
สหรัฐอเมริกาปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากฟิลิปปินส์เป็นร้อยละ 12.5 หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี Donald J. Trump ระบุว่า ฟิลิปปินส์ยังไม่สามารถดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (Office of the US Trade Representative: USTR) ระบุว่า สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากฟิลิปปินส์ที่ร้อยละ 12.5 ตามคำสั่งของประธานาธิบดี Donald J. Trump โดยก่อนหน้านี้ USTR ได้สอบสวนฟิลิปปินส์ร่วมกับประเทศคู่ค้ารายใหญ่ 60 อันดับแรกของสหรัฐฯ เพื่อดำเนินการกับสินค้านำเข้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าส่งผลกระทบต่อการค้าของประเทศ โดย USTR ระบุในรายงานผลการสอบสวนว่า ฟิลิปปินส์ยังไม่สามารถกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนอกจากฟิลิปปินส์แล้ว ยังมีอีก 40 ประเทศและเขตเศรษฐกิจที่ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 12.5 อย่างไรก็ตาม สินค้าบางประเภทจะได้รับการยกเว้นจากภาษีดังกล่าว ได้แก่ สินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้ในปริมาณที่เพียงพอหรือในราคาที่เหมาะสม รวมถึงสินค้าที่การเรียกเก็บภาษีอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยสินค้าจากฟิลิปปินส์ที่ได้รับการยกเว้นจากภาษีร้อยละ 12.5 ครอบคลุมสินค้าส่งออกสำคัญส่วนใหญ่ของประเทศไปยังสหรัฐฯ รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ ยังได้รับการยกเว้นสำหรับสินค้าเกษตรต่างๆ เช่น มะพร้าว สับปะรด และกล้วย รวมถึงสินแร่ เช่น แร่นิกเกิลและแร่นิกเกิลเข้มข้น ซึ่งสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ โดยในปี 2568 ฟิลิปปินส์ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มีมูลค่า 13.46 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นร้อยละ 15.9 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ทั้งนี้ สินค้าส่งออกของฟิลิปปินส์ไปยังสหรัฐฯ ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 10 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่าการบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ของรัฐบาล Donald J. Trump ก่อนหน้านี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยอัตราภาษีดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 หลังมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 150 วัน และถูกแทนที่ด้วยมาตรการอัตราภาษีใหม่ที่เชื่อมโยงกับประเด็นแรงงานบังคับ
นาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR Ambassador) เสริมว่า สหรัฐฯ มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับมานานเกือบหนึ่งศตวรรษและบังคับใช้มาตรการดังกล่าวอย่างเข้มงวด พร้อมเรียกร้องให้ประเทศคู่ค้าดำเนินมาตรการในลักษณะเดียวกัน นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวจะเริ่มแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องทั้งกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและแนวปฏิบัติทางการค้าที่บิดเบือนตลาดเพื่อส่งเสริมสวัสดิการและความเป็นอยู่ของแรงงานทั่วโลก
นาง Cristina Roque รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมฟิลิปปินส์ (Trade Secretary) กล่าวว่า รัฐบาลจะยังคงดำเนินการหารือกับทางสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าฟิลิปปินส์มีนโยบายที่ชัดเจนในการต่อต้านการใช้แรงงานบังคับ นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์จะยังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ โดยเฉพาะการสร้างหลักประกันว่าการค้าระหว่างสองประเทศมีความต่อเนื่อง ยืดหยุ่น และมีเสถียรภาพ โดยเสริมว่า ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสินค้าที่ส่งออกของฟิลิปปินส์ไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และสินค้าเกษตรที่สำคัญ มีส่วนช่วยสนับสนุนเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ
นาย Donald Lim ประธานสมาคมการบริหารจัดการแห่งฟิลิปปินส์ (Management Association of the Philippines: MAP) กล่าวว่า ภาคเอกชนมีความกังวลต่อการบังคับใช้อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อัตราใหม่ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกของประเทศ โดยเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งประสานงานกับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อแก้ไขข้อกังวลเกี่ยวกับนโยบายการค้าของฟิลิปปินส์ในประเด็นการใช้แรงงานบังคับ ขณะเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวควรเป็นแรงผลักดันให้ฟิลิปปินส์เร่งเพิ่มความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน ยกระดับมาตรฐานแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและเร่งดำเนินการปฏิรูปเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกของประเทศ นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ควรเดินหน้ากระจายตลาดส่งออกอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจและเพิ่มความสามารถในการรับมือกับผลกระทบจากความผันผวนทางการค้าระหว่างประเทศ
นาง Elizabeth Lee ประธานสภาอุตสาหกรรมฟิลิปปินส์ (Federation of Philippine Industries: FPI) ระบุว่า หากฟิลิปปินส์สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของสหรัฐฯ ได้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ สหรัฐฯ อาจพิจารณาปรับลดอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากฟิลิปปินส์ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 10 โดยหากยังคงใช้หลักเกณฑ์การยกเว้นสินค้าเช่นเดียวกัน ฟิลิปปินส์จำเป็นต้องเร่งปรับกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของสหรัฐฯ
นาย Kevin Kim เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอาเซียน กล่าวว่าการเรียกเก็บภาษีอัตราใหม่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการส่งเสริมการค้าที่เป็นธรรมและสมดุลกับประเทศคู่ค้า พร้อมระบุว่า การรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าที่มีความหมายและยั่งยืนในระยะยาว ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องร่วมกันแก้ไขความไม่สมดุลทางการค้าที่มีอยู่
โดยหน่วยงานภาครัฐ 3 แห่งของฟิลิปปินส์ได้ประกาศจัดตั้งคณะกรรมการระหว่างหน่วยงาน (Interagency Committee) เพื่อสอบสวนการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ โดยคณะกรรมการดังกล่าวประกอบด้วย กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมฟิลิปปินส์ (Department of Trade and Industry: DTI) เป็นหน่วยงานหลัก โดยมีกระทรวงแรงงานและการจ้างงาน (Department of Labor and Employment: DOLE) ทำหน้าที่รองประธาน และกระทรวงการคลัง (Department of Finance: DOF) เป็นสมาชิก ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ โดยผลการสอบสวนของคณะกรรมการจะนำไปใช้ประกอบการดำเนินการเกี่ยวกับสินค้าที่นำเข้าและผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ ทั้งนี้ สำนักงานศุลกากรฟิลิปปินส์ (Bureau of Customs: BOC) จะนำผลการสอบสวนและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการไปดำเนินการ โดยอาจออกมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าผลิตขึ้นทั้งหมดหรือบางส่วนโดยใช้แรงงานบังคับ ขณะที่ก่อนหน้านี้ ฟิลิปปินส์คาดหวังว่าจะได้รับอัตราภาษีที่เอื้อประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากเริ่มปรับนโยบายเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับให้สอดคล้องกับแนวทางของสหรัฐฯ
ที่มา: หนังสือพิมพ์ Manila Bulletin
บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็นการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากฟิลิปปินส์ในอัตราร้อยละการที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากฟิลิปปินส์ในอัตราร้อยละ 12.5 จากประเด็นการใช้แรงงานบังคับ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของฟิลิปปินส์ เนื่องจากสหรัฐฯ เห็นว่าฟิลิปปินส์ยังไม่สามารถกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกสำคัญของฟิลิปปินส์หลายรายการ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ มะพร้าว สับปะรด และกล้วย ได้รับการยกเว้นจากภาษีดังกล่าว ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อภาคการส่งออกของฟิลิปปินส์ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกัน รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้จัดตั้งคณะกรรมการระหว่างหน่วยงานเพื่อสอบสวนสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ และปรับนโยบายให้สอดคล้องกับแนวทางของสหรัฐฯ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มโอกาสให้ฟิลิปปินส์ได้รับการพิจารณาปรับลดอัตราภาษีลงมาอยู่ที่ร้อยละ 10 ในอนาคต ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ โดยในปี 2568 ฟิลิปปินส์ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มูลค่า 13.46 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 15.9 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯจึงอาจส่งผลต่อทิศทางการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าฟิลิปปินส์ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากไทยได้รับผลกระทบจากมาตรดังกล่าวของสหรัฐฯ เช่นเดียวกันเพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้า พร้อมทั้งติดตามโอกาสในการขยายตลาดและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้า
--------------------------------------