
GCC ลงทุนอุตสาหกรรมแตะ 426 พันล้านเหรียญสหรัฐ
กลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ขยายฐานอุตสาหกรรมด้วยเงินลงทุนรวม 426 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ครอบคลุมโรงงานเกือบ 22,000 แห่ง สะท้อนความก้าวหน้าในการกระจายฐานเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาน้ำมัน ตามข้อมูลของศูนย์สถิติ GCC (GCC-Stat)
ในปี 2568 ภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีสัดส่วนประมาณ 13% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของกลุ่ม GCC สะท้อนบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก การกระจายฐานเศรษฐกิจ และการเพิ่มสัดส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมัน

ประมาณ 40% ของเงินลงทุนภาคอุตสาหกรรมกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ พลาสติก ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลั่น อะลูมิเนียม เชื้อเพลิงก๊าซ และเหล็กและเหล็กกล้า อุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นฐานสำคัญของ การผลิตและอุตสาหกรรมขั้นกลาง รวมทั้งช่วยเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมของ กลุ่ม GCC มีการจ้างงานมากกว่า 1.7 ล้านคน ตามข้อมูลสถิติล่าสุดที่มีถึงเดือนกรกฎาคม 2569
ด้านการค้าระหว่างประเทศ สินค้าอุตสาหกรรมมีสัดส่วนประมาณ 69% ของการส่งออกทั้งหมดของกลุ่ม GCC โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ก๊าซปิโตรเลียมและไฮโดรคาร์บอน น้ำมันปิโตรเลียม ยานยนต์ สารประกอบอินทรีย์ อะลูมิเนียม เรือและเรือขนาดเล็ก ตลอดจนเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า
ด้านการนำเข้า จีนเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ของกลุ่ม GCC โดยมีสัดส่วนประมาณ 20% ของการนำเข้าทั้งหมด สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ยา เหล็กและเหล็กกล้า และพลาสติก โดยมีการจัดหาสินค้าจากตลาดหลายประเทศ
ตัวชี้วัดเหล่านี้สะท้อนการขยายตัวและความหลากหลายที่เพิ่มขึ้นของฐานอุตสาหกรรมในกลุ่ม GCC รวมถึงความแตกต่างด้านขนาดการลงทุนและจำนวนโรงงานระหว่างประเทศสมาชิก แนวโน้มดังกล่าวกำลังผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ เร่งขยายกำลังการผลิต พัฒนาห่วงโซ่มูลค่า เสริมสร้างความเชื่อมโยงด้านอุตสาหกรรมภายในกลุ่ม ส่งเสริมการตั้งฐานการผลิตในประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าจากภูมิภาคอ่าวอาหรับในตลาดโลก
ความเห็นของ สคต. ดูไบ
การส่งออกของไทย
ปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าไป GCC รวม 8.63 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (+8.324%) กลุ่มอุตสาหกรรมคิดเป็นมูลค่า 2.11 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (+1.34%) หรือสัดส่วน 24.42%
ปี 2569 (ม.ค.-ส.ค.) ส่งออก รวม 5.33 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (-1.68%) มีสินค้าอุตสาหกรรมประมาณมูลค่า 1.03 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (-31.32%) มีสัดส่วน 19.29%. ได้แก่สินค้า เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น/ตู้แช่ คอมเพรสเซอร์ของเครื่องทำความเย็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ผลิตภัณฑ์เหล็ก ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม เครื่องจักกลอื่นๆ
สินค้าที่ GCC ผลิตเองอาจเผชิญการแข่งขันสูงขึ้น
การลงทุนในพลาสติก เหล็ก อะลูมิเนียม และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อาจเพิ่มการแข่งขันกับสินค้าไทยบางรายการ ทั้งในตลาด GCC และตลาดส่งออกอื่น โดยเฉพาะสินค้ามาตรฐานทั่วไปที่แข่งขันด้านราคา ผู้ส่งออกไทยควรพัฒนาสินค้าแปรรูป ชิ้นส่วนเฉพาะทาง และสินค้าที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของลูกค้า เพื่อเพิ่มความแตกต่าง
การแข่งขันกับจีนยังเป็นปัจจัยสำคัญ
การที่จีนมีสัดส่วนประมาณ 20% ของการนำเข้า GCC สะท้อนบทบาทสำคัญในตลาด ผู้ส่งออกไทยจึงควรประเมินคู่แข่งเป็นรายสินค้า และใช้จุดแข็งด้านคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ ระยะเวลาส่งมอบ และการรับประกันประกอบการเสนอขาย แทนการพึ่งการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
แนวทางส่งเสริมการผลิตในประเทศอาจเปลี่ยนรูปแบบการเข้าสู่ตลาด
หาก GCC สามารถผลิตสินค้าบางประเภทได้มากขึ้น ความต้องการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปประเภทนั้นอาจชะลอลง ขณะที่โอกาสอาจเปลี่ยนไปอยู่ในวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง และชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิต ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาความร่วมมือกับโรงงานท้องถิ่น เช่น การรับจ้างผลิต การร่วมพัฒนาสินค้า หรือการร่วมลงทุนตามความเหมาะสม
ข้อเสนอแนะต่อผู้ส่งออกไทย:
ควรติดตามโครงการโรงงานและการขยายกำลังการผลิตของ GCC เป็นรายประเทศ พร้อมสร้างเครือข่ายกับฝ่ายจัดซื้อโรงงานและผู้จัดจำหน่ายในพื้นที่ โดยเน้นสินค้าที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและมีบริการสนับสนุน ทั้งนี้ ตัวเลขการลงทุน 426 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นมูลค่าการลงทุนรวม มิใช่ยอดลงทุนใหม่ในปีเดียว
-----------------------------------------------------------