
รัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมของฮ่องกงเปิดเผยว่า ร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสุนัขชุดแรกของเมืองคาดว่าจะได้รับการอนุมัติภายในช่วงกลางปี 2569 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของกฎระเบียบด้านการให้บริการอาหาร เพื่อสนับสนุนการเติบโตของ “เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง” ของฮ่องกง ในการประชุมคณะกรรมาธิการด้านความปลอดภัยอาหารและสุขอนามัยสิ่งแวดล้อมของสภานิติบัญญัติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม 2569
Mr. Tse Chin-wan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา (Secretary for Environment and Ecology) ได้ชี้แจงมาตรการหลายประการจากถ้อยแถลงนโยบายล่าสุดซึ่งมุ่งเน้น การฟื้นฟูภาคธุรกิจร้านอาหาร ทั้งนี้ตามข้อเสนอใหม่ ผู้ประกอบการร้านอาหารจะสามารถยื่นขอใบอนุญาตพิเศษเพื่ออนุญาตให้นำสุนัขเข้ามาในสถานประกอบการได้เป็นครั้งแรกในรอบสามทศวรรษ โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ กรมอนามัยอาหารและสิ่งแวดล้อมจะร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินรูปแบบการทำงานใหม่ เพื่อเร่งกระบวนการอนุมัติคำขอใช้พื้นที่นั่งรับประทานอาหารกลางแจ้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้แก่ภาคอุตสาหกรรม พร้อมยืนยันว่าคำขอใบอนุญาตชุดแรกจะได้รับการอนุมัติภายในกลางปี 2569
ในถ้อยแถลงนโยบายปี 2568 ที่ผ่านมา Mr. John Lee Ka-chiu ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง ได้กล่าวถึงศักยภาพที่ยังไม่ได้รับการใช้ประโยชน์ของ “เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง” โดยระบุว่ามีครัวเรือนกว่า 240,000 ครัวเรือนในฮ่องกงที่เลี้ยงสุนัขและแมวรวมกว่า 400,000 ตัว ซึ่งระบบการออกใบอนุญาตรูปแบบใหม่นี้จะอนุญาตให้นำสุนัขเข้าสถานประกอบการด้านอาหารได้ หากมีการติดป้ายแจ้งให้ลูกค้าทราบอย่างชัดเจน

ภายใต้กฎระเบียบปัจจุบัน สุนัขถูกห้ามเข้าพื้นที่เกี่ยวข้องกับอาหารทั้งหมดอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องเตรียมอาหาร หรือพื้นที่รับประทานอาหารทั้งในร่มและกลางแจ้ง โดยมีข้อยกเว้นเฉพาะสุนัขนำทางและสัตว์ช่วยเหลือเท่านั้น การอนุญาตให้สุนัขเข้าพื้นที่ดังกล่าวโดยเจตนาถือเป็นความผิดทางอาญา มีโทษปรับสูงสุด 10,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 1,280 ดอลลาร์สหรัฐ) และจำคุกสูงสุดสามเดือน กฎหมายนี้ถูกบังคับใช้ครั้งแรกตั้งแต่ในปีพ.ศ 2537 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า อย่างไรก็ตามฮ่องกงไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อพิษสุนัขบ้าภายในพื้นที่มานานหลายทศวรรษ และกฎหมายการออกใบอนุญาตในปัจจุบันกำหนดให้สุนัขทุกตัวต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวแล้ว
ความคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง
การที่รัฐบาลฮ่องกงเตรียมอนุญาตให้ร้านอาหารสามารถรองรับสุนัขได้ภายในกลางปี 2569 ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่สอดคล้องกับแนวโน้ม “เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง” ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในฮ่องกง โดยมีครัวเรือนจำนวนมากที่เลี้ยงสุนัขและแมว ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการร้านอาหารมีโอกาสขยายฐานลูกค้าและสร้างความแตกต่างทางการแข่งขันได้มากขึ้น
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจร้านอาหารในฮ่องกง หรือผู้ประกอบการไทยที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการสำหรับสัตว์เลี้ยง ควรพิจารณาปรับตัวและใช้ประโยชน์จากโอกาสดังกล่าว ดังนี้
1. ร้านอาหารไทยสามารถยกระดับเป็น “Pet‑Friendly Thai Restaurant” การขอใบอนุญาตรองรับสุนัขจะช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้ากลุ่มครอบครัวและคนรุ่นใหม่ที่นิยมพาสัตว์เลี้ยงออกมาทานอาหารนอกบ้าน ร้านอาหารไทยสามารถใช้จุดเด่นด้านบรรยากาศ การตกแต่ง และเมนูเฉพาะทางเพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง เช่น มุมที่นั่งสำหรับผู้เลี้ยงสัตว์ การจัดพื้นที่ outdoor ให้เหมาะสม และการจัดทำเมนูอาหารสัตว์เลี้ยงแบบปลอดภัย (Pet‑safe menu) เป็นต้น
2. โอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยด้านสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง เมื่อร้านอาหารเริ่มรองรับสุนัข ความต้องการสินค้าเสริม เช่น ขนมสัตว์เลี้ยง อาหารสุขภาพ หรือผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกสำหรับสุนัข จะเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการไทยสามารถนำเสนอสินค้าเหล่านี้ผ่านร้านอาหารไทยหรือร้านค้าปลีกในฮ่องกงได้ รวมถึงผู้ประกอบการไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการทำกิจกรรมการตลาดร่วมมือกับKOLs ด้านสัตว์เลี้ยงในฮ่องกง หรือทำแคมเปญโปรโมตเมนูหรือสินค้าไทยสำหรับผู้เลี้ยงสัตว์
3. การเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบและสุขอนามัย แม้กฎระเบียบจะผ่อนคลาย แต่ร้านอาหารยังต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสุขอนามัยอย่างเข้มงวด ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมระบบบริหารจัดการ ได้แก่ การแยกพื้นที่สัตว์เลี้ยงและพื้นที่เตรียมอาหาร การติดป้ายแจ้งเตือนลูกค้า และการจัดการความสะอาดและความปลอดภัยตามข้อกำหนดของ FEHD
มาตรการใหม่ของรัฐบาลฮ่องกงถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย ทั้งในภาคธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจสินค้า–บริการสำหรับสัตว์เลี้ยง การปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวโน้ม “Pet‑Friendly Lifestyle” จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดฮ่องกง และสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อผู้บริโภคยุคใหม่