
นับตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคมเป็นต้นมา การทำลายสิ่งทอที่ถูกส่งคืนจากลูกค้ากลับไปให้แก่ผู้ค้าปลีกถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในสหภาพยุโรป เสื้อผ้าและรองเท้าจะต้องถูกนำไป ขายต่อ บริจาค หรือรีไซเคิลแทน อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ของจีนก็อาจจะหลีกเลี่ยงข้อห้ามนี้ได้ ด้วยข้อห้ามนี้สหภาพยุโรปมีความประสงค์ที่จะป้องกันการทำลายเสื้อผ้าจำนวนมหาศาล
จากการประมาณการของคณะกรรมาธิการยุโรป พบว่า ปัจจุบันสินค้าที่ถูกส่งคืนหรือขายไม่ออกประมาณ 4% – 9% จะถูกทำลาย หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมแห่งยุโรป (EEA - European Economic Area) ประมาณการว่า มีเสื้อผ้าถูกทำลายจำนวนมากหรือเกือบๆ 600,000 ตันต่อปี สำหรับบริษัทต่างๆ การทำลายเสื้อผ้าด้วยวิธีนี้มักจะถูกกว่าหรือมีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งวิธีนี้ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม นาง Anna Cavazzini สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยุโรปจากพรรคกรีน กล่าวว่า “การห้ามทำลายสิ่งทอที่ขายไม่ออก ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น เสื้อผ้าที่ถูกทิ้งทุกชิ้นหมายถึงการสูญเสียทรัพยากรที่มีค่า” สหภาพยุโรปหวังว่า มาตรการนี้จะนำไปสู่การผลิตเสื้อผ้าน้อยลงในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำ/พลังงาน และปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงส่งเสริมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอีกด้วย
แต่ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่า ข้อบังคับด้านการออกแบบเชิงนิเวศของสหภาพยุโรป (ESPR - Ecodesign for Sustainable Products Regulation) ซึ่งบัญญัติข้อห้ามในข้อบังคับดังกล่าว มีข้อบกพร่องด้านการออกแบบ ข้อยกเว้นต่างๆ อาจทำให้บริษัทต่าง ๆ สามารถหลีกเลี่ยงข้อห้ามนี้ได้ นอกจากนี้แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ อย่างเช่น Amazon, Temu และ Shein อาจรอดพ้นจากข้อห้ามการทำลายสินค้าได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้ค้าปลีกออนไลน์ของจีนยังคงส่งออกพัสดุจำนวนมหาศาลไปยังสหภาพยุโรป คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประมาณการว่า ในปี 2025 มีการนำเข้าพัสดุที่มีมูลค่าสูงสุด 150 ยูโรจากจีนสู่สหภาพยุโรปประมาณ 5.8 พันล้านชิ้น นาง Cavazzini สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยุโรป กล่าวว่า “ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการฯ มีช่องโหว่อยู่” นาง Julia Hörnig ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการค้าต่างประเทศจากสำนักงานกฎหมาย Cattwyk เห็นด้วยว่า “ข้อยกเว้นในข้อบังคับนั้นมีอยู่ในถ้อยคำของระเบียบอยู่แล้ว” โดยข้อยกเว้นดังกล่าวจะถูกใช้กับเสื้อผ้าที่มีโลโก้และป้ายกำกับ ตัวอย่างเช่น เสื้อผ้าที่มีตราสินค้าที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เนื่องจากมีโลโก้ อาจถูกทำลายได้ แม้ว่าจะยังใช้งานได้ดีก็ตาม แม้แต่หน่วยงานการกุศลที่ได้รับบริจาคจำนวนมากจนล้นมือ ก็ยังได้รับอนุญาตให้ทำลายสิ่งของบริจาคที่ไม่ต้องการได้ นอกจากนี้ ยังมีข้อยกเว้นอีกว่า หากสินค้าเป็นอันตราย เสียหาย ปนเปื้อน หรือผิดกฎหมาย หรือหากใบอนุญาตทรัพย์สินทางปัญญาหมดอายุ หรือไม่สามารถซ่อมแซมได้อย่างคุ้มค่า สินค้าเหล่านี้ก็ยังสามารถถูกนำมาทำลายได้ นาง Hörnig กล่าวว่า “ผู้ค้าชาวจีนน่าจะสามารถใช้ประโยชน์จากข้อยกเว้นนี้ได้ โดยเฉพาะบริษัท Temu กับสินค้าของพวกเขา” โดยนาง Hörnig สรุปเกี่ยวกับข้อบังคับการห้ามทำลายสิ่งทอว่า “กฎหมายทำให้แรงผลักดันดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง แต่ข้อยกเว้นจำนวนมากในกฎหมายฉบับนี้ ทำให้ผู้จำหน่ายสินค้าด้อยคุณภาพ สามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทางกฎหมายได้ง่ายอยู่” นาง Delara Burkhardt สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยุโรปสังกัดพรรคสังคมนิยมเพื่อประชาธิปไตยเยอรมนี (SPD - Sozialdemokratische Partei Deutschlands) ออกมาเรียกร้อง หากในทางปฏิบัติปรากฏว่า ข้อยกเว้นดังกล่าวบั่นทอนข้อห้ามที่กำหนดขึ้น คณะกรรมาธิการยุโรปจะต้องทำให้กฎระเบียบเข้มงวดมากขึ้น ทั้งนี้หนังสือพิมพ์ Handelsblatt ได้ติดต่อผู้ค้าปลีกและแพลตฟอร์มแฟชั่นรายใหญ่ๆ เพื่อสอบถามว่า พวกเขามีแผนจะจัดการกับข้อห้ามการทำลายสินค้าที่ส่งคืนซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วอย่างไร แต่ไม่ใช่ทุกรายที่ตอบกลับ อีกทั้งบริษัทส่วนใหญ่ไม่ตอบคำถามเฉพาะเจาะจงที่เกี่ยวข้องกับการส่งคืนสินค้า และวิธีการทำลายสินค้าของพวกเขา
สำหรับข้อห้ามไม่ให้ทำลายทรัพย์สิน มีผลบังคับใช้กับบริษัทที่ตรงตามเกณฑ์สองในสามข้อต่อไปนี้ บริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 250 คน มีรายได้ต่อปีมากกว่า 50 ล้านยูโร หรือมีมูลค่าสินทรัพย์รวมในงบดุลมากกว่า 43 ล้านยูโร ทั้งนี้ บริษัทใหญ่ๆ อย่างเช่น Zalando, Otto และ Amazon ได้วางกระบวนการเพื่อลดของเสียให้เหลือน้อยที่สุดแล้ว โดย Zalando ระบุว่า สินค้าที่ส่งคืนมา สามารถขายต่อได้ถึง 98% และพยายามบริจาคส่วนที่เหลือ ส่วน Otto Group กล่าวว่า สินค้าที่ส่งคืนมา มากกว่า 97% ถูกนำไปขายต่อ อีก 2% ถูกนำไปปรับปรุงใหม่ และน้อยกว่า 1% ถูกขายให้กับผู้ขายรายอื่น ด้าน Amazon ก็ได้วางกระบวนการ และบริจาคเสื้อผ้าที่ขายไม่ออกเช่นกัน ส่วน Zara ไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้าที่ถูกส่งคืนดังกล่าว นาง Hörnig ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าต่างประเทศให้ความเห็นว่า “แพลตฟอร์มการค้าออนไลน์รายใหญ่ของจีนกำลังปัดความรับผิดชอบโดยอ้างว่า พวกเขาไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหาย แต่เป็นผู้ผลิตที่ขายสินค้าบนแพลตฟอร์มเหล่านั้นต่างหาก” แพลตฟอร์มการค้าออนไลน์รายใหญ่ของจีนทั้งสามราย ได้แก่ Temu, Shein และ AliExpress ต่างไม่ยืนยันเรื่องดังกล่าวกับหนังสือพิมพ์ Handelsblatt โดยบริษัท Temu ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นกับ Handelsblatt และไม่ตอบคำถามใดๆ ที่ถูกถามในประเทศจีน
อย่างไรก็ตาม บริษัทแม่ของ Temu หรือ Pinduoduo โต้แย้งซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ตนเป็นเพียงผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม และไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อสินค้าที่ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าว ซึ่งเป็นกรณีเดียวกับที่เกิดขึ้นในศาลจีนเมื่อปี 2023 เมื่อหน่วยงานที่ดำเนินงานในจีนถูกฟ้องร้องในข้อหาจำหน่ายสินค้าปลอมผ่านแพลตฟอร์มโดยบริษัทได้อ้างถึง “ข้อตกลงแพลตฟอร์ม Pinduoduo” ที่ระบุว่า แม้ว่าบริษัทจะให้บริการเซิร์ฟเวอร์ และรับผิดชอบต่อการทำงานที่ถูกต้องของแพลตฟอร์ม รวมถึงการสนับสนุนทางเทคนิค และการบำรุงรักษาประจำวัน แต่บริษัทไม่ได้เป็นคู่สัญญาในธุรกรรมที่ดำเนินการผ่านแพลตฟอร์ม และไม่รับประกันใดๆ อย่างไรก็ตาม โฆษกของ Shein กล่าวกับหนังสือพิมพ์ Handelsblatt ว่า “ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราได้นำกระบวนการใหม่ๆ มาใช้ และจัดอบรมทั่วทั้งบริษัท เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติตามข้อกำหนด ESPR ฉบับใหม่”
นอกจากนี้ Shein ยังมีศูนย์รับคืนสินค้าในโปแลนด์อีกด้วย สินค้าคงคลังส่วนเกินมีน้อยมาก เนื่องจากรูปแบบธุรกิจของ Shein คือ ผลิตภัณฑ์ใหม่จะเปิดตัวด้วยล็อตแรกจำนวนน้อยเพียง 100 - 200 ชิ้น จากนั้นจึงผลิตตามความต้องการ ซึ่งโฆษกกล่าวว่า ช่วยลดของเสียจากวัสดุ และรักษาสินค้าคงคลังที่ขายไม่ออกไว้ในปริมาณน้อยๆ เท่านั้น ผลิตภัณฑ์มากกว่า 90% ถูกนำไปขายต่อ ในกรณีส่วนน้อยเท่านั้น เป็นสินค้าที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ และไม่เหมาะสมสำหรับการนำมาจำหน่ายต่อ เราจึงจะร่วมมือกับผู้ให้บริการภายนอกบริษัท เพื่อดำเนินการกับสินค้าเหล่านั้นอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ Shein ปฏิเสธที่จะอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วน AliExpress ไม่ได้ตอบคำถามของหนังสือพิมพ์ Handelsblatt แต่ได้ส่งคำแถลงทั่วไปมาว่า บริษัทมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องในทุกตลาดต่อไป และเสริมว่า กำลังติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป ธุรกิจทั้งหมด รวมถึงแพลตฟอร์มต่างๆ จะต้องเปิดเผยเอกสารเกี่ยวกับการทำลายสินค้าต่อสาธารณะ แม้ว่าพวกเขาจะว่าจ้างบุคคลภายนอกให้ดำเนินการในส่วนนี้ก็ตาม จากนั้นพวกเขาจะต้องเผยแพร่ประเภท สินค้า ปริมาณ น้ำหนัก ฯลฯ และเหตุผลในการทำลายด้วย นาง Hörnig กล่าวส่งท้ายว่า บริษัทต่างๆ จะต้องพิสูจน์ว่า ไม่มีวิธีอื่นใดอีกแล้วจริงๆ ซึ่งสิ่งนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาล
(แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์ Handelsblatt เดือนสิงหาคม 2569)