
เนื้อข่าว
กระทรวงการคลังเวียดนามได้อนุมัติแผนการปฏิรูปภาษีแบบครอบคลุมเพื่อยกเลิกระบบภาษีแบบเหมาจ่าย (lump-sum tax regime) สำหรับธุรกิจครัวเรือน (business households) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้มานานหลายทศวรรษ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับระบบบริหารจัดเก็บภาษีให้มีความทันสมัย โปร่งใส และเท่าเทียม ตลอดจนสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

ภายใต้แผนดังกล่าว ธุรกิจครัวเรือนทั่วประเทศจะเปลี่ยนไปใช้ระบบการยื่นแบบและชำระภาษีด้วยตนเอง (self-declaration and payment system) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งถือเป็นการยุติกลไกการจัดเก็บภาษีแบบเหมาจ่ายที่ดำเนินการต่อเนื่องมายาวนาน การปฏิรูปครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกและลดความยุ่งยากในการดำเนินการของผู้เสียภาษี เร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล และลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมาย (compliance costs) อย่างน้อยร้อยละ 30 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน รวมถึงยกระดับความเป็นธรรมในระบบภาษีโดยรวม
กระทรวงการคลังได้กำหนดแนวทางดำเนินงานเป็นขั้นตอน โดยให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกรอบกฎหมายและนโยบายด้านภาษี (legal frameworks and tax policies) ให้มีความสอดคล้องและสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ จะมีการเสนอแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการบริหารภาษี (Law on Tax Management) และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกเลิกระบบภาษีเหมาจ่ายอย่างเป็นทางการ พร้อมปรับปรุง นโยบายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax: PIT) และภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value-Added Tax: VAT) เพื่อกำหนดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำและวิธีคำนวณภาษีใหม่สำหรับธุรกิจครัวเรือนที่มีลักษณะการดำเนินงานใกล้เคียงกับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
สำหรับครัวเรือนที่มีการจัดทำบัญชีอย่างถูกต้อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะคำนวณจาก รายได้สุทธิ (net income) เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสทางบัญชีและสร้างความเท่าเทียมระหว่างผู้ประกอบการประเภทต่าง ๆ นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังมีแผนปรับปรุงกฎหมายค่าธรรมเนียมและค่าบริการของรัฐ (Law on Fees and Charges) และกฎหมายสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Law on Supporting SMEs) รวมถึงจัดทำกฎหมายใหม่ว่าด้วยธุรกิจส่วนบุคคล (Law on Individual Business) เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการบริหารภาษีสมัยใหม่และนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจภาคเอกชนของประเทศ
ในด้านการปฏิบัติ กระทรวงการคลังมอบหมายให้กรมสรรพากร (General Department of Taxation) ขยายการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียภาษี โดยนำระบบแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ (AI-powered chatbots) และระบบยื่นแบบอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ (automated e-filing systems) มาใช้เพื่อลดความซับซ้อนของแบบฟอร์ม ลดความผิดพลาด และประหยัดเวลา ทั้งนี้จะเสริมกลไกการกำกับดูแลผ่านการบริหารจัดการความเสี่ยง (risk-based management) และระบบติดตามใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (electronic invoice tracking) เพื่อป้องกันการทุจริต การซื้อขายใบกำกับภาษี และการหลีกเลี่ยงภาษี
ภายใต้กฤษฎีกาฉบับที่ 70/2025 (Decree No. 70/2025) ธุรกิจครัวเรือนที่ใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์จากเครื่องบันทึกเงินสด (e-invoice from cash register) ต้องลงทะเบียนให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ระบบใหม่มีผลบังคับใช้ นาย Mai Son รองอธิบดีกรมสรรพากรเวียดนาม ระบุว่าการปฏิรูปครั้งนี้มิได้มุ่งเพิ่มภาระให้แก่ผู้เสียภาษี แต่เป็นการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ครัวเรือนธุรกิจ โดยหน่วยงานภาษีกำลังเร่งลดขั้นตอนทางปกครอง ลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมาย และประสานความร่วมมือกับภาคเทคโนโลยีเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น
ในด้านโครงสร้างภาษีใหม่ ธุรกิจครัวเรือนจะถูกจัดแบ่งเป็น 3 กลุ่มตามระดับรายได้ต่อปี เพื่อให้การจัดเก็บภาษีสอดคล้องกับศักยภาพทางเศรษฐกิจของแต่ละกลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่หนึ่ง ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 200 ล้านเวียดนามด่งต่อปี หรือประมาณ 8,000
เหรียญสหรัฐ ได้รับการยกเว้นทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเพดานรายได้ที่ได้รับการยกเว้นนี้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเดิม ครอบคลุมครัวเรือนค้าปลีกและร้านค้าครอบครัวขนาดเล็กกว่าร้อยละ 65 ของธุรกิจครัวเรือนทั่วประเทศ ทั้งนี้ ยังคงต้องยื่นแบบภาษีปีละสองครั้ง
กลุ่มที่สอง ครัวเรือนที่มีรายได้ระหว่าง 200 ล้านเวียดนามด่งถึงต่ำกว่า 3,000 ล้านเวียดนามด่งต่อปี ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามวิธีตรง (direct method) หรือสมัครใช้วิธีหักภาษีตามใบกำกับ (deduction method) หากมีคุณสมบัติครบถ้วน ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะคำนวณตามสัดส่วนของรายได้ (percentage of revenue) แตกต่างตามประเภทกิจกรรม ได้แก่ ร้อยละ 1.5 สำหรับการค้าปลีกและจัดจำหน่าย ร้อยละ 4.5 สำหรับการผลิตและบริการอาหาร ร้อยละ 7 สำหรับบริการทั่วไป และร้อยละ 10 สำหรับการให้เช่าทรัพย์สิน ครัวเรือนในกลุ่มนี้ต้องจัดทำบัญชีแบบง่ายตามแบบมาตรฐานของกรมสรรพากรและยื่นแบบภาษีรายไตรมาส ครัวเรือนที่มีรายได้เกิน 1,000 ล้านเวียดนามด่งต่อปีและดำเนินกิจการค้าปลีกหรือบริการผู้บริโภคโดยตรง ต้องออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และเปิดบัญชีธนาคารแยกต่างหากสำหรับธุรกรรมทางธุรกิจ หากรายได้เกินกว่า 3,000 ล้านเวียดนามด่งติดต่อกันสองปี จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่สามโดยอัตโนมัติ
กลุ่มที่สาม ครัวเรือนที่มีรายได้เกิน 3,000 ล้านเวียดนามด่งต่อปี จะถูกจัดเก็บภาษีในลักษณะเดียวกับวิสาหกิจขนาดเล็ก โดยต้องใช้วิธีหักภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT deduction method) และเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราร้อยละ 17 ของกำไรสุทธิ ครัวเรือนที่มีรายได้เกิน 50,000 ล้านเวียดนามด่งต่อปีต้องยื่นแบบภาษีรายเดือน ส่วนครัวเรือนอื่นให้ยื่นรายไตรมาส ทั้งหมดต้องออกใบกำกับภาษีและเปิดบัญชีธนาคารเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะ นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมให้ครัวเรือนในกลุ่มที่สามปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจเป็นนิติบุคคล (convert into enterprise models) เพื่อรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมตามมติที่ 68-NQ/TW ว่าด้วยการพัฒนาภาคเอกชน และมติที่ 198/2025/QH15 ว่าด้วยกลไกและนโยบายพิเศษเพื่อการส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจภาคเอกชน
สำหรับผู้ประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (e-commerce platforms) หากแพลตฟอร์มมีระบบการชำระเงิน (payment function) แพลตฟอร์มจะต้องทำหน้าที่หัก ยื่น และชำระภาษีแทนผู้ขาย (withhold, declare, and pay taxes) โดยคำนวณภาษีตามสัดส่วนของรายได้ หากผู้ขายมีรายได้ต่อปีต่ำกว่า 200 ล้านเวียดนามด่ง ภาษีที่ชำระเกินจะได้รับการคืน แต่หากแพลตฟอร์มไม่มีระบบการชำระเงิน ผู้ขายจะต้องยื่นและชำระภาษีด้วยตนเอง
ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเห็นว่า มาตรการนี้จะช่วยปิดช่องโหว่ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหญ่จดทะเบียนในรูปแบบธุรกิจครัวเรือนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี โดยนาย Nguyen Van Duoc กรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษาบัญชีและภาษี Trọng Tín Accounting and Tax Consulting Co., Ltd. ระบุว่า นี่คือช่วงเวลาสำคัญสำหรับผู้ค้ารายย่อยและครัวเรือนธุรกิจในการปรับตัว ทำความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมต่อระบบภาษีใหม่ที่ต้องยื่นแบบและชำระด้วยตนเอง
ข้อมูลจากกระทรวงการคลังระบุว่า ณ สิ้นปี 2567 เวียดนามมีธุรกิจครัวเรือนและผู้ประกอบการรายบุคคลรวมประมาณ 3.6 ล้านราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปีก่อนหน้า และในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 มีธุรกิจครัวเรือนที่ยังดำเนินการอยู่ประมาณ 2.35 ล้านราย โดยร้อยละ 65.7 หรือประมาณ 1.5 ล้านราย มีรายได้ต่ำกว่า 200 ล้านเวียดนามด่ง และชำระภาษีรวม 2.41 ล้านล้านเวียดนามด่ง ขณะที่กลุ่มรายได้ระหว่าง 200 ล้านเวียดนามด่งถึงต่ำกว่า 3,000 ล้านเวียดนามด่งมีประมาณ 791,000 ราย (ร้อยละ 33.6) ชำระภาษีรวม 7.886 ล้านล้านเวียดนามด่ง ส่วนกลุ่มรายได้ระหว่าง 3,000 ล้านเวียดนามด่งถึง 50,000 ล้านเวียดนามด่งมี 12,000 ราย ชำระภาษีรวม 1.032 ล้านล้านเวียดนามด่ง และอีก 1,464 รายที่มีรายได้เกิน 50,000 ล้านเวียดนามด่ง ชำระภาษีรวม 288,000 ล้านเวียดนามด่ง
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มีผู้เสียภาษีระบบเหมาจ่ายกว่า 18,500 ราย เปลี่ยนมาใช้ระบบยื่นแบบภาษีด้วยตนเอง และมีครัวเรือนกว่า 2,530 รายยกระดับสถานะเป็นนิติบุคคล สะท้อนถึงความคืบหน้าในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบภาษีสมัยใหม่ที่เน้นความโปร่งใส ความเป็นธรรม และความยั่งยืนของฐานภาษีในระยะยาว
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 27 ตุลาคม 2568)
วิเคราะห์ผลกระทบ
กระทรวงการคลังเวียดนามได้อนุมัติแผนการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ โดยมีสาระสำคัญคือการยกเลิกระบบภาษีเหมาจ่าย (Lump-sum Tax Regime) ที่ใช้กับธุรกิจครัวเรือน (Business Households) มายาวนาน และเปลี่ยนเป็นระบบการยื่นแบบและชำระภาษีด้วยตนเอง (Self-declaration and Payment System) ผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2569 มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบภาษีที่ ทันสมัย โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมลดต้นทุนการดำเนินการของผู้เสียภาษี และเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เอื้อต่อการเติบโตของภาคเอกชนในระยะยาว
ในอดีตระบบภาษีเหมาจ่ายถูกออกแบบมาเพื่อผู้ประกอบการรายย่อยที่มีรายได้ต่ำและไม่สามารถจัดทำบัญชีได้อย่างครบถ้วน โดยเก็บภาษีในอัตราเหมารวม ครอบคลุมทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax: PIT) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) และค่าธรรมเนียมทางธุรกิจ ระบบนี้เคยเหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจเวียดนามในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อเศรษฐกิจเติบโตและเข้าสู่ยุคดิจิทัลข้อจำกัดของระบบเดิมจึงชัดเจนมากขึ้น ทั้งในด้านความไม่โปร่งใส ความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้เสียภาษี และการสูญเสียรายได้ของรัฐ
ข้อมูลจากกรมสรรพากรเวียดนาม ระบุว่า ณ ไตรมาสแรกของปี 2568 มีธุรกิจครัวเรือนที่อยู่ในระบบภาษีเหมาจ่ายประมาณ 2 ล้านราย แต่มีเพียง 6,100 รายที่ยื่นภาษีตามรายได้จริง โดยเฉลี่ยผู้เสียภาษีแบบเหมาจ่ายจ่ายเพียง 670,000 เวียดนามด่งต่อเดือน ในขณะที่ผู้ยื่นภาษีตามรายได้จริงชำระมากกว่าราวเจ็ดเท่า ความแตกต่างนี้ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในระบบภาษี และเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลต้องเร่งปรับโครงสร้างภาษีให้สะท้อนรายได้ที่แท้จริงของผู้ประกอบการมากขึ้น
แผนปฏิรูปของกระทรวงการคลังครอบคลุมทั้งการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายว่าด้วยการบริหารภาษี และกฎหมายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้สอดคล้องกับระบบใหม่ โดยจะมีการปรับเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำที่ต้องเสียภาษี และเปลี่ยนวิธีคำนวณภาษีให้เหมาะสมกับธุรกิจครัวเรือนที่มีขนาดใกล้เคียงกับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ทั้งนี้ สำหรับครัวเรือนที่จัดทำบัญชีอย่างถูกต้อง ภาษีเงินได้จะคำนวณจากรายได้สุทธิ (Net Income) เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและการแข่งขันที่เป็นธรรม
นอกจากนี้ ภาครัฐยังมุ่งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการจัดเก็บภาษี เช่น การใช้ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-invoice) ระบบยื่นแบบภาษีอัตโนมัติ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียภาษี ลดข้อผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดเก็บ โดยจะมีระบบติดตามใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์และการบริหารความเสี่ยง เพื่อป้องกันการทุจริต การซื้อขายใบกำกับภาษี และการหลีกเลี่ยงภาษี
การยกเลิกภาษีเหมาจ่ายในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้ทันสมัยเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและขยายฐานภาษีของประเทศ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสิทธิประโยชน์ทางการค้า อีกทั้งยังช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจเวียดนามในระยะยาว
ในภาพรวม การปฏิรูประบบภาษีครั้งนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจเวียดนามให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการเพิ่มจำนวนวิสาหกิจเอกชนให้ได้ถึง 2 ล้านรายภายในปี 2573 ตามมติที่ 68/NQ-TW ทั้งยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเวียดนามในการสร้างระบบภาษีที่โปร่งใส เป็นธรรม และสอดรับกับมาตรฐานสากล
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
การปรับปรุงกฎหมายทางเศรษฐกิจของเวียดนาม โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยค่าธรรมเนียมและค่าบริการของรัฐ และกฎหมายสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ถือเป็นการปฏิรูประบบเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนของภาคธุรกิจ ทั้งผู้ประกอบการในประเทศและนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจหรือมีฐานการผลิตในเวียดนาม การจัดระบบค่าธรรมเนียมและภาษีให้มีความโปร่งใส ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดเก็บ และลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอนราชการ จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพของภาครัฐ เพิ่มความคาดการณ์ได้ของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนโดยรวม อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยอาจต้องปรับปรุงระบบการจัดการบัญชีและภาษีให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการตรวจสอบทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้มงวดและเป็นระบบมากขึ้น
ในเชิงนโยบาย เวียดนามยังอยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมายว่าด้วยกิจการของบุคคลธรรมดา ซึ่งจะเป็นกรอบกฎหมายใหม่ในการกำหนดสถานะทางกฎหมายและภาษีของธุรกิจรายย่อย การออกกฎหมายฉบับนี้คาดว่าจะช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ภาคธุรกิจขนาดเล็ก และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการต่างชาติ รวมถึงผู้ประกอบการไทยสามารถขยายกิจการในระดับค้าปลีกหรือแฟรนไชส์ภายใต้รูปแบบธุรกิจบุคคลธรรมดา ได้อย่างสะดวกและถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ การนำระบบยื่นภาษีอิเล็กทรอนิกส์และการตรวจสอบด้วยปัญญาประดิษฐ์มาใช้ จะช่วยลดต้นทุนทางธุรการ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี และทำให้การดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดนระหว่างไทย–เวียดนามมีความคล่องตัวมากขึ้น
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของภาครัฐและระบบภาษีอัจฉริยะของเวียดนาม จะเอื้อต่อการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับภาคเอกชน และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ประกอบการไทยนับเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การพัฒนาระบบซอฟต์แวร์บัญชีและภาษี การให้บริการที่ปรึกษาด้านการจัดการทางการเงิน หรือการลงทุนในธุรกิจบริการดิจิทัลที่เกี่ยวเนื่องกับการบริหารภาษีและความเสี่ยงทางธุรกิจ ซึ่งตลาดเหล่านี้มีแนวโน้มเติบโตสูงภายใต้กรอบกฎหมายและนโยบายเศรษฐกิจยุคใหม่ของเวียดนาม