fb
ฮ่องกง – สะพานเชื่อมจีนแผ่นดินใหญ่และโลก
โดย
Wacharaporn
ลงเมื่อ 10 กันยายน 2569 13:30
สคต. ณ เมืองฮ่องกง (จีน) (TCC, Hong Kong (China))
1

ในพิธีเปิดงานประชุมนานาชาติ Belt and Road Summit ประจำปี 2569 เมื่อวันพุธที่ 9 กันยายน 2569 MR. John Lee Ka‑chiu ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง กล่าวว่า ฮ่องกงจะยังคงทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจภายใต้ Belt and Road เข้ากับจีนแผ่นดินใหญ่และตลาดโลก พร้อมเน้นย้ำบทบาทของเมืองฮ่องกงในฐานะแหล่งรวมทุน บุคลากร และธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระดับชาติให้เดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ภายในงานปีนี้จะมีการลงนามข้อตกลงและบันทึกความเข้าใจ (MOUs) ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนมากกว่า 60 ฉบับ โดยมีมูลค่ารวมของโครงการต่าง ๆ มากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

          MR. John Lee Ka-chiu กล่าวเพิ่มเติมว่า โลกที่ทุกประเทศกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผนวกกับการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การเชื่อมต่อ ความร่วมมือ และฉันทามติเป็นสิ่งจำเป็น และสิ่งนั้นคือพันธกิจเป้าหมายของ Belt and Road Summit ข้อริเริ่ม Belt and Road ไม่ใช่
แผนที่ของอดีต แต่เป็นแบบแผนร่วมกันสำหรับอนาคต และฮ่องกงคือสถานที่ที่เราทำให้อนาคตนั้นเกิดขึ้นจริง เป็นเมืองที่ตะวันออกพบตะวันตก เป็นที่ที่ทุน บุคลากร ธุรกิจ และโอกาสมาบรรจบกัน ซึ่งฮ่องกงทำหน้าที่เป็น “two‑way springboard” หรือ “สะพานเชื่อมสองทาง” สำหรับทั้งบริษัทจีนที่ต้องการขยายไปต่างประเทศ และบริษัทต่างชาติที่ต้องการเข้าถึงตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ ตัวอย่างโครงการระดมทุนในฮ่องกงล่าสุด เช่น บริษัทการรถไฟแห่งชาติของคาซัคสถานได้ยื่นขอจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง

          ในขณะนี้ ฮ่องกงได้ดำเนินแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่เป็นระบบในการแสวงหาตลาดใหม่ๆ พร้อมทั้งกระชับความสัมพันธ์กับภูมิภาคต่าง ๆ ภายหลังจากที่ MR. John Lee Ka‑chiu ได้มีการเดินทางไปเยือนภูมิภาคเหล่านั้น ซึ่งรวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และเอเชียกลาง 

          MR. John Lee Ka‑chiu ได้กล่าวเสริมว่า “เรากำหนดจุดโฟกัสในระดับภูมิภาคอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันก็คงความยืดหยุ่นในขอบเขตการดำเนินงาน โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการพยายามที่จะตอบสนองความต้องการและผลประโยชน์ของชุมชนธุรกิจ ทั้งนี้ ในการเดินทางเยือนงาน China Conference: Central Asia 2026 ที่กรุงอัสตานา ประเทศคาซัคสถาน และการเยือนประเทศอุซเบกิสถานเมื่อเดือนมิถุนายน
ที่ผ่านมา ล้วนมีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายศูนย์กลางที่เชื่อมโยงถึงกัน ซึ่งเริ่มปรากฏผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแล้ว

image.png

          MR. John Lee Ka-chiu ยังเน้นย้ำความพยายามในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมและการศึกษา โดยระบุว่า ได้มีการสนับสนุนนักเรียนจากประเทศในเส้นทาง Belt and Road โดยโครงการทุนการศึกษาของรัฐบาลมากกว่า 830 คน และมีนักศึกษาได้เข้าฝึกงานในฮ่องกงราว 600 คน 

          การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 10 กันยายน 2569 ภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพสูง ก้าวสู่เส้นทางใหม่” ( Advancing High-Quality Development, Embarking on a New Journey)
โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างประเทศที่เข้าร่วม Belt and Road ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ของ
กรุงปักกิ่งในการสร้างเครือข่ายการค้าโลกที่มีจีนเป็นศูนย์กลาง ปีนี้เป็นปีแรกที่มีการจัดส่วน “Go Global Chapter” เป็นการเฉพาะ เพื่อส่งเสริมบริษัทจีนแผ่นดินใหญ่ที่ต้องการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ

          Mr. Frederick Ma Si‑hang ประธานองค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (Hong Kong Trade Development Council) ซึ่งเป็นผู้จัดงานประชุมนานาชาติ Belt and Road Summit กล่าวว่า ข้อริเริ่ม Belt and Road มีเป้าหมายในการเปลี่ยนศักยภาพให้เกิดเป็นโอกาสที่เป็นประโยชน์ต่อโลก ด้วยแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภูมิภาคที่มีการเติบโตสูง เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียกลาง ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา การประชุมปีนี้ได้จัดพื้นที่เฉพาะสำหรับเอเชียกลางและตะวันออกกลาง เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมงานสร้างเครือข่ายกับภาคธุรกิจจากภูมิภาคเหล่านั้น 

image.png

นอกจากนี้ Mr. Frederick Ma Si‑hang ยังเห็นว่า ฮ่องกงมีความเหมาะสมที่สุดในการเชื่อมโยงธุรกิจภายใต้ข้อคิดริเริ่ม Belt and Road ด้วยจุดแข็งในการเป็นศูนย์กลางทางการเงิน การค้า และโลจิสติกส์
การเป็นแหล่งรวมบุคลากรชั้นนำระดับโลก ตลอดจนความก้าวหน้าทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมา
งานประชุมครั้งนี้มีผู้นำจากภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมกว่า 6,000 คน จากกว่า 70 ประเทศ ซึ่งเป็น “หลักฐานที่ทรงพลัง” ถึงบทบาทพิเศษของฮ่องกงภายใต้ข้อริเริ่ม Belt and Road นี้ 

ในงานครั้งนี้ ดร. กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าร่วมการเสวนาเชิงนโยบาย หัวข้อ การสร้างกรอบการค้าและการลงทุนที่ยืดหยุ่นในภูมิทัศน์โลกที่หลากหลาย โดยได้เน้นย้ำถึงทิศทางการทำงานที่แต่ละประเทศควรให้ความสำคัญ 3 เรื่อง ภายใต้สถานการณ์การค้าที่ไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ได้แก่ (1) Diversification: การกระจายตลาดเพื่อสร้างโอกาสในการขยายห่วงโซ่อุปทานและลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป (2) Collaboration: การสร้างความร่วมมือระหว่างกันภายใต้หลักการ Co-Creation และ (3) Inclusiveness: โดยเฉพาะการคำนึงถึงโลกที่กำลังขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม จึงควรให้ความสำคัญกับการนำดิจิทัลมาใช้ในการยกระดับศักยภาพของประเทศ

ความคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง

          การเข้าร่วมงานประชุมนานาชาติ Belt and Road Summit ประจำปี 2569 ของไทย
ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเน้นย้ำบทบาทและความพร้อมของไทยในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาในภูมิภาคตามแนวนโยบายข้อริเริ่ม Belt and Road 

          ทั้งนี้ การที่ฮ่องกงประกาศว่า จะยังคงเป็นศูนย์กลางระดมทุนระดับโลกสำหรับธุรกิจในเส้นทาง
Belt and Road รวมถึงการลงนามข้อตกลงต่าง ๆ มากกว่า 60 ฉบับ มูลค่ารวมกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความเคลื่อนไหวของภาคธุรกิจที่กำลังมองหาผู้ร่วมทุนและคู่ค้าใหม่ๆ นับเป็นโอกาสของนักลงทุนและผู้ประกอบการของประเทศไทยซึ่งรวมอยู่ในเครือข่ายของกลุ่มเศรษฐกิจนี้ นอกจากนี้ การที่ฮ่องกงเน้นย้ำจุดแข็งด้านการเงิน การค้า โลจิสติกส์ และนวัตกรรม ทำให้ฮ่องกงจะยังคงเป็นศูนย์กลางที่เหมาะสมสำหรับการตั้งสำนักงานภูมิภาคและการจัดตั้งบริษัท เพื่อเชื่อมต่อกับตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ รวมถึงภูมิภาคต่าง ๆ ที่ครอบคลุมภายใต้ข้อริเริ่ม Belt and Road ด้วย

ข่าวประจำสัปดาห์ 9 กย 69(2).pdf
Share :
Instagram