับข้อเท็จจริง หลีกเลี่ยงการใช้ฉลากหรือโลโก้ด้านสิ่งแวดล้อมที่บริษัทจัดทำขึ้นเองโดยไม่มีระบบรับรองจากหน่วยงานอิสระ พร้อมทั้งเตรียมข้อมูลสนับสนุนคำมั่นด้านความยั่งยืน เช่น เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือ Net Zero ให้มีแผนดำเนินงาน กรอบเวลา และกลไก การตรวจสอบที่เป็นรูปธรรม
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา
มิถุนายน 2569
แหล่งอ้างอิง:
https://kurier.at/wirtschaft/uwg-novelle-greenwashing/403171896
https://www.derstandard.at/story/3000000328599/kein-greenwashing-mehr-oesterreich-oeffnet-fuer-drei-jahre-eine-hintertuer