
การก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังก๊าซแห่งใหม่ที่รัฐบาลเยอรมนีตั้งใจไว้ น่าจะล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ โดยสำนักข่าว Handelsblatt ได้สอบถามผู้ประกอบการโรงไฟฟ้ารายใหญ่และผู้จัดส่งชิ้นส่วนของพวกเขา พบว่า ปัจจุบันการติดตั้งเครื่องปั่นไฟด้วยก๊าซตามโรงไฟฟ้าต่าง ๆ เกิดความล่าช้า โดยโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซแห่งใหม่จะต้องถูกสร้างขึ้นภายในปี 2030 เพื่อชดเชยการเลิกใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินเดิม ซึ่งรัฐบาลเยอรมนีได้ประกาศในข้อตกลงร่วม (MOU) เพื่อการจัดตั้งรัฐบาลว่า ต้องการที่จะส่งเสริมการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตสูงสุด 20 กิกะวัตต์ (GW) และตั้งใจที่จะบรรลุข้อตกลงที่ตั้งไว้ใน MOU กับคณะกรรมาธิการยุโรป (EU) โดย EU จะอนุญาตให้เยอรมนีสามารถเปิดให้เอกชนยื่นประมูลการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซที่มีกำลังการผลิตสูงสุด 12 กิกะวัตต์ก่อน ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว การก่อสร้างสามารถเริ่มต้นได้เลย แต่ในทางปฏิบัติบริษัทที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการดังกล่าวต้องเผชิญกับความท้าทายหลาย ๆ อย่าง กล่าวคือ
ปัจจัยที่ 1 ภาคเอกชนไม่ไว้ใจการตัดสินใจของภาคการเมือง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซแห่งใหม่ในเยอรมนีถูกขัดขวางซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากข้อพิพาททางการเมือง โดยแม้ว่านาย Friedrich Merz นายกรัฐมนตรีได้แถลงหลังการประชุมผู้นำพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า รัฐบาลกลางเยอรมันได้ตกลงกันเกี่ยวกับกลยุทธ์การสร้างโรงไฟฟ้าเสร็จสิ้นแล้ว และคณะกรรมาธิการยุโรปจะอนุมัติในเร็ว ๆ นี้ แต่ความตกลงกับ EU นี้ยังคงไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม MOU เพื่อการจัดตั้งรัฐบาลของรัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้พัฒนาให้ดีกว่าที่รัฐบาลชุดก่อนที่เคยทำไว้มากนัก ย้อนกลับไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 นาย Olaf Scholz นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ตกลงเรื่องกลยุทธ์โรงไฟฟ้ากับนาย Christian Lindner รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสังกัดพรรคเพื่ออิสรภาพและประชาธิปไตย (FDP - Freie Demokratische Partei) และกับนาย Robert Habeck รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจสังกัดพรรคยุค 90 พันธมิตรสีเขียว (Bündnis 90/Die Grünen) เรียบร้อยแล้ว โดยในเดือนกรกฎาคม 2024 รัฐบาลผสมในขณะนั้นได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะเปิดประมูลโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มีกำลังการผลิตรวม 12.5 กิกะวัตต์ แต่การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกลับล้มเหลวเสียก่อน เนื่องจากรัฐบาลร่วมในขณะนั้นแตกแยกกัน ซึ่งในเวลานั้นเยอรมนียังไม่ได้รับการยืนยันขั้นสุดท้ายจากคณะกรรมาธิการยุโรป หากไม่มีข้อบังคับทางกฎหมายที่มีผลผูกพันภาคเอกชนก็ไม่สามารถเริ่มการก่อสร้างได้ทันที เพราะต้องจัดหาเงินทุนล่วงหน้าสำหรับการลงทุนจำนวนมาก โดยบริษัทพลังงานรายใหญ่แห่งหนึ่งระบุว่า มีความกังวลว่า ไม่รู้ว่ารัฐสภา EU ที่ตั้งอยู่ในกรุงบรัสเซลส์จะอนุมัติข้อตกลงที่รัฐบาลเยอรมนีชุดใหม่ต้องการหรือไม่ โฆษกของบริษัท Hamburger Energiewerke ได้กล่าวอีกว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลใหม่ ซึ่งหมายความว่า ไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายที่มีผลผูกพันสำหรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่รายหนึ่งก็ออกมาแสดงความหวังว่า ข้อตกลงของรัฐบาลกลางจะส่งผลให้เกิดการประมูลที่เป็นรูปธรรมสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซแห่งใหม่ ซึ่งคาดว่า จะมีการเริ่มประมูลในช่วงปลายไตรมาสแรกของปี 2026 อย่างไรก็ตาม หากไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม การก่อสร้างโรงไฟฟ้าก็ยังไม่สามารถเริ่มต้นได้ บริษัท Siemens Energy ผู้ผลิตเครื่องปั่นไฟฟ้าพลังงานก๊าซชั้นนำระบุว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้หารือกับผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ในเยอรมนีเกี่ยวกับวิธีการรับประกันการจัดหาเครื่องปั่นไฟฟ้าจากก๊าซที่เชื่อถือได้ทันทีหลังจากที่รัฐบาลกลางเริ่มดำเนินกลยุทธ์โรงไฟฟ้า โฆษกของ Siemens Energy กล่าวว่า “เรากำลังสำรองกำลังการผลิตไว้ในกรณีที่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซแห่งใหม่ในเยอรมนีเกิดขึ้นจริง” ทุกอย่างขึ้นอยู่กับกลยุทธ์โรงไฟฟ้าที่กำลังจะได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งไม่ใช่แค่การประกาศเพียงอย่างเดียว นาย Dennis Rendschmidt จากสมาคมผู้สร้างเครื่องจักรและโรงงานเยอรมนี (VDMA -Verband Deutscher Maschinen- und Anlagenbau) กล่าวว่า “เมื่อเราทราบรายละเอียด – โดยเฉพาะกำหนดเวลา – ของกลยุทธ์โรงไฟฟ้าแล้ว เราจึงจะสามารถสร้างข้อกำหนดทางเทคนิคที่ชัดเจนออกมาได้”
ปัจจัยที่ 2 ส่วนประกอบของโรงไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะขาดแคลน
ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าบางรายการยังรอข้อมูลที่เชื่อถือได้จากรัฐบาล ซึ่งนานเกินไปแล้ว จนอาจกลายเป็นปัญหาได้ บริษัทพลังงานต้องการเครื่องปั่นไฟฟ้า (จากก๊าซ) ใหม่ สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซแห่งใหม่ แต่ปัจจุบันผู้ผลิตกังหันฯ ต่างก็กำลังดำเนินการผลิตสินค้าอย่างเต็มกำลัง เพราะในปัจจุบันมีการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซแห่งใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมากทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในเยอรมนีเท่านั้น บริษัท Siemens Energy กล่าวว่า “ธุรกิจเครื่องปั่นไฟฟ้าจากก๊าซกำลังเฟื่องฟูทั่วโลก”บริษัท GE Vernova รายงานว่า เครื่องปั่นไฟฟ้าที่ใช้กันมากที่สุดของบริษัท “แทบจะขายหมดเกลี้ยงไปจนถึงปี 2028” บริษัท Siemens Energy และ GE Vernova รวมถึงบริษัท Mitsubishi Power เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตเครื่องปั่นไฟฟ้าจากก๊าซชั้นนำของโลก แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมระบุว่า บริษัทเยอรมันส่วนใหญ่สั่งซื้อเครื่องปั่นไฟฟ้าค่อนข้างล่าช้า แต่ในเวลาเดียวกันบริษัทขนาดใหญ่บางแห่งก็ได้สำรองกำลังการผลิตเครื่องปั่นไฟฟ้าไว้แล้ว ยกตัวอย่างเช่นบริษัท RWE ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ได้จัดเตรียมหาซื้อเครื่องปั่นไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 2.4 กิกะวัตต์ จากผู้ผลิต Ansaldo Energia และ GE Vernova ไว้แล้ว บริษัท Uniper ผู้ผลิตอีกรายได้ตกลงที่จะซื้อเครื่องปั่นไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าก๊าซแห่งใหม่กับ Siemens Energy ประมาณ 2 กิกะวัตต์ หากประสบความสำเร็จในการประมูลโรงไฟฟ้าเหล่านี้มีกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2030 - 2031 นอกจากนี้บริษัทใหญ่อีกแห่งหนึ่งยังแจ้งกับสำนักข่าว Handelsblatt ว่า บริษัทเองก็ได้มีข้อตกลงจัดซื้อเครื่องปั่นไฟฟ้ากับผู้ผลิตในเยอรมนีสำหรับเตรียมมาติดตั้งในโรงไฟฟ้าที่วางแผนของบริษัทไว้แล้วเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การสั่งสินค้าล่าช้านั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเสมอไป ยกตัวอย่างเช่น โฆษกของโรงไฟฟ้าเมือง Mainz-Wiesbaden ให้ข้อมูลกับ Handelsblatt ว่า พวกเขาเองก็กำลังวางแผนที่จะยื่นขอขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าออกไปอีก 500 เมกะวัตต์ได้ทันที แต่ยังไม่กล้าที่จะสังกังหันผลิตไฟฟ้าเลยเนื่องจากในปัจจุบันยังขาดข้อบังคับทางกฎหมายที่มีผลผูกพัน
ปัจจัยที่ 3 ไม่ใช่ทุกคนจะประสบความสำเร็จในการประมูล
ปี 2026 รัฐบาลเยอรมนีมีแผนที่เปิดประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซไฮโดรเจนที่มีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 8 กิกะวัตต์ นอกจากนี้ ยังมีแผนจะขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 กิกะวัตต์ ในอนาคต ซึ่งจะเป็นกำลังการผลิตเพิ่มสำรองที่จะสามารถเปิดใช้งานส่งไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเครือข่ายไฟฟ้าได้ทุกเมื่อที่ต้องการ กำลังการผลิตดังกล่าวอาจมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซ หรืออาจมาจากโรงเก็บไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ก็ได้ด้วย ในส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจนอีก 2 กิกะวัตต์ จะมีการเปิดประมูลในภายหลัง หลังจากที่รัฐได้กำหนดวันเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับการเปลี่ยนผ่านการผลิตไฟฟ้าไปสู่การผลิตไฟฟ้าด้วยไฮโดรเจนอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ไฮโดรเจนที่ผลิตได้จากแหล่งพลังงานหมุนเวียนนั้นไม่สร้างผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งบริษัทผู้ผลิตพลังงานหลายแห่งมุ่งเน้นไปที่การประมูลที่วางแผนไว้สำหรับปี 2026 เป็นหลัก จากการสอบถามของ Handelsblatt กำลังการผลิตที่คาดการณ์ไว้ของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า/ผู้ผลิตพลังงานที่เปิดเผยได้อยู่รวมกันทั้งหมดเกือบ 10 กิกะวัตต์ ซึ่งเกือบจะตรงกับปริมาณที่จะเปิดประมูลใหม่ นอกจากนี้มีแนวโน้มว่า จะมีกำลังการผลิตเพิ่มเติมจากบริษัท EnBW และ Trianel อีกด้วย ซึ่งพวกเขาเองก็น่าจะเข้าร่วมการประมูลโรงไฟฟ้านี้ แต่ในปัจจุบันยังไม่พร้อมที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการของพวกเขา นอกจากนี้ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กรายอื่น ๆ อาจเสนอราคาเพื่อขอขยายกำลังการผลิตเช่นกัน แต่ตามข้อมูลในข้อตกลงใน MOU เพื่อการจัดตั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าหลายรายจึงคาดการณ์ว่า รัฐบาลน่าจะมีการเปิดประมูลกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุดที่ 20 กิกะวัตต์ อีกทั้งหากประเทศจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้ามากกว่า 12 กิกะวัตต์ตามที่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ไว้ในตอนแรก จึงแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่ความล่าช้าจะเกิดขึ้นในอนาคต
ปัจจัยที่ 4 โอกาสที่ดีสำหรับโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก
แม้ว่าการถกเถียงทางการเมืองจะดุเดือดในกรุงเบอร์ลิน ซึ่งมุ่งเน้นไปให้ความสำคัญที่โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซขนาดใหญ่เป็นหลัก แต่ปัจจุบันผู้ผลิตโรงไฟฟ้าก๊าซขนาดเล็กกำลังวางตำแหน่งตัวเองอย่างไม่รอช้า โดยโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเหล่านี้มีข้อได้เปรียบ คือ หาได้ง่ายและติดตั้งได้รวดเร็ว นอกจากนี้ระบบในโรงงานเหล่านี้ยังสามารถทำงานด้วยไฮโดรเจนทั้งหมดได้อีกด้วย ผู้ผลิตประกอบด้วยบริษัทต่าง ๆ เช่น Everllence (จนถึงเดือนมิถุนายน 2025 ชื่อว่า MAN Energy Solutions), 2G Energy, Innio Jenbacher และ Wärtsilä โดยในทั้งสองระบบ ก๊าซจะถูกเผาไหม้เพื่อสร้างพลังงาน ความแตกต่างคือ ในเครื่องปั่นไฟฟ้าก๊าซจะไหลผ่านโดยตรง ทำให้เกิดการเคลื่อนที่โดยพลังงานจะถูกแปลงเป็นการหมุน ในส่วนเครื่องยนต์ก๊าซ ก๊าซจะขับเคลื่อนลูกสูบ และเพลาข้อเหวี่ยง ซึ่งในทั้งสองกรณีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะถูกขับเคลื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า โดยเครื่องปั่นไฟฟ้าจากจาก GE Vernova และ Siemens Energy เป็นระบบที่มีความซับซ้อนสูง เครื่องจักรขนาดใหญ่ที่สุดของทั้งสองบริษัทมีกำลังการผลิตเกือบ 600 เมกะวัตต์ (MW) หรือเกือบ 0.6 กิกะวัตต์ หากสมมติว่า ในปี 2026 มีการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติที่มีกำลังการผลิตรวมกัน 8 กิกะวัตต์ ซึ่งในทางทฤษฎีเพื่อตอบสนองความต้องการนี้มีความจำเป็นต้องเริ่มใช้โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่เพียง 15 แห่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่มักใช้เวลานานหลายปีเนื่องจากขั้นตอนการวางแผน และการอนุมัติที่ยุ่งยาก ซึ่งจุดนี้เองคือ จุดที่เครื่องปันไฟฟ้าจากเครื่องยนต์ก๊าซเข้ามามีบทบาทเป็นทางเลือก นาย Ingbert Liebing ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสมาคมวิสาหกิจเทศบาล (VKU - Verband kommunaler Unternehmen e.V.) กล่าวว่า “เมื่อกรอบเวลาค่อนข้างจำกัด รัฐจึงต้องพิจารณาทุกทางเลือกที่เป็นไปได้ เครื่องยนต์ก๊าซขนาดเล็กกว่าจะหาได้เร็วกว่า และสามารถใช้ไฮโดรเจนในการทำงานได้แล้วอีกด้วย”แต่สำหรับเครื่องปั่นไฟฟ้าจากก๊าซขนาดใหญ่หลาย ๆ รุ่นนั้นไม่สามารถใช่งานไฮโดรเจนในฐานะเชื่อเพลิงได้ สมาคม VKU เป็นตัวแทนของหน่วยงานด้านสาธารณูปโภคของเทศบาลและแหล่งชุมชนต่าง ๆ หน่วยงานเหล่านี้ได้ใช้เครื่องยนต์ก๊าซในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (CHP - Combined Heat and Power) มาหลายทศวรรษแล้ว โดย CHP ผสมผสานการผลิตไฟฟ้าเข้ากับการนำความร้อนส่วนเกินที่เกิดขึ้นในระบบทำความร้อนในเขตเมืองมาใช้ และมีประสิทธิภาพสูง โดยมีอัตราการใช้เชื้อเพลิงได้มีประสิทธิภาพสูงถึง 90% โดยโรงไฟฟ้าเหล่านี้สามารถจัดส่งในรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์ มีกำลังการผลิตเริ่มต้นต่ำกว่าหนึ่งเมกะวัตต์ และสามารถขยายแบบเพิ่มสัดส่วนได้ตามต้องการสูงสุดถึงสามหลักเมกะวัตต์ แหล่งข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมระบุว่า ในเยอรมนีผู้ผลิตมีกำลังการผลิตโรงงาน CHP ได้สูงถึง 6 กิกะวัตต์ต่อปีโดยประมาณ จากมุมมองของผู้ผลิตโรงไฟฟ้าสิ่งสำคัญอย่างยิ่งก็คือ เงื่อนไขการประมูลในกลยุทธ์โรงไฟฟ้านั้นควรจะต้องคำนึงถึงโรงไฟฟ้าขนาดเล็กด้วย นาย Pablo Hofelich ซีอีโอของ 2G Energy กล่าวว่า “การอนุญาตให้เข้าร่วมประมูลสร้างโรงไฟฟ้าต้องอนุญาตให้มีการประมูลโรงไฟฟ้าตั้งแต่ขนาดสองเมกะวัตต์ขึ้นไป เพื่อให้ผู้ผลิตพลังงานรายย่อย และหน่วยงานด้านสาธารณูปโภคในระดับเทศบาลที่มีศักยภาพ และมีกระบวนการตัดสินใจที่รวดเร็วสามารถได้รับการพิจารณาร่วมด้วย” นอกจากนี้นาย Hofelich ยังชี้ให้เห็นถึงระยะเวลาในการเริ่มปฏิบัติดำเนินการใช้โรงงาน CHP นั้นสั้นมาก ตั้งแต่การวางแผนจนถึงการทดสอบเดินเครื่องใช้เวลาหกถึงสิบสองเดือนเท่านั้น นาย Liebing ซีอีโอของ VKU สนับสนุนให้มีการเข้าร่วมประมูลโรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตเริ่มต้นเพียงหนึ่งเมกะวัตต์ด้วยซ้ำ เขาชี้ให้เห็นถึงประโยชน์สองประการของโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเหล่านี้ นั่นคือ (1) “โรงไฟฟ้าเหล่านี้มีส่วนช่วยอย่างมากในกลยุทธ์โรงไฟฟ้าของรัฐ และ ในขณะเดียวกันก็มีส่วนช่วย (2) ในการเปลี่ยนผ่านด้านการทำความร้อน (เยอรมัน: Wärmewende / อังกฤษ: energy transition in heatin)” ให้ดำเนินไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
จาก Handelsblatt 19 ธันวาคม 2568