
แม้ในปี 2025 จะเป็นปีที่เยอรมนีมีจำนวนสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าหนึ่งพันล้านยูโรขึ้นไป (หรือยูนิคอร์น) เกิดใหม่มากที่สุดในรอบ 3 ปี แต่บริษัทสตาร์ทอัพหลาย ๆ แห่ง ก็ยังต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดอย่างหนัก ส่งผลให้ในปี 2025 เมื่อเทียบกับปี 2024 จำนวนยูนิคอร์นลดลงจาก 33 บริษัท เหลือ 28 บริษัท ในขณะที่ธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเฟื่องฟู ภาคส่วนธุรกิจ และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในเยอรมนีกลับประสบปัญหาอย่างมาก เพราะพวกเขากำลังประสบกับปัญหาเศรษฐกิจอ่อนแอ และการขาดแคลนการเสนอขายหุ้น IPO (Initial Public Offering) หรือการที่บริษัทเอกชนขายหุ้นของตัวเองให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก โดยบริษัทที่ประสบความสำเร็จได้รับการประเมินมูลค่าสูงกว่าพันล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในปี 2025 ได้แก่ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ AI อย่างบริษัท Black Forest Labs, N8N และ Parloa รวมถึงบริษัท Quantum Systems บริษัทผู้ผลิตโดรนสงครามและบริษัท IQM ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ควอนตัม เป็นต้น ด้านนาย Julian Riedlbauer หุ้นส่วนของบริษัทที่ปรึกษา Drake Star กล่าวว่า “สิ่งนี่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการประกอบธุรกิจภายในระบบนิเวศสตาร์ทอัพของเยอรมนีอย่างชัดเจน”โดยการเติบโตและเงินทุนส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ (1) ธุรกิจด้าน AI (2) ธุรกิจด้านระบบป้องกันประเทศ และ (3) ธุรกิจซอฟต์แวร์สำหรับภาคเอกชน โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัท Black Forest Labs ที่อยู่ในเมือง Freiburg ได้กลายเป็นบริษัท AI ที่มีมูลค่าสูงสุดของเยอรมนี หลังจากที่เพิ่งจะระดมทุนได้ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจุบัน Black Forest Labs ถูกประเมินว่า มีมูลค่ามากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
จากการสำรวจของสำนักข่าว Handelsblatt เผยให้เห็นว่า สตาร์ทอัพใดกำลังไปได้ดี สตาร์ทอัพใดอาจกำลังวางแผน IPO และสตาร์ทอัพใดกำลังประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้
ปี 2025 ใครได้รับการพาดหัวข่าวมากที่สุด
1. Helsing – บริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI ทางการทหาร ตั้งอยู่ในเมืองมิวนิกนับเป็นบริษัทที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในปี 2025 โดยบริษัทนี้ผลิตโดรนสงครามและซอฟต์แวร์ AI อีกทั้งกำลังพัฒนาเครื่องบินรบของตนเองอีกด้วย โดยในเดือนมิถุนายน 2025 Helsing สามารถระดมทุนได้ 600 ล้านยูโร จากนักลงทุน ต่าง ๆ อาทิ นาย Daniel Ek ผู้ก่อตั้ง Spotify ทำให้มูลค่าบริษัท Helsing เพิ่มขึ้นเป็น 12,000 ล้านยูโร ซึ่งการระดมทุนครั้งนี้ทำให้ Helsing เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับการระดมทุนครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปในปีนี้ 2025 ขณะเดียวกัน Helsing ได้กลายเป็นสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในเยอรมนี ทำให้บริษัทซอฟต์แวร์ Celonis จากเมืองมิวนิก ซึ่งครองตำแหน่งนี้มาหลายปีตกไปอยู่อันดับสองโดยปริยาย
2. Black Forest Labs – นับตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมบริษัท Black Forest Labs ในเมือง Freiburg ซึ่งเป็นคู่แข่งของ Google ได้ครองตำแหน่งบริษัท AI ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในเยอรมนี โดย Black Forest Labs ได้รับเงินทุนสนับสนุน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าอยู่ที่ 3.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และวางแผนที่จะเปิดตัวโมเดลภาพและวิดีโอในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย
3. Quantum Systems – บริษัทผู้ผลิตโดรนสงครามจากเมืองมิวนิกเช่นกัน โดยที่ผ่านมากได้ระดมทุนไปแล้วสองรอบและภายในหกเดือนที่ผ่านมาสามารถเพิ่มมูลค่าบริษัทเป็นสามเท่า หรือคิดเป็น 3 พันล้านยูโร ในขณะเดียวกัน Quantum Systems ก็ดึงดูดความสนใจนักลงทุนด้วยการเข้าซื้อกิจการต่าง ๆ ของบริษัท Airrobots ผู้ให้บริการโดรนเฮลิคอปเตอร์ และบริษัท Spleenlabs บริษัทซอฟต์แวร์จากรัฐ Thüringen ปัจจุบัน Quantum Systems กำลังพัฒนาระบบลาดตระเวนปราศจากคนขับ (โดรน) ทางบก ทางทะเล และทางอากาศ และเช่นเดียวกับ Helsing บริษัท Quantum Systems ก็กำลังประมูลสัญญาหลายฉบับกับกองทัพเยอรมัน
4. Parloa –เป็นหนึ่งในยูนิคอร์น ที่ตั้งอยู่ในกรุงเบอร์ลินและได้รับเงินทุน 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากนักลงทุนต่างชาติ โดย Parloa ช่วยธุรกิจต่าง ๆ ด้านการให้บริการลูกค้าโดยอัตโนมัติผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ ปัจจุบัน Parloa มีทีมงานมากกว่า 350 คน และสร้างรายได้ประจำปี 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยธุรกิจใหม่ส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา
5. N8N – ตั้งอยู่ที่กรุงเบอร์ลินและเป็นบริษัทที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2025 โดยในเดือนตุลาคมบริษัทสามารถระดมทุนได้ 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้บริษัทมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึงแปดเท่าเป็น 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในเวลาประมาณ 7 เดือน บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านระบบอัตโนมัติแห่งนี้ก่อตั้งโดยนาย Jan Oberhauser ชาวเยอรมัน และเป็นส่วนหนึ่งของกระแสการสร้างแอปพลิเคชัน และเอเจนต์ AI แบบกำหนดเองโดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมมากนัก
6. IQM – เป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ควอนตัมสัญชาติเยอรมัน – ฟินแลนด์ และได้ก้าวขึ้นเป็นยูนิคอร์น ในเดือนกันยายนบริษัท IQM สามารถระดมทุนได้ 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากนักลงทุน ซึ่งมากกว่าบริษัทคอมพิวเตอร์ควอนตัมอื่น ๆ ในยุโรป นาย Jan Goetz ซีอีโอกล่าวว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เราอยู่ในสถานะทางการเงินที่ดีสำหรับอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า” บริษัท IQM วางแผนที่จะขยายธุรกิจ และเพิ่มยอดขายขึ้นอีกในปี 2026
7. N26 – ในปี 2025 จากความขัดแย้งภายในองค์กรทำให้ บริษัท Fintech ที่ตั้งอยู่ในกรุงเบอร์ลินแห่งนี้ได้รับความสนใจในสื่อมวลชนอย่างมาก โดยนาย Valentin Stalf ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอได้ลาออกจากตำแหน่งคณะกรรมการบริหาร โดยนับตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นมา ธนาคารดิจิทัลแห่งนี้ต้องมาอยู่ภายใต้การบริหารของนาย Maximilian Tayenthal ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง กับนาย Marcus Mosen อดีตประธานคณะกรรมการกำกับดูแล ในปี 2026 และในปี 2025 บริษัท N26 ได้ประกาศแผนการเปิดบัญชีพรีเมียม และบริการสำหรับครอบครัวใหม่ออกมา
8. Trade Republic – บริษัทโบรกเกอร์ดิจิทัลที่ตั้งอยู่ในกรุงเบอร์ลิน กำลังเตรียมระดมทุนรอบใหม่ ซึ่งอาจทำให้มูลค่าบริษัทฯ เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเป็น 12,000 ล้านยูโร อย่างไรก็ดี Trade Republic ยังไม่ได้ยืนยันเรื่องนี้ ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้ามากกว่า 10 ล้านราย ใน 18 ประเทศ และบริหารจัดการสินทรัพย์มูลค่ากว่า 150,000 ล้านยูโร แต่ในช่วงที่ผ่านมามีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการบริการลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
9. Agile Robots – บริษัทสตาร์ทอัพจากมิวนิก ได้ทำการซื้อกิจการครั้งสำคัญที่สุดอีกครั้งหนึ่งของปี 2025 โดย Agile Robots เข้าซื้อธุรกิจด้านวิศวกรรมโรงงานของบริษัท Thyssenkrupp เพื่อเร่งการผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์หรือมนุษย์ยนต์ตัวแรกของบริษัทแบบซีรีส์ (ปริมาณมาก) ออกมาให้ได้ นอกจากนี้บริษัทกำลังพิจารณาการระดมทุนรอบใหม่ โดยระบุว่า “ตลาดให้ความสนใจสูง และเรากำลังสำรวจทางเลือกต่าง ๆ โดยไม่มีแรงกดดันด้านเวลา”
แนวโน้มสำหรับปี 2026 เป็นอย่างไรบ้าง ?
นาย Riedlbauer ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดไม่คาดว่า ในปี 2026 สถานการณ์ของสตาร์ทอัพเยอรมันคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดย “ปี 2026 น่าจะคล้ายกับปี 2025” อย่างไรก็ตาม แรงกดดันต่อผู้ก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพให้ออกมาเสนอทางเลือกด้านการขายกิจการน่าจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มนักลงทุนรายแรก ๆ ที่ยังไม่ได้ทุนคืน นอกจากนี้ มีการซื้อขายในตลาดรอง (Secondary Market) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหมายความว่า นักลงทุนจำนวนมากได้ขายหุ้นของตนให้กับนักลงทุนรายอื่นเพื่อสร้างผลตอบแทน นี่เป็นผลมาจากการขาดโอกาสในการขายหุ้นออกในรูปแบบอื่น เช่น การเสนอขายหุ้น IPO ของบริษัทด้านเทคโนโลยี และการควบรวมกิจการ (M&A) นาย Riedlbauer เชื่อว่า ในปี 2026 มีความเป็นไปได้ที่จำนวน IPO เพิ่มขึ้น ขณะนี้ มีบริษัทจากเยอรมนีหลายแห่งที่เตรียมตัวเข้าตลาดหุ้น ได้แก่ บริษัท Celonis, Quantum Systems, ผู้ให้บริการฟิตเนส Egym, ผู้ให้บริการประสบการณ์การท่องเที่ยว GetYourGuide, นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์ Raisin, แพลตฟอร์มภาษา AI DeepL และผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร AI Staffbase เป็นต้น อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ยังไม่มีบริษัทใดเปิดเผยแผนการที่ชัดเจนที่เกี่ยวกับ IPO ออกมาให้ทราบ โฆษกของ Celonis กล่าวว่า “เรามีความมุ่งมั่นในระยะยาว และมองเห็นอนาคตที่ Celonis จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์” แต่ตอนนี้ Celonis ยังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขรายได้หรือกำไรใด ๆ ให้ทราบ
แล้วบริษัทไหนละ...ที่กำลังทำได้ดี?
1. Scalable Capital – เป็นบริษัท Fintech ที่สามารถระดมทุนได้ 155 ล้านยูโร จากนักลงทุนในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยโฆษกของบริษัทฯ ได้ประกาศว่า “เราสามารถเพิ่มสินทรัพย์ของลูกค้าได้อย่างมีนัยสำคัญเป็น 40 พันล้านยูโร ในปีนี้” และในปี 2026 มีแนวโน้มที่จะดำเนินไปในทิศทางเดียวกันต่อไป โดยบริษัท Scalable Capital ได้รับแรงขับเคลื่อนจากการเป็นแพลตฟอร์มการลงทุน และการธนาคารที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารอย่างเต็มรูปแบบนั้นเอง
2. Egym – บริษัทสตาร์ทอัพยูนิคอร์นที่เป็นเพียงรายเดียวของปี 2024 ก็กำลังไปได้ดีเช่นกัน คาดว่า รายได้ของบริษัทผู้ให้บริการด้านฟิตเนสแห่งนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 47% ในปี 2025 เพิ่มขึ้นมากกว่า 500 ล้านยูโร และอีกสิ่งที่แตกต่างจากยูนิคอร์นอื่น ๆ หลายแห่งก็คือ ในตอนนี้บริษัท Egym ทำกำไรแล้ว
3. Choco – จากข้อมูลของนาย Daniel Khachab ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ การเติบโตของแอปสั่งวัตถุดิบสำหรับทำอาหารสำหรับร้านอาหาร แคทเทอริ่ง และโรงแรม น่าจะเติบโต้ขึ้นได้อีก โดย “เราเติบโตขึ้นประมาณ 250% ในปี 2025” แต่นาย Khachab ก็ไม่ได้ให้ตัวเลขที่แน่นอน นอกจากนี้ Choco มีแผนที่จะขยายผลิตภัณฑ์ AI ของตนเพิ่มเติมในปีหน้า
4. Taxfix – ยังไม่ชัดเจนว่า บริษัทสตาร์ทอัพผู้ผลิตแอปพลิเคชันด้านภาษีรายนี้จะเติบโตในลักษณะเดียวกันกับในอดีตหรือไม่ โดยนาย Martin Ott ซีอีโอของ Taxfix ปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการสำหรับปี 2024 หรือ 2025 โดยเขากล่าวเพียงว่า “เรายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการเติบโตนี้”
5. DeepL –ผู้เชี่ยวชาญด้านการแปลที่ตั้งอยู่ในเมืองโคโลญจน์ นับเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากกระแสความนิยม AI เช่นกัน ในปีนี้ DeepL ได้เปิดตัวเอเจนต์ AI ของตนเอง ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตธุรกิจออกไปนอกตลาดภาษา นาย Jarek Kutylowski ซีอีโอของบริษัทกล่าวว่า “สิ่งนี้ตอกย้ำตำแหน่งของเราในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรม AI” นั้นเอง
6. Sennder – ในปีนี้ Sennder ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพด้านโลจิสติกส์ได้เข้าซื้อกิจการขนส่งทางบกในยุโรปของ C. H. Robinson ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า โฆษกหญิงกล่าวว่า “เรามุ่งมั่นที่จะมีการเติบโตอย่างมีกำไรอย่างชัดเจน”
7. Omio – เป็นแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวและเพิ่งรายงานว่า รายได้เพิ่มขึ้น 25% นาย Naren Shaam ผู้ก่อตั้ง และซีอีโอของบริษัทกล่าวว่า “ธุรกิจหลักของเรามีกำไร และเรากำลังลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายธุรกิจไปทั่วโลก” อย่างไรก็ตาม Omio ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการให้ทราบ
แล้วบริษัทไหนละที่กำลังเดือดร้อนอยู่บ้าง ?
โดยทั่วไปแล้วบริษัทสตาร์ทอัพที่ได้รับการสนับสนุนจากเงินทุนความเสี่ยงสูง (Venture Capital) มักต้องการเงินทุนใหม่ทุก ๆ 18 เดือน (โดยประมาณ) สำหรับยูนิคอร์นส่วนใหญ่ในเยอรมนีการระดมทุนรอบล่าสุดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อนานนี้เอง ซึ่งเป็นเหตุผลว่า ทำไมพวกเขาจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเริ่มสร้างผลกำไร หรือรักษาผลกำไรไว้ได้แม้จะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจก็ตาม นาย Riedlbauer กล่าวว่า บริษัทที่ระดมทุนครั้งล่าสุดในช่วงที่การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่ารุนแรงที่สุด ยังคงดิ้นรนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าดึงดูดใจจากการขายกิจการ หรือการเพิ่มมูลค่าของบริษัท
1. Personio – การระดมทุนครั้งล่าสุดของบริษัทซอฟต์แวร์ด้านทรัพยากรบุคคลนี้ เกิดขึ้นเมื่อกว่าสามปีเข้าไปแล้ว ปัจจุบัน Personio ตั้งเป้าที่จะทำกำไรได้เป็นครั้งแรกในปี 2026 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ จำเป็นต้องลดต้นทุน ซึ่งเป็นเหตุผลที่บริษัทฯ เพิ่งประกาศปลดพนักงานอีกรอบหนึ่ง
2. Forto – เป็นสตาร์ทอัพด้านโลจิสติกส์ที่กำลังอยู่ในช่วงปรับโครงสร้าง และตามข้อมูลของบริษัท Dealroom ผู้ให้บริการข้อมูล เมื่อเทียบกับช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดปัจจุบันบริษัทมีจำนวนพนักงานลดลงครึ่งหนึ่งเหลือเพียงไม่ถึง 400 คน บริษัท Forto ประกาศว่า “เรากำลังมุ่งหน้าสู่การทำกำไร”
3. Enpal –ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดการพลังงานแสงอาทิตย์ในกรุงเบอร์ลิน ได้ออกมาปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นว่า จะกลับมาทำกำไรได้ในปีนี้หรือไม่ โดยให้เหตุผลว่า มาจากสถานการณ์ตลาดที่ไม่แน่นอนในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม Enpal กล่าวว่า “ตรงกันข้ามกับแนวโน้มธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วไป เรายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง” ในปีนี้ บริษัทระดมทุนได้ 110 ล้านยูโร จากนักลงทุน แต่ก็ไม่สามารถเพิ่มมูลค่าของบริษัทได้
ใครที่มีคุณสมบัติและใครที่หมดคุณสมบัติ ที่จะเรียกตัวเองว่า ยูนิคอร์น?
แพลตฟอร์ม Tech Tour ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนชั้นนำของยุโรป ได้คัดเลือกบริษัทที่มีศักยภาพ 9 แห่ง ในเยอรมนี โดยในปี 2025 ได้แก่ (1) บริษัท Isar Aerospace บริษัทด้านอวกาศ และ (2) บริษัท The Exploration Company (TEC) รวมถึง (3) บริษัท Marvel Fusion สตาร์ทอัพด้านนิวเคลียร์ฟิวชั่น ก็ติดอยู่ในรายชื่อนี้เป็นปีที่สองติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า จะมีจำนวนยูนิคอร์นของเยอรมนีในปี 2026 เพิ่มได้อย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ นาย Thomas Prüver หุ้นส่วนของบริษัทที่ปรึกษา EY-Parthenon กล่าวว่า “การลดลงในภาพรวมของจำนวนยูนิคอร์นเกิดจาก ในปัจจุบันในเยอรมนีมีบริษัทในกลุ่มธุรกิจที่มีเงินทุนสูงน้อยกว่ากลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซเสียอีก” เห็นได้ชัดว่า จำนวนยูนิคอร์นใหม่ในปีนี้มีน้อยกว่าจำนวนยูนิคอร์นที่หายไปอย่างเห็นได้ชัด อดีตยูนิคอร์นอย่างบริษัท Solaris บริษัท Fintech จากกรุงเบอร์ลิน และบริษัท SellerX ค้าปลีกออนไลน์ พวกเขาสูญเสียมูลค่าพันล้านยูโร ไปเพราะธุรกิจของพวกเขาล้มเหลวอย่างมากเมื่อเทียบกับที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก ทำให้พวกเขาต้องยอมรับการลดการประเมินบริษัทลง ในขณะเดียวกัน บริษัท Volocopter สตาร์ทอัพแท็กซี่บินยื่นขอล้มละลาย และถูกขายให้กับกลุ่มบริษัท Wanfeng ของจีนในเดือนมีนาคม ในราคาเพียงสิบล้านยูโรเท่านั้น บริษัทอื่น ๆ เช่นบริษัท Contentful บริษัทซอฟต์แวร์จากกรุงเบอร์ลิน บริษัท SumUp บริษัท Fintech บริษัท Razor Group ผู้ค้าปลีกออนไลน์ และบริษัท Mambu แพลตฟอร์มธนาคารได้ย้ายสำนักงานใหญ่ไปต่างประเทศแล้ว ในขณะเดียวกัน บริษัท Sunfire หนึ่งในผู้ผลิตเครื่องอิเล็กโทรลิซิสไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมนี ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเดรสเดน ก็ไม่ต้องการถูกจัดให้อยู่ในประเภทบริษัทสตาร์ทอัพอีกต่อไป เช่นเดียวกับบริษัท Berlin Brands Group ผู้ค้าปลีกออนไลน์เองก็ได้ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ โดยสถานะยูนิคอร์น ซึ่งหาได้ยากในเยอรมนีนำมาซึ่งเกียรติยศอีกทั้งดึงดูดความสนใจนักลงทุนมากขึ้น และกระตุ้นความหวังของนักลงทุนที่จะได้รับผลตอบแทนหลายเท่าตัวจากการขายหุ้น หรือการเสนอขายหุ้น IPO โดยในเยอรมนีการเข้าซื้อกิจการ การควบรวมกิจการ และการเสนอขายหุ้น IPO เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อนักลงทุน อย่างไรก็ตามจากรายงาน “สถานการณ์เทคโนโลยีของยุโรป” คาดว่า สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีในเยอรมนีจะได้รับเงินทุน 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2025 ซึ่งมากกว่าปี 2024 ประมาณ 10% นาย Max Hauer ผู้เชี่ยวชาญด้านสตาร์ทอัพจาก JP Morgan กล่าวว่า “เราเห็นจำนวนรอบการระดมทุนลดลงเล็กน้อย แต่โดยเฉลี่ยแล้วมีมูลค่าระดมทุนสูงขึ้น”
จาก Handelsblatt 5 มกราคม 2569