fb
นายกโมดีขอความร่วมมือชาวอินเดีย “รัดเข็มขัด”  หวังพยุงเศรษฐกิจ ลดขาดดุล และรักษาเสถียรภาพค่าเงินรูปี

นายกโมดีขอความร่วมมือชาวอินเดีย “รัดเข็มขัด” หวังพยุงเศรษฐกิจ ลดขาดดุล และรักษาเสถียรภาพค่าเงินรูปี

โดย
Parisa
ลงเมื่อ 20 พฤษภาคม 2569 10:15
สคต. ณ กรุงนิวเดลี (อินเดีย) (TTC, New Delhi (India))
1

นายกโมดีขอความร่วมมือชาวอินเดีย “รัดเข็มขัด” หวังพยุงเศรษฐกิจ ลดขาดดุล และรักษาเสถียรภาพค่าเงินรูปี

นายกรัฐมนตรี Narendra Modi ได้ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนอินเดียร่วมกันประหยัดและลดการใช้จ่ายที่กระทบต่อเงินตราต่างประเทศของประเทศ ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูง ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลง และแรงกดดันด้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างการปราศรัยในการชุมนุมของพรรค BJP ที่เมืองไฮเดอราบาด นายกรัฐมนตรีโมดีระบุว่า อินเดียจำเป็นต้อง “กลับมาใช้วิธีคิดแบบช่วงโควิด-19” เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในช่วงวิกฤติ พร้อมขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการซื้อทองคำ งดการเดินทางต่างประเทศที่ไม่จำเป็น ใช้ระบบ Work from Home มากขึ้น ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และหันมาใช้ขนส่งสาธารณะหรือรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดภาระการนำเข้าและช่วยรักษาเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของอินเดีย

วิกฤติตะวันออกกลางกดดันเศรษฐกิจอินเดีย

คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนความกังวลของรัฐบาลอินเดียต่อสถานการณ์ด้านพลังงานโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลกเผชิญภาวะติดขัดต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทะลุระดับ 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากประธานาธิบดี Donald Trump ปฏิเสธข้อเสนอเจรจาสันติภาพล่าสุดจากอิหร่าน

อินเดียถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงจากวิกฤติครั้งนี้ เนื่องจากต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 88–90% ของความต้องการใช้ภายในประเทศ และยังนำเข้าก๊าซธรรมชาติอีกจำนวนมาก ส่งผลให้ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

แม้อินเดียจะยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงประมาณ 690,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ข้อมูลจากสื่อ BBC ระบุว่า ทุนสำรองดังกล่าวลดลงแล้วประมาณ 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้น สะท้อนแรงกดดันจากการนำเข้าสินค้าพลังงานและทองคำ รวมถึงภาวะเงินทุนต่างชาติไหลออก

นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายมองว่า อินเดียอาจยังไม่เผชิญวิกฤติรุนแรงเช่นวิกฤติเศรษฐกิจปี 1991 แต่สถานการณ์ปัจจุบันกำลังสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ทั้งในด้านการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลงบประมาณ และแนวโน้มค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง

อินเดียขอความร่วมมือประชาชนลดการใช้พลังงาน

รัฐบาลอินเดียให้ความสำคัญอย่างมากกับการควบคุมต้นทุนด้านพลังงาน เนื่องจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และต้นทุนการผลิตภายในประเทศ

เพื่อเป็นการรับมือกับวิกฤติพลังงานดังกล่าว นายกรัฐมนตรีโมดีจึงเสนอให้ประชาชนลดการใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล หันมาใช้รถไฟฟ้า ระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน การเดินทางร่วมกัน (carpooling) และส่งเสริม
การขนส่งสินค้าทางรางแทนการขนส่งทางถนน เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงนำเข้า

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีโมดียังขอให้ภาคธุรกิจและหน่วยงานต่าง ๆ กลับมาใช้รูปแบบการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) และการประชุมออนไลน์เหมือนในช่วงโควิด-19 เพื่อลดการเดินทางและประหยัดเชื้อเพลิง โดยระบุว่า อินเดียเคยปรับตัวกับวิธีดังกล่าวได้มาแล้วในอดีต และควรกลับมาใช้ในช่วงวิกฤติอีกครั้ง

แม้รัฐบาลอินเดียพยายามตรึงราคาน้ำมันภายในประเทศในช่วงที่ผ่านมาเพื่อบรรเทาภาระประชาชน แต่แรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันโลกที่สูงขึ้นเริ่มทำให้รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานแบกรับภาระไม่ไหว ล่าสุด อินเดียได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลเป็นครั้งแรกในรอบ ปี โดยราคาน้ำมันในกรุงนิวเดลีปรับขึ้นประมาณ 3% เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

นักวิเคราะห์มองว่า หากราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อินเดียอาจเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและต้นทุนทางการคลังเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

รัฐบาลอินเดียเร่งลดการนำเข้าทองคำและการใช้เงินตราต่างประเทศ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่นายกรัฐมนตรีโมดีให้ความสำคัญ คือ การลดการนำเข้าสินค้าที่ใช้เงินตราต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะ “ทองคำ” ซึ่งอินเดียเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำเข้าทองคำรายใหญ่ที่สุด
ของโลก

นายกรัฐมนตรีโมดีเรียกร้องให้ประชาชน “งดซื้อทองคำเป็นเวลา ปี” เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อดุลการค้าและเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เนื่องจากทองคำเกือบทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และความต้องการซื้อทองคำในอินเดียมักเพิ่มขึ้นสูงในช่วงเทศกาลและฤดูแต่งงาน

รัฐบาลอินเดียยังได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าทองคำและเงินเป็น 15% เพื่อชะลอการนำเข้าและลดการไหลออกของเงินดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากทองคำแล้ว นายกรัฐมนตรีโมดียังขอให้ประชาชนลดการเดินทางต่างประเทศ 
งดการท่องเที่ยวหรือจัดงานแต่งงานในต่างประเทศในช่วง ปีข้างหน้า เพื่อลดการใช้เงินตราต่างประเทศและช่วยรักษาเสถียรภาพค่าเงินรูปี

รัฐบาลยังส่งเสริมแนวคิด “Swadeshi” หรือการพึ่งพาสินค้าภายในประเทศ รวมถึงสนับสนุนการเกษตรธรรมชาติ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และลดการบริโภคน้ำมันพืชนำเข้า เพื่อช่วยลดภาระการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มเติม

ฝ่ายค้านวิจารณ์รัฐบาลผลักภาระให้ประชาชน

แม้มาตรการและคำขอความร่วมมือของนายกรัฐมนตรีโมดีจะได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะ Amit Shah ที่ระบุว่าเป็น “แนวทางสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการพึ่งพาตนเองของอินเดีย” แต่ฝ่ายค้านกลับออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

พรรค Congress ระบุว่า รัฐบาลขาดการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานและกำลังผลักภาระของวิกฤติไปให้ประชาชน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่า การใช้มาตรการเชิงสังคมหรือการขอ
ความร่วมมือจากประชาชน อาจช่วยลดแรงกดดันได้เพียงระยะสั้น แต่ไม่สามารถทดแทนการปรับตัวตามกลไกเศรษฐกิจโลกได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนมากเห็นตรงกันว่า หากสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อต่อไป ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอินเดียในวงกว้าง ทั้งด้านเงินเฟ้อ ค่าเงิน การลงทุน และกำลังซื้อภายในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและกระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ดังกล่าวจึงถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลอินเดียในการรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพเศรษฐกิจ การควบคุมเงินเฟ้อ และการรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน

ข้อคิดเห็นของ สคต. ณ กรุงนิวเดลี

1. หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและส่งผลให้ราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง รัฐบาลอินเดียอาจออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อลดการใช้เงินตราต่างประเทศและควบคุม
การขาดดุลการค้า อาทิ การจำกัดการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย การปรับเพิ่มภาษีนำเข้า หรือการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอัญมณี ทองคำ และสินค้านำเข้าที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าในกลุ่มดังกล่าวมายังตลาดอินเดีย รวมถึงผู้ประกอบการไทยที่พึ่งพาตลาดผู้บริโภคระดับกลางและระดับบนของอินเดีย 

2. ในระดับมหภาค วิกฤติราคาพลังงานและการอ่อนค่าของเงินรูปีอาจส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าเพิ่มสูงขึ้น และกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคอินเดียในระยะต่อไป โดยหากเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้ผู้บริโภคอินเดียลดการใช้จ่ายสินค้านำเข้าและหันไปบริโภคสินค้าภายในประเทศมากขึ้น ส่งผลให้สินค้าไทยเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าท้องถิ่น นอกจากนี้ ค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าลงยังอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดอินเดียในระยะยาว โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าอาหาร และสินค้าระดับพรีเมียมที่พึ่งพากำลังซื้อของชนชั้นกลางอินเดียเป็นสำคัญ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

https://www.hindustantimes.com/india-news/why-pm-modi-asked-indians-to-avoid-buying-gold-for-a-year-wfh-not-use-petrol-diesel-101778469931511.html

https://www.bbc.com/news/articles/c775v7dlndyo

ข่าวเด่น 15 พฤษภาคม ใส่ฟอร์ม.pdf
Share :
Instagram