fb
เทรนด์ยาลดน้ำหนักกำลังเปลี่ยนโลกการกินของผู้บริโภคในสหรัฐฯ

เทรนด์ยาลดน้ำหนักกำลังเปลี่ยนโลกการกินของผู้บริโภคในสหรัฐฯ

โดย
Kamonwan
ลงเมื่อ 17 เมษายน 2569 21:00
สคต. ณ นครนิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา) (TTC, New York (USA))
3

ปัจจุบันยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP1 กำลังมีบทบาทสำคัญและส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา และคาดว่าจำนวนผู้ใช้น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากราว 10 ล้านคนในปี 2026 เป็นมากกว่า 30 ล้านคนภายในปี 2030 ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหารอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจาก CNBC ระบุว่า ผู้บริโภคที่ใช้ยาลดน้ำหนักส่วนใหญ่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อาทิ อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ อาหารและเครื่องดื่มปราศจากน้ำตาล อาหารที่มีโปรตีนสูงและอาหารที่มีใยอาหารสูง แทนการบริโภคขนมขบเคี้ยวที่มีแคลอรีสูงเช่นในอดีต

นอกจากนี้ พฤติกรรมการบริโภคนอกบ้านได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน โดยผู้บริโภคที่ใช้ยาลดน้ำหนักส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะลดความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้าน รวมถึงลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นความท้าทายกับธุรกิจอาหารและร้านอาหารทำให้ธุรกิจกิจดังกล่าวต้องเร่งการปรับตัว หลายบริษัทเริ่มพัฒนาเมนูที่เน้นโปรตีนและใยอาหารในปริมาณสูง ควบคู่กับการปรับขนาดเสิร์ฟให้เหมาะสมและสร้างภาพลักษณ์อาหารเพื่อสุขภาพ ตลอดจนสื่อสารการตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่ใช้ยาลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัทอาหารรายใหญ่เริ่มปรับตัวอย่างชัดเจนเพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีการพัฒนาสินค้าใหม่หลากหลายรูปแบบ เช่น การเพิ่มปริมาณโปรตีนในขนมขบเคี้ยว การพัฒนาเครื่องดื่มที่ช่วยเสริมความชุ่มชื้นให้ร่างกาย ตลอดจนการออกเมนูในขนาดที่เล็กลง ขณะเดียวกัน ร้านอาหารหลายแห่งก็เริ่มนำเสนอเมนูปริมาณน้อยในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้นเพื่อรองรับกลุ่มผู้บริโภคที่รับประทานอาหารลดลง นอกจากนี้ ยังมีการสร้างแบรนด์อาหารเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก โดยเน้นคุณค่าทางโภชนาการเป็นสำคัญ อาทิ อาหารที่มีโปรตีนสูงและไฟเบอร์สูง รวมถึงการขยายผลิตภัณฑ์ไปสู่กลุ่มเครื่องดื่ม เช่น โปรตีนเชค อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังมีความผันผวน เนื่องจากบางรายอาจหยุดใช้ยาลดน้ำหนักจากปัจจัยด้านราคา ผลข้างเคียง หรือเมื่อสามารถบรรลุเป้าหมายด้านน้ำหนักแล้ว โดยภายหลังการหยุดยา ผู้บริโภคมักยังคงพฤติกรรมการบริโภคแบบเดิมในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะค่อยกลับมารับประทานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รูปแบบการบริโภคมีลักษณะเป็นวัฏจักร ในอนาคตการพัฒนายาลดน้ำหนักในรูปแบบรับประทานมีแนวโน้มจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้เนื่องจากลดข้อกังวลเกี่ยวกับการฉีดยา และอาจเร่งให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคขยายตัวในวงกว้างมากยิ่งขึ้นข้อมูลผู้ใช้ยาลดน้ำหนักในสหรัฐฯ โดยกลุ่มเป้าหมายหลักพบมากที่สุดในกลุ่มอายุ 50-64 ปี (ประมาณ 22% ของกลุ่มนี้ใช้ยาอยู่) และผู้หญิงมีอัตราการใช้สูงกว่าผู้ชายที่ 15% ต่อ 9% ทั้งนี้ บริษัท Morgan Stanley ได้มีการคาดการณ์ว่าจะมีผู้ใช้ยานี้ถึง 55 ล้านคนในปี 2035 หรือ 15% ของประชากรสหรัฐฯ

         กลุ่มสินค้าอาหารที่คาดว่าจะได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ได้แก่ อาหารเสริมโปรตีน อาหารและเครื่องดื่มที่มีใยอาหารสูง อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ เครื่องดื่มปราศจากน้ำตาลที่ผสมเกลือแร่เพื่อเพิ่มความสดชื่น ตลอดจนขนมที่ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้

         ตลาดอาหารโปรตีนสูงกำลังเติบโตอย่างโดดเด่นในสหรัฐอเมริกา โดยข้อมูลจาก Hype Park Capital ระบุว่า ในปี 2025 ตลาดอาหารโปรตีนเสริมมีมูลค่าประมาณ 56,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ข้อมูลจาก Market Research ชี้ให้เห็นว่า ตลาดของว่างโปรตีน (protein snacks) มีมูลค่าราว 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าโปรตีนได้กลายเป็นแนวทางการบริโภคหลัก (mainstream diet) ของผู้บริโภคทั่วไป ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มผู้รักสุขภาพหรือสายออกกำลังกายอีกต่อไป เทรนด์ตลาดของกินเล่นโปรตีนสูงในสหรัฐฯ มีความหลากหลายและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยสินค้าที่ครองสัดส่วนมากที่สุดคือโปรตีนบาร์ ซึ่งได้รับความนิยมจากความสะดวกในการพกพาและสามารถใช้ทดแทนมื้ออาหารได้ ขณะที่เครื่องดื่มโปรตีนแบบพร้อมดื่มและโปรตีนเชคก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยพัฒนาให้มีรสชาติที่ดื่มง่ายขึ้นและมีการเสริมสารอาหารอื่น เช่น ไฟเบอร์ วิตามินและอิเล็กโทรไลต์ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ นอกจากนี้ สินค้าขนมทั่วไปยังถูกปรับสูตรให้มีโปรตีนสูงมากขึ้น เช่น คุกกี้ ชิปส์และซีเรียล สะท้อนเทรนด์ “protein in everything” ที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถรับโปรตีนได้ในทุกช่วงเวลา ในอีกด้านหนึ่ง ของกินเล่นที่มาจากเนื้อสัตว์ เช่น เจอร์กีและเนื้ออบแห้ง ยังคงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคที่มองหาโปรตีนสูงและคาร์โบไฮเดรตต่ำ ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์จากนม เช่น กรีกโยเกิร์ตและชีสขนาดพกพา เติบโตจากจุดเด่นด้านโปรตีนสูงและมีโพรไบโอติกที่ดีต่อสุขภาพลำไส้ พร้อมกันนี้ ของกินเล่นโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วอบกรอบหรือขนมจากโปรตีนถั่วลันเตา ก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วตามกระแสการบริโภคแบบ plant-based และความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม โดยภาพรวมแล้ว ตลาดของกินเล่นโปรตีนสูงในสหรัฐฯ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผลิตภัณฑ์สำหรับนักกีฬาอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการบริโภคในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทุกกลุ่ม

image.png

   

 

ตลาดอาหารที่มีการใยสูง ในปี 2025 ตลาดอาหารที่มีกากใยสูง (high-fiber food) ในสหรัฐอเมริกามีการกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องตามกระแสรักสุขภาพและการดูแลระบบทางเดินอาหารของผู้บริโภค ยังไม่มีตัวเลขของมูลค่าการตลาดที่ชัดเจนในสหรัฐฯ อาหารกลุ่มนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเฉพาะทางอีกต่อไป แต่ได้ถูกผสานเข้าไปในอาหารและขนมทั่วไปในชีวิตประจำวันอย่างกว้างขวาง โดยสินค้าที่มีสัดส่วนสำคัญในตลาด ได้แก่ ซีเรียลและอาหารเช้าที่มีกากใยสูง ขนมขบเคี้ยวที่เสริมไฟเบอร์ ขนมปังโฮลเกรน รวมถึงเครื่องดื่มและอาหารเสริมที่มีการเพิ่มไฟเบอร์ เช่น อินนูลินและพรีไบโอติก นอกจากนี้ เทรนด์สำคัญในปี 2025 คือการที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “ไฟเบอร์เพื่อสุขภาพลำไส้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ผสมไฟเบอร์กับโปรตีนหรือสารอาหารฟังก์ชันอื่น ๆ เพื่อเพิ่มคุณประโยชน์ในหนึ่งผลิตภัณฑ์เดียว ส่งผลให้ตลาดไฟเบอร์ไม่เพียงเติบโตในเชิงปริมาณ แต่ยังขยายไปสู่สินค้าแบบ multi-functional ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สุขภาพยุคใหม่อย่างชัดเจน

 

image.png

ตลาดอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ จากข้อมูลของ Talent Mosaic แสดงให้เห็นว่าตลาดอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำในสหรัฐอเมริกาปี 2025 เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่เติบโตต่อเนื่องและกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาหารเพื่อสุขภาพในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค โดยรวมแล้วมีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยครอบคลุมถึงสินค้า เช่น อาหารคีโตอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำทั่วไปอาหารทดแทนน้ำตาลและแป้ง รวมถึงอาหารทางเลือกที่เน้นลดคาร์บและเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งการเติบโตของตลาดนี้ได้รับอิทธิพลมาจากกระแสรักสุขภาพ การควบคุมน้ำหนักและความกังวลเรื่องโรคอ้วนและเบาหวาน ทำให้ผู้บริโภคหันมาเลือกอาหารที่มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตต่ำมากขึ้น อีกทั้งผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ยังเข้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ขนมขบเคี้ยวคีโต อาหารพร้อมทานและผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ส่งผลให้ตลาดนี้ไม่ใช่เพียงกลุ่มเฉพาะอีกต่อไป แต่กลายเป็นตลาดหลักของสินค้าอาหารเพื่อสุขภาพในสหรัฐฯ ไปแล้ว

image.png

ตลาดอาหารและเครื่องดื่มปราศจากน้ำตาลในสหรัฐอเมริกาปี 2025 ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และได้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในปัจจุบัน ข้อมูลจาก Reanin ระบุว่าตลาดอาหารและเครื่องดื่มปราศจากน้ำตาลในอเมริกาเหนือ ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดหลัก มีมูลค่าสูงสุดในระดับโลก โดยในปี 2025 มีมูลค่ารวมประมาณ 71,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนถึงการยอมรับอย่างกว้างขวางของผู้บริโภคในทุกกลุ่ม ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก Mordor Intelligence ระบุว่าเฉพาะตลาดเครื่องดื่มปราศจากน้ำตาลมีมูลค่าประมาณ 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีเดียวกัน ซึ่งถือเป็นกลุ่มสำคัญที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดโดยรวม และสะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและการลดการบริโภคน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง

ในโครงสร้างตลาดอาหารและเครื่องดื่มปราศจากน้ำตาล กลุ่มเครื่องดื่มถือเป็นหมวดที่มีสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดในตลาดผลิตภัณฑ์ไร้น้ำตาล (sugar-free) โดยคิดเป็นประมาณ 38% ของตลาดทั้งหมดในปี 2025 สาเหตุสำคัญมาจากผู้ผลิตรายใหญ่เร่งปรับสูตรสินค้าไปสู่แนวทาง “zero sugar” เพื่อตอบสนองทั้งมาตรการด้านสุขภาพและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการลดน้ำตาลอย่างจริงจังในสหรัฐอเมริกา ผู้บริโภคสหรัฐฯ ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมควบคุมการบริโภคน้ำตาล ส่งผลให้สินค้าในกลุ่มน้ำอัดลม เครื่องดื่มให้พลังงานและน้ำแต่งรสเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสามารถครองพื้นที่สำคัญในช่องทางค้าปลีกได้อย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ตลาดยังได้มีการพัฒนาไปสู่แนวคิด “functional sugar-free” มากขึ้น โดยเครื่องดื่มไม่ได้มีเพียงจุดเด่นเรื่องการไม่มีน้ำตาลเท่านั้น แต่ยังถูกพัฒนาให้มีคุณสมบัติเพิ่มเติม เช่น การให้พลังงาน การเสริมวิตามินหรือการสนับสนุนสุขภาพลำไส้ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาคุณค่าทางโภชนาการที่หลากหลายมากขึ้นในเครื่องดื่มหนึ่งขวด

รองลงมาคือกลุ่มขนมหวาน ซึ่งรวมถึงช็อกโกแลต ลูกอมและหมากฝรั่งแบบไม่มีน้ำตาล โดยเติบโตจากการพัฒนา sweetener รุ่นใหม่ที่ช่วยให้รสชาติใกล้เคียงน้ำตาลจริงมากขึ้น ตามด้วยกลุ่มเบเกอรี่ เช่น ขนมปัง คุกกี้ และเค้กสูตร low-carb หรือ keto-friendly รวมถึงกลุ่มของกินเล่นที่มีสินค้าอย่างโปรตีนบาร์ กราโนลาบาร์และขนมเพื่อสุขภาพเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอื่น ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์นม อาหารแช่แข็งและซอสหรือเครื่องปรุง ซึ่งรวมกันเป็นสัดส่วนที่เหลือของตลาด โดยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการพัฒนาไปสู่ “functional sugar-free food” ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการลดน้ำตาล แต่ยังเสริมคุณค่าทางโภชนาการ เช่น โปรตีนหรือไฟเบอร์เพิ่มเติม เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างครบถ้วนมากขึ้น 

image.png

ข้อคิดเห็นของสคต. นิวยอร์ก

1. ภายใต้เทรนด์ของผู้บริโภคที่ได้รับอิทธิพลจากกระแสรักสุขภาพและการใช้ยาลดน้ำหนัก ส่งผลทำให้พฤติกรรมการบริโภคมีการเปลี่ยนไปสู่การบริโภคที่เน้นอิ่มน้อยแต่คุณภาพสูง จึงทำให้อาหารไม่ได้แข่งขันกันแค่รสชาติหรือความอิ่มเท่านั้น แต่ต้องตอบโจทย์ด้านสุขภาพเฉพาะทางมากขึ้น และน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้สินค้าไทยสามารถเข้าสู่ตลาด healthy Asian functional food ได้มากขึ้น  

2. สินค้าไทยที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เช่น ข้าว มะพร้าว ถั่วและพืชท้องถิ่นอื่นๆ สามารถต่อยอดเป็นสินค้าเชิงนวัตกรรม เช่น โปรตีนบาร์รสผลไม้ไทย เครื่องดื่มโปรตีนจากกะทิ เครื่องดื่มสมุนไพรไทยในรูปแบบ zero sugar เครื่องดื่มสมุนไพรเพิ่มโพรไบโอติกและชาไทยสูตรไม่มีน้ำตาล เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในยุคปัจจุบัน

3. สินค้าในกลุ่มบุก เช่น ข้าวบุก เครื่อมดื่มผสมบุกหรือเส้นบุก ล้วนมีคุณสมบัติแคลอรีต่ำ คาร์โบไฮเดรตต่ำและช่วยให้อิ่มนาน เหมาะกับทั้งกลุ่ม keto และ low-carb โดยสามารถต่อยอดในตลาดสหรัฐฯ ได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ใช้เป็นทางเลือกแทนข้าวในมื้ออาหารสุขภาพ การพัฒนาเป็น ready to eat meal หรือ microwaveable product รวมถึงการนำไปใช้ใน meal kit หรือร้านอาหารสุขภาพและ cloud kitchen เช่น “Thai healthy bowl” ที่ใช้ข้าวบุกเป็นฐานของเมนูก็น่าจะเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเป็นที่ยอมรับและต้องการของตลาดได้มากขึ้นและเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทยในหมวดดังกล่าวอีกด้วย

4. การเข้าสู่ตลาด สินค้าไทยสามารถเริ่มจากร้านค้าเพื่อสุขภาพและสินค้าธรรมชาติ เช่น Whole Foods หรือ Trader Joe’s ซึ่งเหมาะกับสินค้ากลุ่ม functional และ organic ควบคู่กับการใช้ช่องทางออนไลน์อย่าง Amazon และ TikTok Shop เพื่อทดสอบตลาดและสร้างแบรนด์โดยตรง รวมถึงการเข้าสู่ธุรกิจร้านอาหารสุขภาพและเมนูเฉพาะทาง GLPfriendly และการผลิตแบบ private label หรือ OEM ให้แบรนด์ในสหรัฐฯ เพื่อใช้จุดแข็งด้านต้นทุนและความยืดหยุ่นของผู้ผลิตไทย

 

แหล่งที่มาของข้อมูล: สคต. นิวยอร์ก และ www.cnbc.com/ www.hydeparkcapital.com/Talent Mosaic/ https://www.reanin.com/ https://www.mordorintelligence.com/

Share :
Instagram