fb
ReCeramix™ นวัตกรรมวัสดุรีไซเคิลกว่า 90% ดึงดูดนักลงทุน หนุนการก่อสร้างยั่งยืนในสวีเดน

ReCeramix™ นวัตกรรมวัสดุรีไซเคิลกว่า 90% ดึงดูดนักลงทุน หนุนการก่อสร้างยั่งยืนในสวีเดน

โดย
Kaewkarn
ลงเมื่อ 20 เมษายน 2569 14:36
สคต. ณ กรุงโคเปนเฮเกน (เดนมาร์ก) (TTC, Copenhagen (Denmark))
4

Enkei สตาร์ทอัพจากกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ได้ระดมทุนรอบ pre-seed ด้วยมูลค่าบริษัทประมาณ 3 ล้านยูโร เพื่อผลักดันการพัฒนาและขยายการใช้งานวัสดุสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่ชื่อ ReCeramix™ ซึ่งผลิตจากเศษวัสดุก่อสร้างและเซรามิกรีไซเคิลมากกว่า 90% โดยมีเป้าหมายในการเป็นทางเลือกทดแทนวัสดุแบบดั้งเดิม เช่น คอนกรีต หินอ่อน และเทอร์ราซโซ ที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ในปริมาณสูง
วัสดุ ReCeramix™ ถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการออกแบบ โดยสามารถลดการใช้ซีเมนต์ได้ถึง 80% เมื่อเทียบกับคอนกรีตตกแต่งทั่วไป และใช้พลังงานไฟฟ้าสีเขียวในกระบวนการผลิต สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) และความพยายามลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคที่สร้างของเสียมากที่สุดในยุโรป คิดเป็นเกือบ 40% ของของเสียทั้งหมด ซึ่งการผลิตซีเมนต์เพียงอย่างเดียวมีสัดส่วนการปล่อย CO₂ ถึงประมาณ 8% ของโลก
การระดมทุนครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา ทั้งด้านสถาปัตยกรรม วัสดุศาสตร์ และอุตสาหกรรม เช่น Lendager Group ซึ่งเข้ามามีบทบาททั้งในฐานะนักลงทุนและ  ผู้ร่วมพัฒนาวัสดุ รวมถึงนักลงทุนรายอื่นจากภาคธุรกิจรีไซเคิลและวัสดุก่อสร้างระดับยุโรป สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม
ในด้านการนำไปใช้งานจริง Enkei เริ่มต้นจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดีไซน์ เช่น โคมไฟ เพื่อทดสอบวัสดุ     ในเชิงพาณิชย์ ก่อนจะขยายสู่การใช้งานในงานสถาปัตยกรรม เช่น โต๊ะ ขอบหน้าต่าง และองค์ประกอบตกแต่งภายใน โดยมีลูกค้าระดับพรีเมียม เช่น โรงแรมหรู Ett Hem ณ กรุงสตอกโฮล์ม คลับระดับบน Angel House และพิพิธภัณฑ์ภาพถ่ายร่วมสมัย Fotografiska ซึ่งช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของวัสดุให้เชื่อมโยงกับตลาดดีไซน์และไลฟ์สไตล์ระดับสูง
ทั้งนี้ บริษัทก่อตั้งโดยผู้บริหารจาก Electrolux และ Google และนักออกแบบที่มีประสบการณ์กับแบรนด์ลักชัวรี เช่น Hermès และ Bottega Veneta โดยแนวคิดของบริษัทผสาน “ความพิถีพิถันแบบแบรนด์หรู” เข้ากับ “ความยั่งยืนเชิงอุตสาหกรรม” เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งคุณค่าเชิงสิ่งแวดล้อมและความสวยงาม
นอกจากนี้ Enkei ยังได้รับรางวัลด้านการออกแบบและความยั่งยืน รวมถึงการสนับสนุนจากโครงการของสหภาพยุโรป เพื่อพัฒนาระบบวัสดุหมุนเวียนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของบริษัทในฐานะผู้บุกเบิกนวัตกรรมวัสดุใหม่ในยุโรป

บทวิเคราะห์ผลกระทบต่อไทย ข้อเสนอแนะ โอกาสและแนวทาง และความคิดเห็นของสคต. โคเปนเฮเกน:
อุตสาหกรรมก่อสร้างและวัสดุในอนาคตมีแนวโน้มมุ่งสู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านนวัตกรรมวัสดุทางเลือกมากขึ้น เช่น ReCeramix™ ซึ่งมีศักยภาพในการเปลี่ยนโฉมการออกแบบและการก่อสร้างให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนในระดับโลก
การระดมทุนของสตาร์ทอัพสวีเดน Enkei เพื่อพัฒนาและขยายการใช้วัสดุ ReCeramix™ ซึ่งผลิตจากขยะก่อสร้างมากกว่า 90% สะท้อนแนวโน้มสำคัญของตลาดสวีเดนและกลุ่มประเทศนอร์ดิกที่กำลังขับเคลื่อนอย่างจริงจังสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) และการก่อสร้างที่ลดคาร์บอน (low-carbon construction) โดยเฉพาะในภาควัสดุตกแต่งและสถาปัตยกรรมภายใน ซึ่งเดิมพึ่งพาวัสดุอย่างหินอ่อน คอนกรีต และเทอร์ราซโซเป็นหลัก ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกสินค้าไทยในกลุ่มวัสดุก่อสร้างและของตกแต่ง เช่น หินธรรมชาติ เซรามิก และผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ ที่อาจถูกมองว่ามี carbon footprint สูงและไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมใหม่ของสหภาพยุโรป
การใช้วัตถุดิบใหม่ (virgin materials) หรือการไม่มีการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม อาจเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันและข้อกำหนดทางกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น เช่น มาตรฐานด้าน ESG และ EU Green Deal ขณะเดียวกัน ตลาดสวีเดนยังให้ความสำคัญกับ storytelling ของสินค้า ที่มาของวัสดุ กระบวนการผลิต และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง Enkei สามารถตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจน จึงอาจทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบหากไม่สามารถสื่อสารคุณค่าในมิตินี้ได้
อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสสำหรับไทย หากสามารถปรับตัวได้ทัน โดยเฉพาะการพัฒนาวัสดุทางเลือกสีเขียว (green materials) เช่น การนำเศษเซรามิก เศษหิน หรือของเสียจากอุตสาหกรรมก่อสร้างในไทยมารีไซเคิลเป็นวัสดุตกแต่ง รวมถึงการใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้านงานดีไซน์และหัตถกรรม ซึ่งสามารถต่อยอดเข้าสู่ตลาด niche ในสวีเดนได้ หากผสานกับแนวคิด sustainability อย่างแท้จริง การร่วมมือกับนักออกแบบยุโรปหรือแพลตฟอร์มจัดจำหน่ายในสแกนดิเนเวีย ก็เป็นอีกแนวทางที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและการเข้าถึงตลาด
นอกจากนี้ การเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ EU เช่น Environmental Product Declaration (EPD) และ Carbon Footprint รวมถึงสนับสนุน R&D ด้านวัสดุหมุนเวียนอย่างจริงจัง ควบคู่กับการสร้างแบรนด์ที่เน้นความยั่งยืนเป็นแกนหลัก ไม่ใช่เพียง greenwashing หากดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ ไทยยังสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสวีเดน และอาจเปลี่ยนวิกฤตจากการเปลี่ยนแปลงนี้ให้เป็นโอกาสในการ reposition สินค้าไทยสู่ตลาดพรีเมียมที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในระยะยาว

 

Enkei.pdf
Share :
Instagram