
เวียดนามเร่งขยายตลาดข้าวให้มีความหลากหลายมากขึ้นผ่านข้อตกลงการค้าเสรี

ท่ามกลางความผันผวนที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตลาดข้าวโลก อันเป็นผลจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเพิ่มขึ้นของอุปทานในระดับโลก และการแข่งขันที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ภาคการผลิตข้าวของเวียดนามกำลังเผชิญแรงกดดันให้ต้องปรับทิศทางเชิงกลยุทธ์ โดยมุ่งสู่การกระจายตลาดให้กว้างยิ่งขึ้น การยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ และการเพิ่มมูลค่าในห่วงโซ่อุปทาน
ตามข้อมูลของกรมการผลิตและคุ้มครองพืช กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม คาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวเปลือกฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ปีการผลิต 2568–2569 ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงจะอยู่ที่ประมาณ 11 ล้านตัน โดยในเดือนมีนาคม 2569 มีผลผลิตประมาณ 5.5 ล้านตัน ทั้งนี้ ปริมาณข้าวเปลือกที่สามารถส่งออกได้ในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 15.46 ล้านตัน หรือเทียบเท่าข้าวสารประมาณ 7.73 ล้านตัน ซึ่งจะสร้างแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก ภายใต้สภาวะตลาดที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงต้นปี 2569 แม้ว่าปริมาณการส่งออกข้าวของเวียดนามจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่มูลค่ากลับลดลง โดย นาย Nguyen Anh Son อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าระบุว่า ณ กลางเดือนมีนาคม 2569 เวียดนามส่งออกข้าวได้ประมาณ 1.74 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 826 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 ในเชิงปริมาณ แต่ลดลงร้อยละ 8.7 ในเชิงมูลค่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนจากราคาเฉลี่ยส่งออก ที่ลดลงร้อยละ 10.7 เหลือ 477.6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ซึ่งชี้ให้เห็นถึงแรงกดดันด้านราคาจากการแข่งขันในตลาดโลก ที่รุนแรงขึ้น
โครงสร้างตลาดส่งออกแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยฟิลิปปินส์ยังคงเป็นตลาดหลัก คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 55 ของการส่งออกทั้งหมด และยังคงมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ในขณะที่การส่งออกไปยังจีน มาเลเซีย และออสเตรเลียมีการเติบโต ในทางตรงกันข้ามมูลค่าการส่งออกไปยังตลาดในหลายประเทศของทวีปแอฟริกากลับลดลง
นาย Do Ha Nam ประธานสมาคมอาหารเวียดนาม (Vietnam Food Association: VFA) ระบุว่า แม้อุปสงค์ข้าว ในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูง แต่มีความไม่สม่ำเสมอระหว่างแต่ละภูมิภาค ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเร่งกระจายตลาด ปรับปรุงคุณภาพสินค้า ส่งเสริมกิจกรรมการค้า และใช้มาตรการบริหารจัดการการส่งออก เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในบริบทของตลาดเอเชีย จีนได้กลายเป็นตลาดที่มีศักยภาพโดดเด่น โดยปัจจุบันเวียดนามเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับสองไปยังจีน ด้วยปริมาณส่งออกประมาณ 700,000 ตัน เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน
นอกเหนือจากตลาดดั้งเดิมแล้ว ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้กำลังกลายเป็นตลาดเป้าหมายสำคัญสำหรับข้าวคุณภาพสูงของเวียดนาม โดยการส่งออกล็อตแรกภายใต้แบรนด์ “ข้าวเวียดนามสีเขียวปล่อยคาร์บอนต่ำ” ที่สามารถเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นได้สำเร็จ สะท้อนถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาแบรนด์และการรุกเข้าสู่ตลาดระดับพรีเมียม ในขณะเดียวกัน ทวีปแอฟริกายังคงถูกมองว่าเป็นเสาหลักสำคัญในยุทธศาสตร์การกระจายตลาดส่งออก โดยข้อมูลจากสำนักงานการค้าเวียดนามในแอลจีเรีย ซึ่งรับผิดชอบดูแลตลาดเซเนกัล ระบุว่า ประเทศดังกล่าวมีความต้องการนำเข้าข้าวประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ส่วนใหญ่เป็นข้าวหักราคาประหยัด ในปี 2568 เวียดนามส่งออกข้าวไปยังเซเนกัลมากกว่า 168,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 52.57 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 30 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน
ทั้งนี้ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ในโอกาสการเยือนเซเนกัลอย่างเป็นทางการของนาย Tran Thanh Man ประธานสมัชชาแห่งชาติเวียดนาม ทั้งสองประเทศได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจด้านการค้าข้าว โดยเวียดนามตั้งเป้าส่งออกประมาณ 100,000 ตันต่อปี ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่เซเนกัล แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ในการขยายบทบาทของเวียดนามในตลาดแอฟริกา
อย่างไรก็ดี สำหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้า คาดว่าการส่งออกข้าวของเวียดนามในปี 2569 จะเผชิญความท้าทายเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากการฟื้นตัวของอุปทานข้าวในตลาดโลก โดยสมาคมอาหารเวียดนามคาดการณ์ว่า ปริมาณ การส่งออกจะอยู่ที่ประมาณ 7 ล้านตัน ซึ่งมีแนวโน้มทรงตัวมากกว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็วเช่นในช่วงก่อน
กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสำนักงานการค้าต่างประเทศติดตามสถานการณ์อุปสงค์ อุปทาน การเคลื่อนไหวของราคา และนโยบายการนำเข้าของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจัดทำระบบแจ้งเตือนความเสี่ยงและให้การสนับสนุนข้อมูลแก่ภาคธุรกิจอย่างทันที เพื่อรับมือกับความท้าทายทางการค้าที่เกิดขึ้น สำนักงานส่งเสริมการค้าของเวียดนามได้เร่งผลักดันการประชาสัมพันธ์ข้าวเวียดนามในระดับนานาชาติ ผ่านกิจกรรม ทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ
การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreements: FTA) อย่างมีประสิทธิภาพยังถูกระบุว่าเป็นกลไกสำคัญในการขยายตลาดส่งออก โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ข้าวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนสนับสนุน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้สูงสุด ควบคู่กับการเร่งเจรจาขยายโควตาภาษีกับคู่ค้าสำคัญ เช่น สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร
นาย Nguyen Quoc Manh รองอธิบดีกรมการผลิตและคุ้มครองพืช ได้เสนอแนะให้ท้องถิ่นปรับใช้ปฏิทิน การเพาะปลูกอย่างยืดหยุ่น พร้อมทั้งบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำและความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มสัดส่วนข้าวคุณภาพสูง ข้าวหอม และข้าวพันธุ์พิเศษ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 75 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด ในขณะเดียวกัน การดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ปลูกข้าวคุณภาพสูงที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ บนพื้นที่ 1 ล้านเฮกตาร์ (6,250,000 ไร่) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการเติบโตอย่างยั่งยืน กำลังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับมูลค่าข้าวเวียดนาม ผ่านการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร และการยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านความยั่งยืนในระดับสากล
(จาก https://vneconomy.vn/)
ข้อคิดเห็น สคต
ภาคการผลิตและส่งออกข้าวของเวียดนามกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างจากการพึ่งพาปริมาณไปสู่ การขับเคลื่อนด้วยคุณภาพและมูลค่าเพิ่มมากยิ่งขึ้น ภายใต้แรงกดดันทั้งจากอุปทานส่วนเกินในตลาดโลกและการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น แม้เวียดนามยังคงรักษาสถานะเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก แต่การที่ปริมาณเพิ่มแต่มูลค่าลดลงสะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของการส่งออกในรูปแบบเดิม ซึ่งพึ่งพาตลาดหลักและสินค้าในกลุ่มราคา ปานกลางเป็นหลัก ดังนั้น การเร่งกระจายตลาด โดยเฉพาะการเจาะตลาดศักยภาพใหม่ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และบางประเทศในแอฟริกา จึงถือเป็นทิศทางที่เหมาะกับภาวะตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษามาตรฐานคุณภาพ ความสม่ำเสมอของสินค้า และการสร้างแบรนด์ในระดับสากล การที่หลายประเทศผู้นำเข้าหลักลดการนำเข้า และบางประเทศมีแนวโน้มกลับมาเป็นผู้ส่งออก สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของสมดุลตลาดโลก ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อราคาข้าวในระยะต่อไป ประกอบกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนโลจิสติกส์ที่ยังอยู่ในระดับสูง ยิ่งทำให้การพึ่งพาตลาดเดิมมีความเสี่ยงมากขึ้น
ดังนั้น แนวทางเชิงนโยบายที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่น โครงการข้าวปล่อยคาร์บอนต่ำ และการเพิ่มสัดส่วนข้าวคุณภาพสูง ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความแตกต่างและเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน มาตรการระยะสั้น เช่น การเร่งรับซื้อและบริหารสต็อกในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพยุงราคาภายในประเทศและรักษารายได้ของเกษตรกร นอกจากนี้ การใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และการเจรจาขยายโควตาภาษี จะเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญในการเปิดตลาดใหม่และลดอุปสรรคทางการค้า แต่ในระยะยาว เวียดนามจำเป็นต้องพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการตลาด เพื่อยกระดับภาพลักษณ์จากผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่ผู้ผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพสูง