fb
ทางออกวิกฤตของเยอรมนี
โดย
Thanit
ลงเมื่อ 28 เมษายน 2569 14:58
สคต. ณ กรุงเบอร์ลิน (เยอรมนี) (TTC, Berlin (Germany))
1

ในตอนนี้เรียกได้ว่า สงครามอิหร่านกำลังทำให้วิกฤตเศรษฐกิจของเยอรมนีที่รุนแรงอยู่แล้วรุนแรงขึ้นไปอีก และส่งผลให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับอนาคตของเศรษฐกิจเยอรมนีมากขึ้น จากการวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัทใหญ่ๆ ในเยอรมนีเผยให้เห็นถึงจุดอ่อน และวิธีที่อุตสาหกรรมจะฟื้นตัวได้ โดยงานวิจัย และการศึกษาที่จัดทำโดย ESCP Business School และบริษัท Argon & Co. ที่ปรึกษาด้านการจัดการ (ซึ่งเผยแพร่ผ่านสำนักพิมพ์ Handelsblatt เท่านั้น) ได้แสดงผลการศึกษาค้นคว้าที่น่าประหลาดใจทีเดียว นั่นก็คือ แม้ว่าราคาน้ำมันและก๊าซที่สูงขึ้นจะทำให้วิกฤตในประเทศทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่ปัญหาดังกล่าวก็ไม่ใช่ปัญหาพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรม โดยปัญหาส่วนใหญ่กลับอยู่ที่บริษัทและผู้กำหนดนโยบายเองต่างหาก โดยการวิเคราะห์ฉบับนี้อิงจากผลการดำเนินงานล่าสุดของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เยอรมันขนาดใหญ่ที่สุด 100 แห่ง และจากข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญๆ ซึ่งในรายงานฉบับนี้แสดงให้เห็นว่า ในปี 2025 การลดบทบาทของภาคอุตสาหกรรมยังมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปอีกมาก      ในขณะเดียวกัน บริษัทหลายแห่งลงทุนในด้านนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร “น้อยเกินไป” อย่างไรก็ตาม นาย Marc Tüngler ซีอีโอของสมาคมคุ้มครองผู้ถือหลักทรัพย์เยอรมัน (DSW - die Deutsche Schutzvereinigung für Wertpapierbesitz) หนึ่งในผู้ขับเคลื่อนสำคัญของงานวิจัยนี้ กล่าวว่า ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ของเยอรมนียังสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ภาคธุรกิจ การเมือง และสังคมของเยอรมนี   ต้องคิดให้ไกลกว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ อนาคตของเราไม่ได้อยู่แค่ในเฉพาะภาคอุตสาหกรรมนี้เท่านั้น  นาย Martin Geißler หุ้นส่วนของบริษัท Argon & Co. กล่าวว่า “ธุรกิจและการเมืองไม่ควรพยายามรักษาแบบแผนเก่าๆ ไว้มากเกินไป หลายปีที่ผ่านมาทุกสายตาจับจ้องไปที่บริษัทด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งต่อไปจะถูกตัดสินในโรงงาน และนั่นคือ โอกาสอันยิ่งใหญ่ของเยอรมนี 

มหาวิทยาลัย ESCP ในกรุงเบอร์ลินถือเป็นหนึ่งใน Business schools ชั้นนำของยุโรป โดยนักวิจัยของ ESCP ร่วมกับบริษัท Argon ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลบริษัทเพื่อตรวจสอบปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ต้นทุนบุคลากร และกำลังด้านนวัตกรรม การขาดแคลนทักษะ รวมถึงกรอบกฎระเบียบ โดยเป็นการศึกษาครั้งที่ 2ในลักษณะเดียวกันนับตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา โดยการศึกษาครั้งแรกนั้นได้ก่อให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างและงานวิจัยฉบับใหม่นี้ระบุปัจจัยวิกฤตที่สำคัญ 4 ประการ ทั้งยังชี้ให้เห็นว่า เยอรมนีจะคว้าโอกาสในยุคแห่งความชาญฉลาดทางอุตสาหกรรมใหม่ (new age of industrial intelligence) ได้อย่างไร

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดวิกฤตอันดับ 1 : การควบคุมที่มากเกินไป

จากการวิเคราะห์พบว่า ในปี 2568 กฎระเบียบเป็นภาระที่ใหญ่ที่สุดต่อเศรษฐกิจเยอรมัน โดยข้อมูลที่ศึกษาจนถึงช่วงสิ้นปี บริษัทในเยอรมนีต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบมากกว่า 95,000 ข้อ ซึ่งมากกว่าที่เคยเป็นมา รวมถึงกฎระเบียบด้าน การผลิต การจัดซื้อ และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยรายงานยังระบุว่า กฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นในภาค IT และเทคโนโลยีนั้น “น่าตกใจ” อย่างมาก ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงนี้ได้รับแรงผลักดันจากกฎระเบียบด้านการคุ้มครองข้อมูล และกฎระเบียบด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประโยชน์ที่ได้รับจากฎระเบียบดังกล่าวยังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และในขณะเดียวกัน การพัฒนาไปในทิศทางดังกล่าวก็ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสำคัญในอนาคต โดยนักวิจัยจำนวนมากได้ให้การสนับสนุนข้อวิจารณ์นี้ งานวิจัยฉบับใหม่จากศูนย์นโยบายยุโรป (Das Centrum für Europäische Politik) ในเมือง Freiburg สรุปว่า กฎระเบียบที่ซับซ้อนของสหภาพยุโรปได้เพิ่มต้นทุนให้กับบริษัทต่างๆ และลดกำลังด้านนวัตกรรมลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ พวกเขาต้องสร้างทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องกฎระเบียบ ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ซึ่งไม่ได้ทำให้ภาคเอกชนนั้นๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นแต่อย่างใด แต่พวกเขากลับทำหน้าที่บริหารจัดการกฎระเบียบแทนเท่านั้น 

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดวิกฤตอันดับ 2 : ทำเลที่ตั้งมีราคาสูงเกินไป

การวิเคราะห์ข้อมูลเปิดเผยให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานหลายปี และตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา ปัญหาดังกล่าวก็ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนเป็นพิเศษ  โดยในรายงานระบุว่า เยอรมนีกำลังประสบกับปัญหาต้นทุนเชิงโครงสร้างที่สูงเกินไป ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ต้นทุนแรงงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหานี้ โดยเมื่อเทียบกับมาตรฐานนี้ เรียกได้ว่าเยอรมนีเป็นประเทศที่มีต้นทุนเชิงโครงสร้างสูงเป็นอันดับสามของโลก ตามข้อมูลจากสถาบันเศรษฐศาสตร์เยอรมนี (IW - das Institut der deutschen Wirtschaft) แสดงให้เห็นว่า ค่าจ้างและเงินเดือนที่สูงเป็นข้อเสียเปรียบของประเทศเยอรมนีมาโดยตลอด โดยรายงานฉบับนี้ก็ยังชี้ให้เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวกำลังย่ำแย่หนักไปอีก เนื่องจากอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างเช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ และวิศวกรรมเครื่องกล กำลังสูญเสียจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ในระดับสากล และด้วยเหตุนี้จึงสูญเสียความสามารถในการตั้งราคาที่สูงเพียงพอที่จะมาทดแทนต้นทุนเชิงโครงสร้างที่สูงเกินไปได้  นอกจากนี้ รายงานการศึกษาของ ESCP-Argon ยังระบุว่า ต้นทุนแรงงาน (ที่ไม่ใช่ค่าจ้าง) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น ค่าจ้างในกรณีเจ็บป่วยในปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 100 พันล้านยูโร สูงกว่าการลงทุนประจำปีด้านการวิจัยและพัฒนาในบางภาคส่วนเสียอีก ขณะเดียวกันผลผลิตกลับคงที่  ในสถานการณ์เช่นนี้ โครงการสนับสนุนของรัฐบาลจึงไม่มีประสิทธิภาพ บริษัทต่างๆ กลับตอบสนองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยการลดจำนวนพนักงานลงอีก

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดวิกฤตอันดับ 3 : จุดอ่อนด้านนวัตกรรม

งานวิจัยชิ้นนี้ยังระบุปัญหาสำคัญประการที่สาม นั่นคือ ความอ่อนแอในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้มีนวัตกรรมที่สูงขึ้น โดยนาย Geißler กล่าวว่า 20 ปีที่สูญเปล่า ตามมาด้วยอีก 20 ปีที่สูญเปล่า ในตอนนี้จุดอ่อนในโครงสร้างพื้นฐานด้านองค์กรและเทคโนโลยีก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอ     ในปี 2568 บริษัทขนาดใหญ่ของเยอรมนีมีการใช้จ่ายโดยเฉลี่ย 4.2% ของรายได้ไปกับการวิจัยและพัฒนา ซึ่งลดลง 0.4% จากปีก่อนหน้า ข้อมูลอื่นๆ ก็ยืนยันถึงการลดการลงทุนในด้านดังกล่าวเช่นกัน  ทั้งนี้ ตามข้อมูลของสำนักงานสิทธิบัตรยุโรป พบว่า ปริมาณคำขอจดสิทธิบัตรจากเยอรมนียังคงอยู่ในระดับต่ำเช่นเดียวกับปีก่อนหน้า โดยในปี 2568 มีจำนวนคำขอฯ ประมาณ 25,000 ฉบับ อย่างไรก็ตาม บางบริษัทก็กำลังแสดงให้เห็นว่า แม้ในยามวิกฤต พวกเขาก็ยังคงจัดสรรงบประมาณสำหรับการวิจัยและพัฒนาที่สูง และเชื่อว่าการสร้างความสำเร็จก็ยังสามารถเป็นไปได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท Bayer ลงทุนประมาณ 13% ในด้านนวัตกรรม โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในธุรกิจยา ซึ่งขณะนี้กำลังส่งผลดีต่อบริษัท และกำลังทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จำนวนมาก

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดวิกฤตอันดับ 4 : การลดต้นทุน แทนที่จะทำการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง

บริษัท Bayer ถือเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง บริษัทเคมีภัณฑ์แห่งนี้ได้ปรับโครงสร้างองค์กรทั้งหมด ลดจำนวนระดับ/ลำดับชั้นลงครึ่งหนึ่ง และให้คณะทำงานสามารถตัดสินใจ/บริหารจัดการตนเองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทอื่นๆ อีกหลายแห่งกลับหวนไปสู่รูปแบบเดิมๆ ในช่วงวิกฤต ดังที่นาย Geißler หุ้นส่วนของ Argon วิจารณ์ไว้ นั่นคือ โครงสร้างมีลำดับชั้นที่ซับซ้อน มีการควบคุมมากเกินความจำเป็น และมีการจัดการแบบรวมศูนย์ โดยโครงการปรับโครงสร้างองค์กรขนาดใหญ่ต่างก็ถูกระงับลง โดยแทนที่จะปรับโครงสร้าง บริษัทหลายแห่งกลับมุ่งเน้นไปที่การลดต้นทุนอย่างรวดเร็ว โดยเทรนด์นี้ได้รับการยืนยันจากการวิเคราะห์ของสมาคมวิทยาศาสตร์เพื่อการให้คำปรึกษาด้านการจัดการ (WGMB - Wissenschaftlichen Gesellschaft für Managementberatung) โดยในตลาดของการให้คำปรึกษาที่กำลังซบเซานั้น ในปี 2568 โครงการด้านแนวคิดและการวางแผนได้รับแรงกดดันมากเป็นพิเศษ ภาคส่วนกลยุทธ์หดตัวลง 2.1%

มองสถานการณ์เชิงบวก: การขาดแคลนแรงงานฝีมือลดลง ความต้องการ Vertical Integration เพิ่มขึ้น

ปัจจุบันปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือดูเหมือนจะคุกคามบริษัทหลายแห่งน้อยลงกว่าในอดีต แม้ว่าปัญหาขั้นพื้นฐานนี้ยังคงมีอยู่ก็ตาม แต่จากงานวิจัยของ ESCP พบว่า ปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกันอีกต่อไป โดยผู้เขียนงานวิจัยฯ ระบุว่า “การเลิกจ้างจำนวนมากในอุตสาหกรรมยานยนต์ ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคส่วนอื่นๆ” งานวิจัยพบว่า ในบรรดาบริษัทจดทะเบียนฯ 100 แห่งที่สำรวจ มีจำนวนตำแหน่งงานว่างในปี 2568 น้อยลงถึง 22% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว นาย Geißler ในฐานะที่ปรึกษา ได้ตีความสิ่งนี้ว่า “เป็นการสิ้นสุดของยุคสมัยขาดแคลนแรงงานฝีมือ” และ “การกลับมาของตลาดที่กำหนดโดยนายจ้าง”  งานวิจัยยังพบอีกว่า บริษัทต่างๆ มีความก้าวหน้าด้านความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ ซึ่งไม่เพียงแต่ครอบคลุมถึงห่วงโซ่อุปทานเท่านั้น แต่ยังเห็นได้ชัดจากข้อเท็จจริงที่ว่า หลายบริษัทหันมาผลิตสินค้าเองภายในองค์กรมากขึ้น แทนที่การจ้างภายนอกผลิตสินค้าให้ ซึ่งการบูรณาการในแนวดิ่ง (Vertical Integration) กำลังมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อมองถึงบริบทของวิกฤตการณ์ระดับนานาชาติต่างๆ อย่างเช่นในปัจจุบัน  ข้อมูลงานวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า สัดส่วนของการสร้างมูลค่าภายในต่อรายได้เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน บริษัทต่างๆ ก็เริ่มผสานผลิตภัณฑ์ของตนเข้ากับบริการดิจิทัลมากขึ้น จากข้อมูลของสถาบันเพื่อการวิจัยทางเศรษฐกิจ ของมหาวิทยาลัยมิวนิค (Ifo – Institut für Wirtschaftsforschung an der Universität München) สัดส่วนของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแบบผสมผสานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ทางออกที่เป็นไปได้ของเยอรมนี: การฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรม

ผู้เชี่ยวชาญจาก Esade Business School และ Argon กล่าวถึง “ยุคใหม่ของปัญญาประดิษฐ์  (AI) ในภาคอุตสาหกรรม” โดยวัตถุดิบหลักของยุคใหม่ที่กล่าวถึง ก็คือ ชิปคอมพิวเตอร์ แบตเตอรี่ และพลังงานไฟฟ้า การสร้างมูลค่าเกิดขึ้นเมื่อบริษัทต่างๆ ผสานรวมส่วนประกอบเหล่านี้เข้ากับ AI และหุ่นยนต์ เพื่อสร้างระบบอุตสาหกรรมอัจฉริยะขึ้น เศรษฐกิจเยอรมันมีโอกาสที่ดีในห่วงโซ่นี้ เนื่องจากยังคงมีตำแหน่งทางการตลาดที่แข็งแกร่งในระดับโลก อย่างเช่น บริษัท SAP และ Nemetschek ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ บริษัท Trumpfผู้เชี่ยวชาญในด้านเครื่องจักรผลิตชิป และบริษัท Siemens ผู้เชี่ยวชาญในการสร้างโรงงานดิจิทัล แม้แต่ในอุตสาหกรรมเคมีที่กำลังประสบปัญหาในปัจจุบัน อย่าง BASF ก็ยังเป็นบริษัทเคมีที่แข็งแกร่งในระดับโลกอยู่ นาย Erik Strauß ศาสตราจารย์จาก ESCP Business School ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยกล่าวว่า มีโอกาสอย่างแท้จริงที่เยอรมนีจะสามารถนำพาห่วงโซ่คุณค่า (value chain) ทั้งหมดในเยอรมนี ตั้งแต่สารเคมีพื้นฐานไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์และระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคใหม่ และสามารถประสบความสำเร็จซ้ำรอยเหมือนที่อุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมนีเคยประสบความสำเร็จมาแล้วในยุค mechatronics era ช่วงปี ค.ศ. 1970 - 1990 

ความจำเป็นที่ต้องมีมาตรการหลายอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ : 

(1) การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศ โดยผ่านการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งรวมถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีมาตรการจูงใจทางกฎหมายสำหรับนักลงทุน ตลอดจนการร่วมลงทุน และการรับประกันการซื้อจากภาครัฐ

(2) ควรจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมเคมี และการผลิตวัตถุดิบพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเซมิคอนดักเตอร์และผลิตภัณฑ์ไฮเทคอื่นๆ ขึ้นมา รวมถึงการรับประกันการลงทุน และกระบวนการขออนุญาตที่ง่ายขึ้น มิฉะนั้นโรงงานใหม่เหล่านี้จะถูกสร้างขึ้นเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและเอเชียเท่านั้น

(3) ส่งเสริมความร่วมมือข้ามขอบเขตอุตสาหกรรม ซึ่งจะทวีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น อย่างเช่น ระหว่างบริษัท Schwarz (ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค) และ SAP (ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์) ในการสร้างศูนย์ข้อมูล

(4) การยกเว้นข้อกำหนดสำหรับภาคอุตสาหกรรม เช่น ในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเร่ง “การฟื้นฟูอุตสาหกรรม” ก่อน

นาย Tüngler ซีอีโอของ DSW กล่าวสรุปว่า “เป็นหน้าที่ของภาคการเมืองในการสร้างข้อกำหนดพื้นฐานที่น่าดึงดูดใจที่สุดให้กับภาคธุรกิจ เพื่อยุติภาวะตกต่ำที่คุกคามความเจริญรุ่งเรือง” กันเสียที

(แหล่งที่มา หนังสือพิมพ์ Handelsblatt เดือนเมษายน 2569)

(1) รายงานข่าวเด่น _ทางออกวิกฤตของเยอรมนี (24 Apr-1.pdf
Share :
Instagram