
สหรัฐอเมริกาได้ขยายระยะเวลาพระราชบัญญัติการเติบโตและโอกาสของแอฟริกา (African Growth and Opportunity Act : AGOA) ให้แก่ประเทศแอฟริกาใต้และประเทศในแอฟริกาที่มีสิทธิ์ออกไปอีก 1 ปี ภายหลังประธานาธิบดี Donald Trump ลงนามรับรองกฎหมาย โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 ทั้งนี้ AGOA ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2543 เปิดโอกาสให้ประเทศในแอฟริกาตอนใต้ทะเลทรายสะฮาราส่งออกสินค้ากว่า 1,800 รายการเข้าสหรัฐฯ โดยได้รับยกเว้นภาษีศุลกากร
ที่ผ่านมา AGOA ได้หมดอายุลงเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อการสูญเสียการจ้างงานจำนวนมากในภูมิภาค โดยเดิมสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เสนอให้ขยายเวลา 3 ปี แต่ภายหลังวุฒิสภาปรับลดเหลือเพียง 1 ปี และได้รับความเห็นชอบในที่สุด การขยายเวลาครั้งนี้จึงเป็นผลจากกระบวนการนิติบัญญัติที่ยืดเยื้อในกรุงวอชิงตัน
ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และการแข่งขันของแอฟริกาใต้ (Mr. Parks Tau) กล่าวถึงการตัดสินใจดังกล่าว โดยเห็นว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อผู้ส่งออกแอฟริกาใต้ อย่างไรก็ดี แสดงความกังวลว่าระยะเวลาที่สั้นอาจสร้างความไม่แน่นอนสำหรับนักลงทุนและผู้ส่งออก พร้อมระบุว่าแอฟริกาใต้ยังคงหารือกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับข้อตกลงภายใต้ Agreement on Reciprocal Tariffs เพื่อปรับลดอัตราภาษีร้อยละ 30 สำหรับสินค้าส่งออกบางรายการ
ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ : แม้สหรัฐฯ ได้ขยายเวลามีผลใช้บังคับ AGOA ระยะเวลา 1 ปี จนถึง 31 ธันวาคม 2569 แต่ประเทศแอฟริกาใต้ยังคงเผชิญความท้าทายสำหรับสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ ยังคงเรียกเก็บภาษีนำเข้าตอบโต้ 30% จากแอฟริกาใต้ และเรียกเก็บภาษีนำเข้ารายสินค้าตามมาตรา 232 ภายใต้กฎหมายการขยายการค้า (Trade Expansion Act 1962) ซึ่งเรียกเก็บเฉพาะบางกลุ่มสินค้า อาทิ ยานยนต์และชิ้นส่วน เหล็กและอลูมิเนียม ปัจจุบัน แอฟริกาใต้ยังคงมีความพยายามในการเจรจาต่อรองกับสหรัฐฯ เพื่อลดภาษีนำเข้า รวมทั้งเพื่อประโยชน์ร่วมกันด้านการค้าและการลงทุนของทั้งสองฝ่าย ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังแอฟริกาใต้และสินค้าดังกล่าว อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์มาตรการภาษีอย่างใกล้ชิด
เครดิตภาพและที่มาข่าว www.moneyweb.co.za
ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพริทอเรีย
กุมภาพันธ์ 2569