fb
Pertamina และผู้ค้าปลีกเอกชนปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มเติม

Pertamina และผู้ค้าปลีกเอกชนปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มเติม

โดย
Kumtornpol
ลงเมื่อ 06 พฤษภาคม 2569 10:37
สคต. ณ กรุงจาการ์ตา (อินโดนีเซีย) (TTC, Jakarta (Indonesia))
7

บริษัทน้ำมันและก๊าซของรัฐ Pertamina และผู้ค้าปลีกน้ำมันเอกชน BP-AKR และ Vivo Energy Indonesia ได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่อยู่ในระบบอุดหนุนหลายประเภทในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม การปรับขึ้นครั้งนี้ครอบคลุมน้ำมันเบนซินค่าออกเทนสูงและดีเซล ขณะที่น้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้รับการอุดหนุนและ RON 92 ยังคงราคาเดิม

ก่อนหน้านี้ กระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ธาตุได้ระบุถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการคงราคาน้ำมันอุดหนุน ไว้จนถึงสิ้นปี แต่ยอมรับว่าอาจจำเป็นต้องมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันที่ไม่อุดหนุนในระยะถัดไป หากราคาน้ำมันดิบ และก๊าซในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูง

ในกรุงจาการ์ตา ราคา RON 98-Pertamax Turbo เพิ่มขึ้นเป็น 19,900 รูเปียห์ (1.14 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อลิตร จากเดิม 19,400 รูเปียห์ต่อลิตร ขณะที่ Dexlite ปรับขึ้นเป็น 26,000 รูเปียห์ต่อลิตร จาก 23,600 รูเปียห์ และ Pertamina Dex เพิ่มเป็น 27,900 รูเปียห์ จาก 23,900 รูเปียห์ ในขณะเดียวกัน RON 92-Pertamax, RON 95-Pertamax Green 95, RON 90-Pertalite และดีเซลอุดหนุนยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคา

ผู้ค้าปลีกเอกชนได้ปรับราคาสอดคล้องกัน ส่งผลให้เกิดการขึ้นราคาพร้อมกันในสถานีบริการทั่วประเทศหลังจากที่ ราคาค่อนข้างทรงตัวเกือบตลอดเดือนเมษายน ก่อนจะเริ่มปรับขึ้นเมื่อวันที่ 18 เมษายน

BP Ultimate Diesel ปรับขึ้นเป็น 30,890 รูเปียห์ต่อลิตร ขณะที่ RON 92-BP 92 ยังคงอยู่ที่ 12,390 รูเปียห์ ต่อลิตร ด้าน Diesel Primus ของ Vivo Energy Indonesia ก็ปรับขึ้นเป็น 30,890 รูเปียห์ต่อลิตร ส่วน RON 92-Revvo ยังคงอยู่ที่ 12,390 รูเปียห์ต่อลิตร

การปรับขึ้นราคาครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนของตลาดน้ำมันดิบโลกและแรงกดดันต่อค่าเงินรูเปียห์ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมชี้ว่าราคาน้ำมันที่ไม่อุดหนุนได้รับผลกระทบโดยตรงจากกลไกตลาด ต่างจาก น้ำมันอุดหนุนที่ได้รับการชดเชยจากรัฐบาล โดย Pertamina ยืนยันว่าราคาน้ำมันอุดหนุน เช่น Solar และ Pertalite จะยังไม่ปรับขึ้นในช่วงนี้ เพื่อรักษาระดับราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้

ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเล็กน้อยในการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์ในเอเชีย หลัง Donald Trump ประกาศการคุ้มกัน เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยสหรัฐฯ และกลุ่ม OPEC+ อนุมัติการเพิ่มกำลังการผลิตเล็กน้อย โดย West Texas Intermediate (WTI) ลดลง 0.65% อยู่ที่ 101.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent ลดลง 0.39% อยู่ที่ 107.80 ดอลลาร์

ทรัมป์กล่าวผ่านโซเชียลมีเดียว่า “Project Freedom” จะเริ่มในวันจันทร์ เพื่อช่วยนำเรือของประเทศ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางออกจากช่องแคบ โดยระบุว่าเป็นการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับ ผลกระทบโดยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมทั้งกล่าวว่าการเจรจากับอิหร่านมี “สัญญาณเชิงบวกมาก” ซึ่งอาจนำไปสู่การลดความตึงเครียด ปฏิบัติการนี้จะมีอากาศยานมากกว่า 100 ลำ และกำลังพล 15,000 นาย ตามข้อมูลจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน OPEC+ ยืนยันการเพิ่มกำลังการผลิต 188,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการเพิ่ม ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแรงกดดันขาลงเพิ่มเติม

กระทรวงการคลังระบุว่าสามารถคงมาตรการอุดหนุนเชื้อเพลิงได้ผ่านการปรับจัดสรรงบประมาณและคาดว่า การขาดดุลงบประมาณในปี 2026 จะยังคงต่ำกว่ากรอบกฎหมายที่ 3% ของ GDP นอกจากนี้ รัฐบาลยังมี งบประมาณส่วนเกินสะสมราว 490 ล้านล้านรูเปียห์จากปีก่อน ซึ่งสามารถใช้เป็นกันชนได้

อย่างไรก็ตาม แม้การปรับงบประมาณดังกล่าวอาจเพียงพอหากราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2026 แต่นักวิจารณ์มองว่าสมมติฐานนี้มีความเสี่ยง เนื่องจากงบประมาณปี 2026 ตั้งอยู่บนสมมติฐาน ราคาน้ำมันเพียง 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Bank Mandiri ประเมินว่าทุกการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 1 ดอลลาร์ จะเพิ่มภาระค่าอุดหนุนพลังงานประมาณ 10.3 ล้านล้านรูเปียห์

 

ความเห็นจากสำนักงาน

การปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่อยู่ในระบบอุดหนุนของ Pertamina รวมถึงผู้ค้าปลีกเอกชนอย่าง BP-AKR และ Vivo Energy Indonesiaมีผลตั้งแต่ พฤษภาคม สะท้อนแรงกดดันจากราคาพลังงานโลกและค่าเงินรูเปียห์ที่ผันผวน โดยราคาน้ำมันเบนซินค่าออกเทนสูงและดีเซลปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่น้ำมันอุดหนุนและ RON 92 ยังคงตรึงราคาไว้ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการรักษาภาระค่าครองชีพของประชาชน แม้จะมีสัญญาณว่าหากราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในระดับสูง อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาน้ำมันที่ไม่อุดหนุนเพิ่มเติมในอนาคต ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันโลกยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เช่น มาตรการด้านความมั่นคงทางการเดินเรือของ Donald Trumpในตะวันออกกลาง และการเพิ่มกำลังการผลิตของ OPEC+ ซึ่งกดดันให้ราคาน้ำมันปรับลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ภาระงบประมาณของอินโดนีเซียยังคงมีความเสี่ยง เนื่องจากสมมติฐานราคาน้ำมันในปี 2026 ต่ำกว่าระดับตลาดจริง โดยทุกการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ดอลลาร์ จะเพิ่มภาระอุดหนุนพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ แม้รัฐบาลจะยังมีกันชนทางการคลังจากงบสะสมเพื่อรองรับในระยะสั้นก็ตาม

Share :
Instagram