fb
เช็คลิสต์ 9 เทร็นด์กิน-ดื่มมาแรงในตลาดจีนที่แบรนด์ต้องรู้ในปี 2569
โดย
Boochita
ลงเมื่อ 16 กันยายน 2569 16:12
สคต. ณ เมืองชิงต่าว (จีน) (TTC, Qingdao (China))
4

ตลาดอาหารและเครื่องดื่มในประเทศจีนขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสมรภูมิที่มีการแข่งขันรุนแรงและเปลี่ยนแปลงเทร็นด์ใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว ด้วยสภาพตลาดที่ผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ไม่ได้มองหาเพียงความอร่อย แต่ยังให้ความสำคัญกับนวัตกรรมรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ และการบริโภคที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ส่งผลให้ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัวและคิดค้นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 นี้ ปรากฏการณ์การเติบโตของเทรนด์อาหารและเครื่องดื่มในจีนได้สะท้อนทิศทางใหม่ที่น่าจับตามอง ทั้งกระแสสุขภาพเข้มข้น และการดึงคุณค่าวัตถุดิบพื้นบ้านมาสร้างเป็นจุดขายหลัก

 

1. อาหาร “โปรตีนสูง” ขยายวงสู่การบริโภคประจำวัน

ปี 2569 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์โปรตีนสูง (High-Protein) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มคนรักการออกกำลังกายอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นทางเลือกหลักในมื้ออาหารประจำวัน ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์นมได้มีการเร่งพัฒนาสูตรเพิ่มคุณค่าโภชนาการ จากเดิมมีโปรตีน 4.0 เพิ่มขึ้นเป็น 5.0 - 6.0 ขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Starbuck ได้ออกกาแฟซีรีย์ใหม่ High-Protein Latte Pro เพื่อดึงดูดผู้บริโภคสายโปรตีน ขณะเดียวกันบริษัทผู้ผลิตนมรายใหญ่ก็ได้พร้อมใจกันเปิดตัวผลิตภัณฑ์โปรตีน อาทิ บริษัท Yili เปิดตัวน้ำเวย์โปรตีนบริสุทธิ์ ส่วนบริษัท Mengniu เดินหน้าบุกตลาดกรีกโยเกิร์ต นอกจากนี้ เทรนด์บริโภคอาหารโปรตีนสูงยังได้ขยายวงกว้างจากเครื่องดื่มไปสู่อาหารจานหลัก ขนมขบเคี้ยว และเบเกอรี่ ด้วย

 

1.png

 

2. ผสมผสานรสชาติฉีกแนว

ต่อยอดจากกระแส Co-Brand ในปี 2568 ในปีนี้อุตสาหกรรมอาหารได้ก้าวสู่ยุคการรังสรรค์รสชาติที่ฉีกแนว ด้วยการนำวัตถุดิบที่มีรสชาติแตกต่างกันมาผสมผสานกันอย่างลงตัว อาทิ หวางเหล่าจี๋รสเบียร์ชิงต่าว เบียร์ Stout รสซอสถั่ว ไอศกรีมรสซอสบะหมี่เผ็ดเกาหลี คุกกี้รสต้นกระเทียม ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อพิจารณาถึงการยอมรับในตลาด ผลิตภัณฑ์ที่มีรสชาติผสมผสานกันมีความเสี่ยงอยู่บ้าง อย่างไรก็ดีหากสามารถผสมผสานรสชาติออกมาได้ดี ก็มีโอกาสที่จะได้รับการตอบรับที่ดีเช่นเดียวกัน

 

2.png

 

3. เครื่องดื่มชงใหม่รุกตลาดบรรจุภัณฑ์แบบขวด 

แบรนด์ร้านเครื่องดื่มได้เริ่มเดินหน้ารุกตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่ม (Ready-to-Drink) บรรจุขวดมากขึ้น โดยพบว่าแบรนด์เครื่องดื่มชื่อดังอย่าง Heytea (喜茶) Luckin Coffee (瑞幸) Guming (古茗) Jasmine Milk Tea (茉莉奶白) ได้นำเครื่องดื่มยอดนิยมที่ประสบความสำเร็จหน้าร้านมาพัฒนาเป็นเครื่องดื่มบรรจุขวด วางขายในร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตมากขึ้น จึงคาดการณ์ว่าจะมีแบรนด์ชาและกาแฟชงสดระดับแถวหน้าอีกจำนวนมากเข้ามาร่วมเทรนด์นี้อย่างต่อเนื่อง

 

3.png

 

4. กระแส มัตจะ (Matcha) ฟีเวอร์

วัฒนธรรมการดื่มมัตจะได้ขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็วและกลายเป็นที่นิยมอย่างสูงทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และจีน จนผลักดันให้แบรนด์น้อยใหญ่ต่างเร่งพัฒนาสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์รสมัตจะที่เปิดตัวสู่ตลาดได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย เป็นหนึ่งในเมนูหลักที่ขายดีอันดับต้นๆ ของแบรนด์ชาและกาแฟยักษ์ใหญ่หลายราย ขณะเดียวกัน ร้านชาและไอศกรีมมัตจะรายย่อยก็เติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้งในแง่ของจำนวนแบรนด์ การขยายสาขา และยอดขายที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง

3 ปัจจัยเบื้องหลังปรากฏการณ์มัตจะฟีเวอร์ ได้แก่ (1) พลังโซเชียลมีเดียและอินฟลูเอนเซอร์ ทำให้มัตจะถูกถ่ายทอดผ่านคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มต่างๆ จนเกิดเป็นกระแสไวรัลและสร้างไลฟ์สไตล์การดื่มแบบใหม่ (2) การพัฒนาของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) การบริหารจัดการวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบกับในจีนมีโรงงานผลิตมัตจะที่มีคุณภาพ และ (3) เทร็นด์รักสุขภาพที่แข็งแกร่ง  ผู้บริโภคยุคใหม่ใส่ใจเรื่องการดูแลสุขภาพ ซึ่งมัตจะสามารถตอบโจทย์ทั้งเรื่องโภชนาการและรสชาติได้อย่างลงตัว

 

4.png

 

5. เครื่องดื่มชูกำลังชูโสม-พืชธรรมชาติ

ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศจีนมีการใช้กลยุทธ์ใหม่ๆ จากก่อนหน้านี้ที่ใช้เพียงกลยุทธ์บรรจุภัณฑ์และสูตรน้ำตาลน้อย แต่ในปีนี้ 3 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ต่างแข่งขันโดยปรับสูตร/ข้ามไลน์ผลิตภัณฑ์ อาทิ Kangshifu (康师傅)” นำชามะนาวมาต่อยอดเป็นเครื่องดื่มชูกำลังสายพันธุ์ใหม่ในชื่อ Bing Hong Cha ENERGY (冰红茶ENERGY) Starbucks” ขยายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชูกำลังในจีนเป็นครั้งแรก ส่วน Eastroc Beverage (东鹏饮料)”ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ชื่อ Dongfang Dapeng เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายขึ้น

จุดร่วมทางนวัตกรรมที่น่าสนใจของเครื่องดื่มชูกำลังยุคใหม่นี้ คือการปรับเปลี่ยนโดยหันมาใช้สารสกัดจากพืชธรรมชาติและเพิ่มส่วนผสมของ โสมเพื่อมอบพลังงานสดชื่นพร้อมคุณประโยชน์ทางสุขภาพ เพื่อสร้างความแตกต่างจากเครื่องดื่มชูกำลังแบบเดิมๆ ที่เน้นเพียงสารสังเคราะห์หรือคาเฟอีนเข้มข้น แม้นวัตกรรมใหม่จะสร้างความคึกคัก แต่การเจาะตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในจีนนับเป็นโจทย์ที่หินที่สุดตลาดหนึ่ง ซึ่งการสร้างความแตกต่างทางสูตรหรือบรรจุภัณฑ์อาจยังไม่เพียงพอ ทว่าจำเป็นต้องอาศัยพลังของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง หรือการดึง IP (Intellectual Property) ที่มีชื่อเสียงเข้ามาช่วยเสริมความน่าเชื่อถือด้วย

 

5.png

 

6. การใช้เทคโนโลยีฆ่าเชื้อ INF

บริษัทชั้นนำในวงการนมต่างเร่งค้นหานวัตกรรมทางเทคโนโลยเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาของนมสดพาสเจอร์ไรส์ โดยเทคโนโลยีการฆ่าเชื้อ INF ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่พัฒนาต่อยอดมาจากนมกลุ่ม ESL (extended shelf life milk) ซึ่งเทคโนโลยี INF นี้ ใช้อุณหภูมิฆ่าเชื้อที่สูงกว่าการพาสเจอร์ไรส์แบบดั้งเดิม แต่ใช้ระบบฉีดไอน้ำแบบเสี้ยววินาที ทำให้สามารถคงสารอาหารที่มีชีวิตไว้ได้ ควบคู่ไปกับการยืดอายุการวางจำหน่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่แบรนด์ Junlebao Yuexianhuo (君乐宝悦鲜活) เป็นผู้ริเริ่มนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในปี 2562 จากนั้นก็พบว่ามีผู้ประกอบการนมหันมาใช้เทคโนโลยีดังกล่าวอย่างแพร่หลายมากขึ้น อาทิ แบรนด์ Yili Miaoxian (伊利秒鲜) ÖÖBAO Ultra-Filtered Fresh Milk 6.0 (吾岛超滤鲜奶6.0) และ Adopt A Cow (认养一头牛) เป็นต้น 

 

6.png

 

7. เครื่องดื่มผสมพรีไบโอติก

พฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีนต่อเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพกำลังก้าวสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว หลังเทรนด์เครื่องดื่มผสมพรีไบโอติกที่เคยเติบโตอย่างก้าวกระโดดในสหรัฐอเมริกา ได้แผ่อิทธิพลเข้าสู่ตลาดจีนและกลายเป็นกระแสหลักอย่างรวดเร็ว

ย้อนกลับไปช่วง 2 ปีก่อน ตลาดจีนเริ่มมีผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้และชาผลไม้ผสมพรีไบโอติกวางจำหน่ายบ้างประปราย โดยในขณะนั้นพรีไบโอติกยังเป็นเพียงส่วนผสมเสริม ทว่าในปี 2569 ภาพรวมตลาดกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง นำโดยแบรนด์เครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ระดับ Top 5 ในกลุ่มน้ำอัดลม ทั้ง Coca-Cola, Pepsi และ Chi Forest ต่างพร้อมใจกันเปิดตัวไลน์ผลิตภัณฑ์ โซดาพรีไบโอติก เข้าสู่อุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการ เช่นเดียวกับฝั่งเครื่องดื่มไม่อัดลมที่เริ่มปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ชูพรีไบโอติกขึ้นมาเป็นจุดขายหลักแทนการเป็นเพียงส่วนประกอบรอง

การลงสนามของผู้เล่นแถวหน้าระดับโลกในครั้งนี้ เป็นดั่งสัญญาณยืนยันว่า เครื่องดื่มผสมพรีไบโอติกได้ก้าวข้ามจากการเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) สู่การรับรู้ในวงกว้างของคนทำงานและผู้บริโภคยุคใหม่ ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มสุขภาพของจีนทวีความดุเดือดขึ้นอย่างน่าจับตา

 

7.png

 

8. อัตลักษณ์ชาหลงจิ่ง

ใบชาหลงจิ่งที่เก็บเกี่ยวช่วงก่อนเทศกาลเช็งเม้ง ถือเป็นวัตถุดิบอันทรงคุณค่าที่โดดเด่นด้วยความหายาก ซึ่งเคยพิสูจน์ความสำเร็จทางการตลาดมาแล้ว ผ่านการเป็นเครื่องดื่มชารสชาติลิมิเต็ดประจำฤดูกาล ที่ผ่านมาชาหลงจิ่งจะพบอยู่ในเครื่องดื่มชา แต่ปัจจุบันได้ขยายขอบเขตมายังเบียร์ ไอศครีม และนมปรุงแต่ง ปรับเปลี่ยนบทบาทจาก “คอนเซปต์สินค้า” สู่การเป็น “อัตลักษณ์แห่งรสชาติ” อย่างเต็มตัว

 

8.png

 

9. เสน่ห์จากรสชาติข้าว

โดยทั่วไป ข้าว มักจะถูกนำมาใช้ในฐานะวัตถุดิบหลักของขนมขบเคี้ยวประเภทขนมข้าวอบกรอบ แต่ในปีนี้ มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ เมื่อ “ข้าว” ถูกนำมาตีความใหม่ในฐานะ “อัตลักษณ์แห่งรสชาติ” ที่ต่อยอดสู่แพร่หลายไปสู่ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มหลากหลายประเภท ตั้งแต่เครื่องดื่มทั่วไป โยเกิร์ต ไอศกรีม กาแฟ ไปจนถึงวงการคราฟต์เบียร์

เสน่ห์อันโดดเด่นของข้าวมาจากกลิ่นหอมอบอุ่นที่สร้างความคุ้นเคยและเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถจับคู่เข้ากับวัตถุดิบอื่นได้อย่างลงตัว ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมองว่า การพัฒนารสชาติข้าวยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น และยังมีพื้นที่ให้ดึงศักยภาพมาสร้างสรรค์ได้อีกมาก

 

9.png

 

ความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว

เทรนด์อาหารและเครื่องดื่มในตลาดจีนปี 2569 สะท้อนว่าผู้บริโภคชาวจีนไม่ได้มองหาเพียงนวัตกรรมรสชาติแปลกใหม่ แต่ต้องการคุณค่าทางโภชนาการ และเรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ((Storytelling) ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับสินค้าอาหารแปรรูปและเครื่องดื่มของไทย อาทิ การขายอัตลักษณ์คู่ฟังก์ชัน เช่น การใช้อัตลักษณ์ข้าวหอมมะลิไทยที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณฑ์ มะพร้าวน้ำหอม GI ชาไทย หรือสมุนไพรไทย เป็นเครื่องดื่มกาแฟ ไอศกรีม และขนม เป็นต้น ควบคู่กับการชูจุดขายโปรตีนสูงหรือพรีไบโอติก เพื่อตอบโจทย์ตลาดเพื่อสุขภาพ อีกทั้งเทรนด์จับคู่รสชาติแปลกใหม่และรสชาติเฉพาะฤดูกาล เปิดโอกาสให้แบรนด์ไทยนำรสชาติเอกลักษณ์ไทยไป เช่น ชาไทยรสชาติต่างๆ มะพร้าวน้ำหอมหรือวัตถุดิบเครื่องต้มยำ นำมาแปรรูปเป็นขนมหรือเครื่องดื่มลิมิเต็ดในจีน อย่างไรก็ดีการเข้ามาขยายตลาดในจีนยังต้องอาศัยปัจจัยการขายอัตลักษณ์” ควบคู่ “ฟังก์ชัน”ชูจุดเด่นเรื่องรสชาติไทย บวกกับคุณประโยชน์ด้านสุขภาพ และเกาะกระแสโซเชียลมิเดียของจีน รวมถึงสร้างความน่าเชื่อถือให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและมาตรฐานของอาหาร 

 

ที่มา: https://www.foodaily.com/articles/42059

Share :
Instagram