fb
ผลิตภาพแรงงานต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างฉุดศักยภาพการแข่งขันเวียดนาม

ผลิตภาพแรงงานต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างฉุดศักยภาพการแข่งขันเวียดนาม

โดย
Tran
ลงเมื่อ 04 ธันวาคม 2568 15:56
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
61

เนื้อข่าว 

ในบริบทที่เศรษฐกิจภูมิภาคมีการแข่งขันรุนแรงและเผชิญการปรับตัวด้านโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ระดับผลิตภาพแรงงานที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำยังคงเป็นปัจจัยจำกัดสำคัญต่อศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจเวียดนาม โดยผลิตภาพของสถานประกอบการภายในประเทศยังด้อยกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนอื่น เช่น ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ตลอดจนเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการที่ได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ซึ่งดำเนินกิจการในเวียดนาม ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวได้พัฒนาเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิต ภาคบริการ และระบบห่วงโซ่อุปทาน โดยจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขผ่านมาตรการเร่งด่วนในระยะสั้นควบคู่กับการปรับปรุงเชิงโครงสร้างในระยะยาวอย่างเป็นระบบ

image.png

ปัจจัยหลักที่ทำให้ผลิตภาพแรงงานของเวียดนามอยู่ในระดับต่ำมาจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและสมรรถนะการบริหารจัดการ โดยผู้ประกอบการภายในประเทศจำนวนมากยังคงพึ่งพาเทคโนโลยีระดับปานกลางถึงระดับต่ำ และมีการประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติ (automation) ในสัดส่วนที่จำกัด ขณะที่ประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น มาเลเซียและไทย ได้ยกระดับการใช้ระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมสำคัญอย่างแพร่หลายแล้ว นอกจากนี้ สมรรถนะด้านการจัดการซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเพิ่มประสิทธิผลการใช้ปัจจัยการผลิต ยังคงเป็นจุดอ่อนของผู้ประกอบการเวียดนาม โดยหลายกิจการยังดำเนินงานบนพื้นฐานประสบการณ์ส่วนบุคคลมากกว่าการบริหารจัดการโดยใช้ข้อมูลเป็นฐาน (data-driven management) ประกอบกับการขาดตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐาน และระบบติดตามประสิทธิภาพอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียด้านผลิตภาพในกิจกรรมประจำวันอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการต่างชาติภายใต้เงินทุน FDI ช่องว่างด้านเทคโนโลยี กระบวนการผลิต และระบบบริหารจัดการมีความเด่นชัดมากขึ้น เนื่องจากสถานประกอบการ FDI โดยทั่วไปมีสายการผลิตที่ทันสมัย ใช้ระบบบริหารจัดการที่เน้นความรวดเร็วและลดความสูญเปล่า (lean management) เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่มีประสิทธิภาพสูง และให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ

ในมิติของคุณภาพแรงงาน เวียดนามยังประสบข้อจำกัดด้านทักษะอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนแรงงานที่ผ่านการอบรมอย่างเป็นระบบยังมีไม่มาก ขณะที่ทักษะด้านดิจิทัลก็ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของกระบวนการผลิตยุคใหม่ แม้ผู้ประกอบการจะลงทุนในเครื่องจักรหรือซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้น แต่ประสิทธิภาพการผลิตก็ไม่สามารถยกระดับได้ตามเป้าหมาย หากแรงงานไม่สามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง ส่งผลให้ข้อจำกัดด้านทักษะแรงงานกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการยกระดับผลิตภาพของภาคธุรกิจในภาพรวม

ผู้เชี่ยวชาญจึงเห็นว่า ผู้ประกอบการเวียดนามจำเป็นต้องกำหนดจุดเริ่มต้นสำคัญที่ควรดำเนินการก่อน (strategic interventions) และเดินหน้าปรับปรุงแบบเป็นขั้นตอนและต่อเนื่อง โดยในระยะสั้น ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณจำนวนมากหรือเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างครบวงจร แต่ควรเริ่มจากการจัดระเบียบกระบวนการทำงานให้ได้มาตรฐาน ลดงานที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่า (non-value-added activities) และประยุกต์ใช้แนวทางจัดการที่เน้นความรวดเร็วและลดความสูญเปล่า เช่น LEAN Kaizen และ 5S ซึ่งช่วยยกระดับผลิตภาพได้อีกร้อยละ 5–10 โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่ม ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังสามารถทยอยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นรายขั้นตอน เช่น ระบบบริหารคลังสินค้า (warehouse management/ tracking) ระบบตรวจสอบสถานะการผลิต (production monitoring) และระบบวางแผนคำสั่งซื้อ (order planning) ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและทรัพยากร

สำหรับด้านแรงงาน แนวทางที่มีประสิทธิผลและประหยัดต้นทุนที่สุดคือการยกระดับทักษะแรงงานใหม่ (retraining) ให้ตรงกับความต้องการจริงของสถานประกอบการ โดยความร่วมมือกับสถาบันอาชีวศึกษาและศูนย์ฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะด้านการใช้อุปกรณ์ เครื่องมือดิจิทัล และการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ ข้อมูลจากบริษัท Hung Yen Garment Corporation ชี้ว่า การอบรมทักษะด้านการบริหารสายการผลิตเพียงหลักสูตรเดียวสามารถลดจำนวนงานผิดพลาดได้ร้อยละ 20 สะท้อนถึงประสิทธิผลที่จับต้องได้จากการลงทุนในทักษะแรงงาน

ในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า ผู้ประกอบการเวียดนามจำเป็นต้องยกระดับยุทธศาสตร์ให้เข้มแข็งกว่าเดิม ทั้งการลงทุนด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และการเปลี่ยนจากระบบการผลิตแบบเดิมไปสู่โรงงานอัจฉริยะ (smart factories) ที่ใช้เทคโนโลยี IoT ปัญญาประดิษฐ์ และข้อมูลแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการก้าวไปสู่กระบวนการผลิตที่มีมูลค่าสูงในห่วงโซ่อุปทานโลก แทนการทำงานอยู่แค่ขั้นตอนการประกอบทั่วไปเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาระบบสนับสนุนด้านบุคลากรให้เข้มแข็งขึ้น เช่น จัดทำโครงการอบรมภายในองค์กร และเสริมทักษะให้วิศวกร ช่างเทคนิค และผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม 2568)

วิเคราะห์ผลกระทบ

รายงานเศรษฐกิจเวียดนามปี 2568 ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ระบุว่า แม้เวียดนามจะสามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเติบโตต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ แต่ประเทศยังประสบข้อจำกัดเชิงโครงสร้างสำคัญ โดยเฉพาะระดับผลิตภาพแรงงานที่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อการบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2588 ภายใต้สถานการณ์ที่สัดส่วนประชากรวัยทำงานเริ่มลดลงหลังผ่านช่วงที่แรงงานมีจำนวนมาก ส่งผลให้การเติบโตระยะต่อไปต้องอาศัยการใช้ทรัพยากรทั้งทุนและแรงงานให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แม้ผลิตภาพแรงงานของเวียดนามจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5.24 ต่อปี ยังไม่ถึงเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ร้อยละ 6.5 และยังตามหลังหลายประเทศในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ไทย จีน และอินโดนีเซีย โดยข้อมูลปี 2566 ระบุว่า หากวัดตามกำลังซื้อเทียบเท่า (Purchasing Power Parity: PPP) ผลิตภาพแรงงานของเวียดนามมีมูลค่าเพียงร้อยละ 11.2 ของสิงคโปร์ และอยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งของไทยและจีน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างด้านศักยภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขันที่ยังต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง

OECD ระบุว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของเวียดนามยังมีข้อจำกัดสำคัญ 3 ด้านที่ส่งผลโดยตรงต่อระดับผลิตภาพแรงงาน ได้แก่ (1) คุณภาพแรงงานยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม แม้อัตราการฝึกอบรมจะเพิ่มขึ้น แต่แรงงานจำนวนมากยังขาดทักษะเทคนิคขั้นสูงและทักษะดิจิทัลที่จำเป็น (2) การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมยังเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ทำให้การสร้างมูลค่าเพิ่มยังอยู่ในระดับต่ำ และการใช้เทคโนโลยียังไม่ล้ำสมัยพอที่จะผลักดันการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน (3) โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นหลัก ทำให้ศักยภาพในการเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยีใหม่ และระบบการบริหารจัดการที่ได้มาตรฐานสากลยังคงจำกัด

ในระยะสั้น OECD เสนอว่า เวียดนามควรเร่งยกระดับผลิตภาพโดยการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับลักษณะการผลิตของแต่ละสถานประกอบการมาใช้ พร้อมกับพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจริง การปรับปรุงขั้นตอนการทำงานด้วยระบบบริหารจัดการที่ลดความสูญเปล่า การยกระดับมาตรฐานด้านคุณภาพ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนขนาดใหญ่ในทันที นอกจากนี้ ภาคธุรกิจควรปรับตัวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานที่ต้องการทักษะเทคนิคมากขึ้น เช่น ระบบอัตโนมัติในระดับกลาง เทคโนโลยีด้านสารสนเทศ และบริการสนับสนุนการผลิตรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะต่อไป

ในระยะยาว OECD เสนอให้เวียดนามเร่งลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่ การพัฒนาโรงงานอัจฉริยะที่เชื่อมต่อระบบ IoT ใช้ปัญญาประดิษฐ์ และวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ รวมถึงยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพัฒนากรอบกฎหมายที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม นอกจากนี้ เวียดนามจำเป็นต้องสร้างระบบพัฒนาบุคลากรที่เข้มแข็ง ให้มีวิศวกร ช่างเทคนิค และผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลเพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการยกระดับห่วงโซ่อุตสาหกรรมสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าสูงกว่า และลดการพึ่งพาการผลิตมูลค่าต่ำในระยะยาวอย่างยั่งยืน

การประเมินของ OECD ยังชี้ว่า หากเวียดนามสามารถดำเนินมาตรการยกระดับผลิตภาพอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจจะมีโอกาสเติบโตบนฐานโครงสร้างที่แข็งแกร่ง ลดความเสี่ยงจากการติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง (middle-income trap) และเพิ่มความสามารถในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไปยังอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง ในทางตรงกันข้าม หากการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเกิดความล่าช้า ช่องว่างด้านผลิตภาพระหว่างเวียดนามกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาจขยายตัวมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันด้านการผลิต การส่งออก และความมั่นคงของการเติบโตในระยะยาว

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

การที่ผลิตภาพแรงงานของเวียดนามยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ส่งผลให้ต้นทุนแฝงในกระบวนการผลิตสูงขึ้นและลดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการเวียดนามในบางอุตสาหกรรม ซึ่งอาจเปิดช่องว่างการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องจักรกล การเกษตรแปรรูป และบริการโลจิสติกส์ที่ไทยมีความได้เปรียบเชิงประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ความจำเป็นของเวียดนามในการยกระดับเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ ยังอาจเพิ่มความต้องการนำเข้าเครื่องจักร อะไหล่ และโซลูชันดิจิทัลจากไทย ซึ่งเป็นโอกาสเชิงพาณิชย์โดยตรงต่อผู้ประกอบการในประเทศไทย

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามยังเผชิญความเสี่ยงจากผลิตภาพแรงงานของท้องถิ่นที่ยังต่ำกว่ามาตรฐานอาเซียน เช่น ความล่าช้าในกระบวนการผลิต คุณภาพงานไม่สม่ำเสมอ และต้นทุนการฝึกอบรมเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการส่งมอบสินค้าและบริการตามมาตรฐานสากล ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับระบบการจัดการภายใน โดยใช้กระบวนการบริหารจัดการที่เน้นความรวดเร็วและลดความสูญเปล่า การกำหนด KPI ที่ชัดเจน การใช้ระบบติดตามผลการผลิตแบบเรียลไทม์ รวมถึงการร่วมมือกับสถาบันฝึกอบรมในพื้นที่ เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่และสายการผลิตที่ไทยต้องการควบคุมคุณภาพ

               ในระยะยาว แนวโน้มที่เวียดนามจะลงทุนในโรงงานอัจฉริยะและเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น IoT และ AI จะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้จัดหาระบบ อุปกรณ์ และซอฟต์แวร์สนับสนุนการผลิต ตลอดจนเป็นพันธมิตรด้านนวัตกรรม แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อเวียดนามยกระดับผลิตภาพแรงงานได้ในระยะกลางถึงยาว ความสามารถในการแข่งขันก็จะสูงขึ้นและอาจลดความได้เปรียบเชิงต้นทุนของผู้ประกอบการไทยได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรมองเวียดนามไม่ใช่เพียงฐานการผลิต แต่เป็น ตลาดเทคโนโลยีและบริการอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต พร้อมทั้งพัฒนาความร่วมมือเชิงลึกเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

News 1 - 5 December - VN Low productivity-Edit.pdf
Share :
Instagram