
Nvidia ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปและเทคโนโลยี AI อันดับหนึ่งของโลก ได้ยืนยันโครงการลงทุนระดับเมกะโปรเจกต์ในการสร้าง Nvidia AI Campus แห่งใหม่ในเมือง Kiryat Tivon ทางตอนเหนือของอิสราเอล (ห่างจากเมืองไฮฟาท่าเรือหลักของอิสราเอลไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 15 กิโลเมตร) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
มูลค่าโครงการและรายละเอียดพื้นที่: ดีลนี้มีมูลค่าลงทุนหลายพันล้านเชเกล (หรือราว 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ / ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท) โดย Nvidia จะเข้าซื้อกรรมสิทธิ์ที่ดินจากรัฐบาลอิสราเอลจำนวนประมาณ 22.5 เอเคอร์ ในราคา 90 ล้านเชเกล (ได้รับส่วนลด 51% จากรัฐ) โดยสถาปัตยกรรมของอาคารจะเลียนแบบ "ตึกรูปทรงยานอวกาศ" อันเป็นเอกลักษณ์ของ Nvidia ในซิลิคอนแวลลีย์ และจะมีพื้นที่ใช้สอยในอาคารรวมกว่า 160,000 ตารางเมตร
การจ้างงานและการเติบโต: แคมปัสแห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับพนักงานมากกว่า 10,000 คน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มจำนวนแรงงานของ Nvidia ในอิสราเอลขึ้นอีกเท่าตัวจากเดิมที่มีอยู่ราว 5,000 คน (ฐานเดิมมาจากการเข้าซื้อกิจการ Mellanox ในปี 2020 และ Runai ในปี 2024) ทำให้ที่นี่กลายเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ด้าน AI ที่ใหญ่ที่สุดของ Nvidia นอกสหรัฐอเมริกา
เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์: เจนเซน หวง (Jensen Huang) ซีอีโอของ Nvidia ได้กล่าวแถลงการณ์อย่างเป็นทางการระบุว่า "อิสราเอลคือบ้านหลังที่สองของ Nvidia" ศูนย์แห่งนี้จะมุ่งเน้นการพัฒนาชิปประมวลผลขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐาน AI และระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยภายในศูนย์จะมีทั้งห้องแล็บวิจัย ศูนย์นวัตกรรมร่วมกับกลุ่มสตาร์ตอัป ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างสวนสาธารณะและร้านอาหาร
ไทม์ไลน์โครงการ: โครงการนี้ผ่านกระบวนการคัดเลือกพื้นที่อย่างเข้มข้นยาวนานกว่า 5 เดือน (เอาชนะเมืองคู่แข่งอย่างไฮฟา ยอกเนอัม และเนเชอร์) คาดว่าจะเริ่มเปิดฉากก่อสร้างอย่างเป็นทางการในปี 2570 และมีกำหนดส่งมอบพร้อมเข้าใช้งานเฟสแรกในปี 2574
การลงทุนเมกะโปรเจกต์ของ Nvidia ในการสร้าง AI Campus ขนาดใหญ่ที่อิสราเอล ไม่เพียงแต่เป็นหมุดหมายสำคัญของวงการเทคโนโลยีโลก แต่ยังเป็นกรณีศึกษาที่ประเทศไทยสามารถสร้างโอกาส รวมถึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ไทยต้องทำความเข้าใจในมิติการลงทุนยุคใหม่ ดังนี้
หากประเทศไทยต้องการดึงดูดทุนยักษ์ใหญ่ระดับนี้ เราต้องเข้าใจก่อนว่า Nvidia ไม่ได้เลือกอิสราเอลเพราะ "ค่าแรงถูก" หรือ "สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด" แต่เลือกจากปัจจัยเชิงโครงสร้างเหล่านี้
ปัจจัยที่ 1.1. เน้น "สมอง" ไม่ใช่ "โรงงาน": แคมปัสในอิสราเอลทำหน้าที่เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) และศูนย์ออกแบบชิป ไม่ใช่โรงงานผลิต (Fab) ดังนั้น สิ่งที่ Nvidia กว้านซื้อคือ "Intellectual Property (ทรัพย์สินทางปัญญา)" และ "Talent (บุคลากรระดับหัวกะทิ)" ไม่ใช่พื้นที่ดินเปล่า
ปัจจัยที่ 1.2. ความคุ้มค่าของโครงสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem): อิสราเอลมีกลุ่มสตาร์ตอัปและบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้าน Deep Tech และ Cyber Security เป็นทุนเดิม การที่ Nvidia เข้าซื้อกิจการในอิสราเอลก่อนหน้านี้ เป็นการส่งสัญญาณว่า ยักษ์ใหญ่รายนี้ต้องการฝังรากลึกเพื่อดูดซับนวัตกรรมจากฐานเดิมที่มีอยู่แล้ว
โอกาสของประเทศไทยจากเมกะโปรเจกต์นี้ แม้ว่าดีลนี้จะเกิดขึ้นที่อิสราเอล แต่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของระบบนิเวศ AI ของ Nvidia ทั่วโลก ส่งผลบวกและเปิดโอกาสให้ไทยในฐานะ "พันธมิตรปลายน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน" ดังนี้
โอกาสด้านการเป็นห่วงโซ่อุปทานขั้นปลาย (Downstream Supply Chain)
อุตสาหกรรมชิ้นส่วนและบรรจุภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ (OSAT): แม้ชิป AI จะถูกออกแบบในอิสราเอล [1] แต่มันจำเป็นต้องได้รับการประกอบและทดสอบขั้นสุดท้าย (Advanced Packaging) ปัจจุบันไทยมีศักยภาพสูงในกลุ่มอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำนี้ ซึ่งสามารถรองรับการขยายตัวของปริมาณชิป Nvidia ที่จะทะลักเข้าสู่ตลาดโลกได้
การเชื่อมโยงระบบการแพทย์และยานยนต์: อิสราเอลเด่นด้านซอฟต์แวร์ AI และอุปกรณ์การแพทย์ ส่วนไทยเด่นด้านการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) และฐานผลิตยานยนต์ ยุคนี้ Nvidia กำลังขยายสถาปัตยกรรม AI ไปสู่ยานยนต์ไร้คนขับและหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ประเทศไทยสามารถเปิดรับความร่วมมือในฐานะ "พื้นที่ทดสอบและประยุกต์ใช้งานเชิงพาณิชย์" (Application & Testing Ground)
โอกาสด้านโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center & Cloud)
ชิปประมวลผล AI ที่ออกแบบจากศูนย์ R&ด มหึมานี้ [1] ในท้ายที่สุดต้องถูกนำไปติดตั้งใน AI Data Centers ทั่วโลก ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเป็นเป้าหมายหลักในภูมิภาคอาเซียน ที่กลุ่มทุนเทคโนโลยี (รวมถึง Nvidia ที่เคยมีข่าวความร่วมมือในไทย) เข้ามาลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ การขยายตัวของเทคโนโลยีจากอิสราเอลจึงเป็นตัวเร่งให้เกิดความต้องการ Data Center ในไทยสูงขึ้นตามไปด้วย
โอกาสในการส่งออก "ซอฟต์แวร์แอนิเมชันและงานดีไซน์"
ภายในแคมปัสขนาด 160,000 ตารางเมตรของ Nvidia จะต้องขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มจำลองสถานการณ์เสมือนจริง เช่น Nvidia Omniverse ซึ่งต้องการนักพัฒนาโมเดล 3 มิติ, วิศวกรซอฟต์แวร์ และนักสร้างคอนเทนต์จำนวนมาก บุคลากรสาย Creative Tech ของไทยที่มีฝีมือดีและต้นทุนแข่งขันได้ มีโอกาสรับงานในลักษณะ Outsource หรือ Remote Work ให้กับโปรเจกต์ย่อยของเครือข่ายเทคโนโลยีเหล่านี้
ข้อคิดที่ไทยควรนำมาปรับใช้ (Key Takeaways)
เปลี่ยนจาก "ผู้รับจ้างผลิต" เป็น "ผู้ร่วมวิจัย": ไทยต้องยกระดับจากการให้สิทธิประโยชน์ภาษีเพื่อตั้งโรงงานประกอบ ไปเป็นการสนับสนุนทุนวิจัยร่วมระหว่างเอกชนและมหาวิทยาลัย เพื่อสร้าง Talent ด้าน AI แบบเฉพาะทาง
นโยบายดึงดูดคนเก่ง (Talent Visa): รัฐบาลไทยต้องเร่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานของนักวิจัยต่างชาติ เพื่อให้ไทยสามารถสร้าง Ecosystem ที่ดึงดูดบริษัทอย่าง Nvidia มาตั้งศูนย์นวัตกรรมย่อยในลักษณะคล้ายกันนี้ได้ในอนาคต
ความเห็นของ สคต.
สคต. ณ กรุงเทลอาวีฟ พิจารณาว่า ข่าวการลงทุนของ Nvidia ในอิสราเอลนี้ เป็นเรื่องที่ไทยควรทำความเข้าใจ เพราะไม่เพียงแต่ไทยจะมีโอกาสส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องต่างๆ แล้ว ไทยควรนำเอาอิสราเอลเป็นตัวอย่างในการสร้างและส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ล้ำสมัยเช่นดังที่อิสราเอลประสบความสำเร็จ และปรับมุมมองในด้านการดึงนักลงทุนหรือปรับตัวให้ทันกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่เหล่านี้ ที่จะเป็นเหมือนกับอุตสาหกรรมหลักในอนาคตนึงของไทย หากต้องการแข่งขันกับประเทศต่างในตลาดโลกในอนาคตต่อไป
ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il
ที่มา |
|