
เมืองกวางโจวเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ผ่านการจัดประชุมและงานแสดงสินค้านานาชาติอย่างต่อเนื่อง ในปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (2569-2573) โดยมีงาน China Import and Export Fair หรือ Canton Fair ครั้งที่ 139 เป็นกลไกสำคัญ เน้นย้ำให้เห็นถึงบทบาทเมืองในฐานะศูนย์กลางการจัดแสดงสินค้าระดับนานาชาติ
งาน Canton Fair ดังกล่าว มีผู้ซื้อจากต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 314,000 ราย จาก 220 ประเทศ/ภูมิภาค มูลค่าคำสั่งซื้อในงานสูงถึง 25,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการทั่วโลกต่อศักยภาพของจีนในฐานะแหล่งจัดหาและศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานโลก
ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 เมืองกวางโจวได้จัดงานแสดงสินค้ากว่า 100 งาน ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 4 ล้านตารางเมตร ครองอันดับสองของจีน ทั้งในด้านจำนวนงานและพื้นที่จัดแสดง สะท้อนการขยายตัวของอุตสาหกรรม MICE และบทบาทของเมืองในฐานะศูนย์กลางการจัดงานระดับประเทศ
เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว มาจากการที่กวางโจวใช้จุดแข็งด้านฐานการผลิต และอุตสาหกรรมที่ครบวงจร พัฒนาโมเดล “หนึ่งอุตสาหกรรม หนึ่งนิทรรศการ” (One Industry, One Exhibition) เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ใช้การจัดแสดงส่งเสริมการผลิต และใช้การผลิตสนับสนุนการจัดแสดง” อย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน งานแสดงสินค้าในกวางโจวมีจำนวนผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้าร่วมเติบโตอย่างต่อเนื่อง อาทิ
- งาน China International Furniture Fair หรือ CIFF (Guangzhou): แบรนด์ต่างประเทศอย่าง IKEA จากสวีเดน และ Kokuyo จากญี่ปุ่น เข้าร่วมเป็นครั้งแรก มีผู้ชมต่างชาติ 64,000 คน เพิ่มขึ้น 13.2%
- งาน Printing South China & Sino-Label 2026: มีผู้ชมเกือบ 60,000 คน โดยเป็นชาวต่างชาติกว่า 8,000 คน เพิ่มขึ้น 9.2% จากสถิติสูงสุดในปี 2568
- งาน Dental South China: คณะผู้ซื้อจากต่างประเทศสร้างสถิติใหม่ เติบโตขึ้นถึง 3 เท่า
การผสาน “งานแสดง + อุตสาหกรรม” ขับเคลื่อนการยกระดับ
เมืองกวางโจวผลักดันระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ “12218” ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมปัจจุบันและอนาคต โดยตั้งเป้าพัฒนา 15 อุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ชีวการแพทย์ เซมิคอนดักเตอร์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมวางรากฐาน 6 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เทคโนโลยีอวกาศ และเทคโนโลยีทะเลลึก รวมถึงส่งเสริม 8 ภาคบริการสมัยใหม่ อาทิ การเงิน เทคโนโลยี และโลจิสติกส์
ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 งานแสดงสินค้าเชิงอุตสาหกรรมมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 80 ของงานทั้งหมด สะท้อนการเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตกับแพลตฟอร์มการค้าอย่างเป็นรูปธรรม เช่น งานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ (China International Furniture Fair) งานแสดงสินค้าความงาม (China International Beauty Expo) และงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมแสง สี เสียง (GETshow และ Prolight + Sound Guangzhou) ซึ่งล้วนมีผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
"MICE+" การบูรณาการข้ามอุตสาหกรรม กระตุ้นการบริโภควิถีใหม่
นอกจากนี้ เมืองกวางโจวยังต่อยอดแนวคิด “MICE+” โดยผสานงานแสดงสินค้าเข้ากับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และไลฟ์สไตล์ ตอกย้ำบทบาทของอุตสาหกรรมไมซ์ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง ตัวอย่างเช่น งาน Firefly ACG Expo ที่ผสมผสานวัฒนธรรมอนิเมชันกับธุรกิจบริการ สร้างรูปแบบการบริโภคใหม่และเชื่อมโยงกิจกรรมทั่วเมืองกว่า 38 จุด ดึงดูดผู้เข้าชมกว่า 230,000 คน และสร้างมูลค่าการใช้จ่ายโดยตรงกว่า 130 ล้านหยวน ขณะที่งานด้านอีสปอร์ต งานสัตว์เลี้ยง และงานแต่งงาน ยังช่วยขยายฐานผู้บริโภคในกลุ่มคนรุ่นใหม่และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย
การเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ MICE ของจีนดังกล่าวส่งผลต่อประเทศไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านการแข่งขันทางการค้า เนื่องจากผู้ผลิตจีนสามารถเข้าถึงผู้ซื้อทั่วโลกได้โดยตรงผ่านแพลตฟอร์มงานแสดงสินค้านานาชาติ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันมากขึ้น นอกจากนี้ แนวโน้มการบูรณาการ “อุตสาหกรรม + งานแสดงสินค้า” ยังเอื้อต่อการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่ผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ ไปจนถึงผู้ซื้อระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการไทยบางส่วนถูกลดบทบาทในห่วงโซ่มูลค่า อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของงานแสดงสินค้าระดับโลก เช่น Canton Fair ก็เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงผู้ซื้อจากนานาประเทศ ลดต้นทุนการทำตลาด และสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจในระดับสากลได้มากขึ้น
ดังนั้น ประเทศไทยอาจจะพิจารณายกระดับอุตสาหกรรม MICE จาก “ธุรกิจจัดงาน” ไปสู่ “เครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” โดยพัฒนางานแสดงสินค้าที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมศักยภาพของไทย เช่น การแพทย์ อาหาร ดิจิทัล และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ควบคู่กับการใช้จุดแข็งด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และ Soft Power เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและดึงดูดผู้เข้าร่วมจากทั่วโลก ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรเร่งพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เน้นนวัตกรรม ความยั่งยืน และอัตลักษณ์ไทย พร้อมใช้ประโยชน์จากเวทีงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติในการขยายตลาดและสร้างความร่วมมือทางธุรกิจในระยะยาว
..........................................................
จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว
26 พฤษภาคม 2569
แหล่งข้อมูล
https://mp.weixin.qq.com/s/3L3n85Ur0heJs5YMixZlzQ?scene=1
https://www.gz.gov.cn/zt/gzlfzgzld/gzgzlfz/content/post_10061452.html