
จีนเป็นหนึ่งในตลาดเครื่องสำอางที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นตลาดเป้าหมายสำคัญของผู้ประกอบการไทย อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคและ ภาครัฐจีนให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความโปร่งใสของผลิตภัณฑ์มากขึ้น
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเครื่องสำอางจีนกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันที่เน้นการสร้างกระแสและการตลาดออนไลน์ (Traffic-driven Growth) ไปสู่การแข่งขันที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ นวัตกรรม และระบบบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Quality-driven Growth) ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีระบบควบคุมคุณภาพและการวิจัยพัฒนาที่แข็งแกร่งมีโอกาสสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
จีนเข้มงวดการตรวจสอบระบบคุณภาพผู้ผลิตเครื่องสำอาง
จากการตรวจสอบโรงงานผลิตเครื่องสำอางแบบไม่แจ้งล่วงหน้าในเดือนกรกฎาคม 2569 ของสำนักงานกำกับดูแลตลาดเมืองกวางโจว (Guangzhou Administration for Market Regulation) พบว่า จากการตรวจสอบผู้ผลิตเครื่องสำอางจำนวน 12 ราย มีเพียง 3 ราย ที่ไม่พบข้อบกพร่องด้านระบบบริหารจัดการคุณภาพ ขณะที่อีก 9 รายพบข้อบกพร่องเกี่ยวกับระบบคุณภาพ โดยแบ่งเป็นข้อบกพร่องร้ายแรง 4 ราย และข้อบกพร่องทั่วไป 5 ราย
ทั้งนี้ เมืองกวางโจว ถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตเครื่องสำอางที่สำคัญของจีน ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ โรงงานรับจ้างผลิต (OEM/ODM) ไปจนถึงแบรนด์สินค้า ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลจีนเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
หนึ่งในประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรม คือการยกระดับระบบบริหารคุณภาพของโรงงานรับจ้างผลิตเครื่องสำอาง (OEM/ODM) ที่เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาและการขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดออนไลน์ ทำให้โรงงานบางส่วนจำเป็นต้องปรับปรุงระบบควบคุมคุณภาพให้สอดคล้องกับข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้น โดยประเด็นที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การควบคุมสูตรและส่วนผสมให้ตรงกับข้อมูลที่แจ้ง การรักษามาตรฐานกระบวนการผลิต และการมีระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้า
มณฑลกวางตุ้งเร่งยกระดับมาตรฐานการผลิตเทียบเท่าสากล
ภาครัฐจีนได้ดำเนินมาตรการเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมีนาคม 2569 สำนักงานอาหารและยามณฑลกวางตุ้ง (Guangdong Provincial Medical Products Administration) ได้ประกาศ “แผนปฏิบัติการ 3 ปี เพื่อยกระดับระบบบริหารคุณภาพการผลิตของบริษัทเครื่องสำอาง (2569–2571)” เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการพัฒนาระบบการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น ISO 22716, EU GMPC และแนวทางด้านคุณภาพและความปลอดภัยของ US FDA
แผนดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การควบคุมวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ และระบบติดตามย้อนกลับสินค้า รวมถึงการเพิ่มความเข้มงวดด้านสารต้องห้าม การขึ้นทะเบียนวัตถุดิบใหม่ และการพัฒนาระบบฉลากอิเล็กทรอนิกส์ (E-label) เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของสินค้า
จีนปรับปรุงมาตรฐานการนำเข้าเครื่องสำอาง ยกระดับระบบตรวจสอบและความโปร่งใสของสินค้า
นอกจากการยกระดับมาตรฐานการผลิตภายในประเทศแล้ว จีนยังปรับปรุงระบบกำกับดูแลเครื่องสำอางนำเข้า โดยสำนักงานศุลกากรแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ได้ออกคำสั่ง GACC เลขที่ 284 เรื่อง “มาตรการกำกับดูแลและบริหารจัดการการตรวจสอบและกักกันเครื่องสำอางนำเข้าและส่งออก” ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 เพื่อยกระดับการกำกับดูแลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค
ภายใต้มาตรการดังกล่าว ผู้นำเข้าเครื่องสำอางต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนสำหรับเครื่องสำอางพิเศษ หรือแจ้งข้อมูลผลิตภัณฑ์ (备案) สำหรับเครื่องสำอางทั่วไปก่อนนำเข้า รวมถึงจัดเตรียมข้อมูลสูตร ส่วนผสม ความปลอดภัย และฉลากสินค้าให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของจีน โดยศุลกากรจีนสามารถตรวจสอบสินค้า สุ่มเก็บตัวอย่าง และใช้มาตรการบริหารความเสี่ยง เช่น เพิ่มความถี่ในการตรวจสอบหรือระงับการนำเข้า หากพบความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
ขณะเดียวกัน มาตรการดังกล่าวยังส่งเสริมการใช้ระบบดิจิทัลและการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ ลดขั้นตอนการดำเนินงาน และสนับสนุนการค้าข้ามพรมแดน
มาตรการดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดเครื่องสำอางจีนกำลังให้ความสำคัญกับมาตรฐาน คุณภาพ และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับมากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าสู่ตลาดจีนจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านเอกสาร การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ และระบบควบคุมคุณภาพให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของจีน
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย
การยกระดับมาตรฐานเครื่องสำอางของจีนถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย แม้จะเพิ่มภาระด้านเอกสารและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่ในระยะยาวจะช่วยสร้างการแข่งขันที่เน้นคุณภาพมากกว่าราคา ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับสินค้าไทยที่มีจุดแข็งด้านสารสกัดธรรมชาติ สมุนไพรไทย และผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มผู้บริโภคจีนที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความแตกต่างของสินค้า
ภาครัฐควรสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านการเผยแพร่ข้อมูลกฎระเบียบจีน การให้คำปรึกษาด้านการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ การพัฒนาความรู้ด้านมาตรฐาน รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมทางการตลาด การจับคู่ธุรกิจ และช่องทางดิจิทัลเพื่อสร้างภาพลักษณ์ “Thai Beauty” ในตลาดจีน
ขณะที่ผู้ประกอบการไทยควรยกระดับระบบบริหารคุณภาพ ผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานและตรวจสอบได้ พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เน้นคุณค่าและความแตกต่าง ผ่านจุดแข็งด้านวัตถุดิบธรรมชาติ ความปลอดภัย นวัตกรรม และเรื่องราวของแบรนด์ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดจีนอย่างยั่งยืน
..........................................................
จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว
21 กรกฎาคม 2569
แหล่งข้อมูล : https://mp.weixin.qq.com/s/X5woQ0Fho3nsuFXeBdM_Tg