fb
ความตกลงคุ้มครองการลงทุนทวิภาคีระหว่างอินเดียและอิสราเอล ฉบับใหม่พร้อมบังคับใช้แล้ว 4 ก.ค.2569 นี้

ความตกลงคุ้มครองการลงทุนทวิภาคีระหว่างอินเดียและอิสราเอล ฉบับใหม่พร้อมบังคับใช้แล้ว 4 ก.ค.2569 นี้

โดย
Natthapong
ลงเมื่อ 16 กรกฎาคม 2569 22:53
สคต. ณ กรุงเทลอาวีฟ (อิสราเอล) (TTC, Tel Aviv (Israel))
1

เว็บไชด์ https://bilaterals.org  ได้ลงข่าวประกาศว่า ข้อตกลงเรื่อง  ความตกลงคุ้มครองการลงทุนทวิภาคีระหว่างอินเดียและอิสราเอล (India-Israel Bilateral Investment Agreement หรือ BIA)”  ได้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2026 โดยข้อตกลงฉบับนี้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อทดแทนสนธิสัญญาการลงทุนเดิมปี 1996 มุ่งสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจน ปลอดภัย และคาดการณ์ได้สำหรับกิจกรรมการลงทุนข้ามพรมแดน ควบคู่ไปกับการปูทางสู่การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของทั้งสองประเทศในอนาค 

 

สาระสำคัญของข้อตกลง India-Israel BIA 2026

1. กระบวนการระงับข้อพิพาทที่รวดเร็วขึ้น

ข้อตกลงนี้ระบุให้ผู้ลงทุนต่างชาติสามารถยื่นฟ้องผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (International Arbitration) ได้หลังจากผ่านกระบวนการทางกฎหมายภายในประเทศเจ้าบ้านไปแล้ว 3 ปี ซึ่งสั้นกว่าข้อกำหนดปกติในโมเดล BIT ทั่วไปของอินเดียที่ต้องรอถึง 5 ปี (เป็นการให้สิทธิพิเศษแก่พันธมิตรยุทธศาสตร์ใกล้ชิดเช่นเดียวกับที่อินเดียเคยให้กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์)

 

2. การให้สิทธิปฏิบัติเยี่ยงคนในชาตินั้นๆ (National Treatment)

นักลงทุนของทั้งสองประเทศจะได้รับสิทธิประโยชน์และการปฏิบัติที่เท่าเทียมกับนักลงทุนท้องถิ่นในกลุ่มธุรกิจส่วนใหญ่ ยกเว้นอุตสาหกรรมประเภทที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้รัฐบาลแต่ละฝ่ายยังคงมีอำนาจในการควบคุมเชิงนโยบายในภาคส่วนดังกล่าว

 

3. ขอบเขตการคุ้มครองและข้อยกเว้น

ข้อตกลงให้การคุ้มครองสินทรัพย์ที่มีลักษณะเป็นการลงทุนที่แท้จริง โดยมีข้อยกเว้นที่เด่นชัดด้านภาษี (Tax Carve-out) เพื่อไม่ให้นักลงทุนใช้ช่องทางอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเข้าท้าทายมาตรการจัดเก็บภาษีของรัฐบาล (เว้นแต่เป็นกรณีการยึดทรัพย์โดยมิชอบ) รวมถึงการคงสิทธิ์อันชอบธรรมของรัฐในการออกกฎหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงแห่งชาติ

 

4. กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย

มุ่งเน้นการกระตุ้นและคุ้มครองเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรม อาทิ เทคโนโลยีขั้นสูง (DeepTech), ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ความมั่นคงทางไซเบอร์, เซมิคอนดักเตอร์, เทคโนโลยีการจัดการน้ำ และเกษตรกรรมอัจฉริยะ

 

ภาพรวมและสถิติการลงทุนทวิภาคี ระหว่างอินเดียกับอิสราเอลที่ผ่านมา


ความสัมพันธ์ด้านการลงทุนระหว่างอินเดียและอิสราเอลมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าการลงทุนร่วมสะสม (Mutual Investments) รวมกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นเม็ดเงินลงทุนจากฝั่งอินเดียสู่อิสราเอลประมาณ 443 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทุนจากอิสราเอลสู่ประเทศอินเดียราว 334 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทิศทางการลงทุนในปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างการเกษตรและเพชรพลอย ไปสู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ พลังงาน เทคโนโลยีการป้องกันประเทศ และนวัตกรรมขั้นสูง (DeepTech) อย่างก้าวกระโดด

ดีลที่ 1: การร่วมทุนในโครงสร้างพื้นฐานยุทธศาสตร์ (Adani Group - ท่าเรือไฮฟา) มูลค่าการลงทุนรวม 4.1 พันล้าน NIS (ประมาณ 1.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ดีลการลงทุนในภาคพลเรือนที่ใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มบริษัท Adani Ports and Special Economic Zone (APSEZ) ของอินเดีย ร่วมมือกับกลุ่มทุน Gadot ของอิสราเอล ชนะการประมูลซื้อสิทธิ์และเข้าบริหาร "ท่าเรือไฮฟา" (Haifa Port) ซึ่งเป็นท่าเรือพาณิชย์หลักของอิสราเอล ด้วยมูลค่าสูงถึง 1.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ [^1] ดีลนี้ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์การเชื่อมโยงเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจอินเดีย-ตะวันออกกลาง-ยุโรป (IMEC) เท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญเชิงความมั่นคงสูงเนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานทัพหลักของกองทัพเรืออิสราเอลด้วย

ดีลที่ 2: ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Elbit Systems - Adani Defence) มูลค่าการลงทุนเริ่มต้น 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีกรอบวงเงินขยายตัวสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงและการทหาร บริษัท Elbit Systems ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีการรบของอิสราเอล ได้บรรลุข้อตกลงร่วมทุน (Joint Venture) กับ Adani Defence & Aerospace จัดตั้งโรงงานผลิตอากาศยานไร้คนขับ (UAV) หรือ Drone ภายใต้ชื่อ Adani-Elbit Advanced Systems India ขึ้นที่ประเทศอินเดีย เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิตโดรนทหารตระกูล Hermes 900 และ Hermes 450 สำหรับป้อนกองทัพและส่งออก สอดรับกับนโยบาย "Make in India" และสถานะของอินเดียที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอิสราเอลในปัจจุบัน

ดีลที่ 3: พันธมิตรทางเทคโนโลยีและไซเบอร์เซกิวริตี้ (กลุ่มทุนไอทีอินเดีย - เทคสตาร์ทอัพอิสราเอล) โครงการระบบคลาวด์แห่งชาติ (Project Nimbus) มีมูลค่าสัญญารวม 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล บริษัทผู้ให้บริการไอทีชั้นนำของอินเดีย นำโดย Tata Consultancy Services (TCS), Infosys และ Wipro ได้เข้าปักหมุดลงทุนเปิดศูนย์วิจัยและเข้าซื้อกิจการเทคสตาร์ทอัพของอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการที่ TCS เข้าเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาหลักระบบโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ภาครัฐของอิสราเอล (Project Nimbus) ดีลกลุ่มนี้สะท้อนกลยุทธ์การหลอมรวมจุดแข็งระหว่าง "ตลาดและบุคลากรไอทีขนาดใหญ่" ของอินเดีย เข้ากับ "นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาขั้นสูง" ของอิสราเอล เพื่อร่วมกันพัฒนาซอฟต์แวร์ความปลอดภัยทางไซเบอร์และโซลูชัน AI ระดับโลก

ผลกระทบและโอกาสต่อประเทศไทย

1. ความท้าทายในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI)

การที่อิสราเอลเป็นสมาชิก OECD ประเทศแรกที่ลงนามในกรอบข้อตกลงคุ้มครองการลงทุนรูปแบบใหม่นี้กับอินเดีย จะส่งผลให้อินเดียกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของไทยในการดึงกลุ่มทุนสตาร์ทอัพ นวัตกรรมการแพทย์ และกลุ่ม DeepTech จากอิสราเอลเข้าไปลงทุน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการดึงทุนนวัตกรรมเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทย

 

2. โอกาสในฐานะห่วงโซ่อุปทานทางอ้อม

การขยายฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงร่วมกันระหว่างอินเดียและอิสราเอล จะส่งผลให้ความต้องการสินค้าขั้นกลาง (Intermediate Goods) เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย โรงงานสัญชาติไทยที่มีความพร้อมจึงมีโอกาสขยายการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนประกอบยานยนต์ และเม็ดพลาสติก ป้อนให้แก่โรงงานร่วมทุนในอินเดียเพื่อประกอบและส่งออกต่อไปยังอิสราเอล

 

ความเห็นของ สคต.

 

สคต. ณ กรุงเทลอาวีฟ มีความเห็นว่าความตกลงฉบับนี้สะท้อนภาพการแบ่งขั้วและการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพันธมิตรยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนขึ้น เพื่อรักษาผลประโยชน์การค้าของไทย สคต. มีความเห็นดังนี้

 

1. สคต. ร่วมกับ สอท. ณ กรุงเทลอาวีฟ หาแนวทางบูรณาการเชิงรุกร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

 ในการเร่งจัดกิจกรรมโรดโชว์และประชาสัมพันธ์ความพร้อมด้าน โครงสร้างพื้นฐาน เสถียรภาพ และสิทธิประโยชน์ของไทย ให้แก่นักลงทุนอิสราเอล เพื่อชูจุดเด่นที่ไทยยังคงมีความได้เปรียบเทียบกับอินเดียที่ไทยอาจมีข้อได้เปรียบในบางมิติ

2. มุ่งเน้นตลาดสินค้าคุณภาพสูงที่อินเดียไม่สามารถทดแทนได้

สคต. แนะนำให้ผู้ประกอบการไทยหันไปรุกตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) และกลุ่มสินค้าบริโภคที่ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันพรีเมียมสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารฮาลาล อาหารสัตว์เลี้ยง และผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามราคากับสินค้าจากอินเดียในอนาคตหากอินเดียและอิสราเอลสามารถบรรลุข้อตกลง FTA ร่วมกันได้สำเร็จ

 

ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il 

 

ที่มา :     https://bilaterals.org/india-israel-bilateral-investment-pact-comes-into-effect

แปล_วิเคราะห์_2026__July_ข่าว4-ความตกลงคุ้มครองการลงทุนทวิภาคีระหว่างอินเดียและอิสราเอล ฉบับใหม่พร้อมบังคับใช้แล้ว 4 ก.ค.2569 นี้.pdf
Share :
Instagram