
คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป (EU) กำลังให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเยอรมนีในโครงการที่เกี่ยวข้องกับนโยบายอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดโครงการหนึ่ง ซึ่งสามารถมองเห็นได้ชัดจากร่างกฎหมายฉบับใหม่ของ “กฎหมายเร่งรัดการพัฒนาอุตสาหกรรม (IAA – Industrial Accelerator Act)” ที่สำนักข่าว Handelsblatt ได้รับมาฉบับล่าสุด ด้วยมาตรการเหล่านี้ คณะกรรมาธิการ EU ตั้งเป้าที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคอุตสาหกรรมของ EU อย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่า ภายในปี 2035 ภาคอุตสาหกรรมฯ จะมีสัดส่วนคิดเป็น 20% ของ GDP ของยุโรป หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 14% อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับร่างกฎหมายฉบับก่อนหน้านี้ เรียกได้ว่า EU ดำเนินการอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยในร่างกฎหมายฉบับก่อนได้กำหนดเป้าหมายไว้ที่ปี 2030 หรือขยายเวลาออกไป 5 ปีนั่นเอง
ในการที่จะรักษากำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและสร้างศักยภาพที่สำคัญ คณะกรรมาธิการ EU ตั้งใจที่จะสร้างตลาดนำ (lead market) ในภาคส่วนอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์โดยเชื่อมโยงเงินอุดหนุนจากภาครัฐกับกำลังการผลิตในยุโรปเข้าด้วยกัน ขณะเดียวกันก็จะใช้ข้อกำหนดทั่วไปกับบริษัทต่างชาติในภาคส่วนอุตสาหกรรมที่สำคัญของ EU โดยกำหนดว่า มูลค่าเพิ่ม (Value added) ที่สำคัญในภาคอุตสาหกรรมนั้นๆ จะต้องเกิดขึ้นในยุโรปเท่านั้น โดยทั่วไปแล้วผู้นำในกรุงบรัสเซลส์ และเบอร์ลินต่างก็เห็นพ้องต้องกันในเชิงนโยบายการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมยุโรปผ่านมาตรการดังกล่าว ซึ่งร่างข้อเสนอฉบับแรกจากคณะกรรมาธิการ EU ได้มีการเผยแพร่เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเยอรมนีได้ทบทวนอีกครั้งและเห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวเข้มงวดเกินไป ขณะนี้คณะกรรมาธิการฯ จึงได้ปรับเปลี่ยนในร่างฉบับแก้ไขตามความเห็นของเยอรมนีบ้างแล้ว
ร่างกฎหมายที่ชื่อว่า “Industrial Accelerator Act” ฉบับปัจจุบันระบุว่า บริษัทอุตสาหกรรมจากประเทศพันธมิตรสามารถถือว่าเป็นผู้ผลิตในสหภาพยุโรปได้ หมายความว่า/ยกตัวอย่างเช่น หากมีการใช้ชิ้นส่วนจากแคนาดา (พันธมิตร) ก็จะสอดคล้องกับระเบียบ “ซื้อยุโรป” และจะไม่ทำให้แคนาดาถูกตัดสิทธิ์ จากการได้รับเงินอุดหนุน หรือถูกตัดสิทธิ์ด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทั้งนี้ บรัสเซลส์จะเป็นผู้กำหนดอย่างชัดเจนว่า ประเทศใดบ้างที่สามารถเรียกตัวเองว่า “เป็นประเทศพันธมิตร” และกฎหมายฯ ยังระบุว่า เงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวนั้นยังรวมถึงการมีพันธกรณีระหว่างประเทศ (International Obligations) ระหว่าง EU กับประเทศที่ 3 อีกทั้งการปฏิบัติต่อประเทศเหล่านั้นอย่างเท่าเทียมกันจะต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทใดๆ ในยุโรปอีกด้วย โดยเยอรมนีได้ออกมายืนกรานเป็นพิเศษว่า ประเทศภาคีอื่นๆ ที่เพิ่งเป็นภาคีในข้อตกลงการค้าล่าสุด ได้แก่ อินเดีย และกลุ่มตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง (Southern Common Market) ซึ่งโดยทั่วไปรู้จักกันในชื่อ Mercosur ไม่ควรถูกกีดกันออกไป แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีข่าวเล็ดรอดออกมาหรือการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว
ข่าวดีสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ – นอกจากนี้ ร่างกฎหมาย Industrial Accelerator Act ยังรวมถึงมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นพิเศษด้วย โดยในร่างกฎหมายฯ กล่าวถึง กฎหมายที่ระบุเป้าหมายการจำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ของผู้ผลิตยานพาหนะใน EU โดยคำนวณตามจำนวนยานพาหนะที่ผลิตต่อปี (เยอรมัน: Flottengrenzwert, CO2 emission performance standards for cars and vans) อย่างไรก็ดี จะมีการนำ “เครดิตพิเศษ” มาใช้กับรถยนต์ที่ผลิตในยุโรป หรือ “Made in Europe” ซึ่งจะทำให้รถยนต์เหล่านี้ได้รับผลลัพธ์เชิงบวกต่อค่าความสมดุล CO2 ของผู้ผลิตมากขึ้น และจะส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ สามารถรอดพ้นจากค่าปรับได้หลายพันล้านยูโรเลยทีเดียว โดยข้อเสนอนี้ได้รับการผลักดันโดยรัฐบาลเยอรมันเป็นหลัก ในเดือนธันวาคม คณะกรรมาธิการ EU เพิ่งจะยกเลิกกำหนดเส้นตายสำหรับ การเลิกใช้เครื่องยนต์สันดาปปี 2035 ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์เชื่อว่า การผ่อนปรนด้านกฎระเบียบยังไม่เพียงพอ ขณะเดียวกันในบทความที่ตีพิมพ์อยู่ในหนังสือพิมพ์ธุรกิจชั้นนำ อย่าง Handelsblatt และหนังสือพิมพ์อื่นๆ ระบุว่าบริษัท Volkswagen และ Stellantis เรียกร้องให้มีการให้โบนัสกับผลิตภัณฑ์ “Made in Europe” ด้วย
การตรวจสอบโควตาผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง – ประเด็นสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ EU ไม่ยอมผ่อนปรนข้อตกลงด้านโควตาฯ ตามที่เยอรมนีต้องการ โดยในร่างกฎหมายฯ มีข้อกำหนดว่า วัตถุดิบในผลิตภัณฑ์จากบริษัทต่างชาติ อย่างน้อย 50% จะต้องมีแหล่งกำเนิดในยุโรป หากต้องการวางจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรป ซึ่งข้อกำหนดนี้ยังคงเป็นไปตามร่างกฎหมายเดิมอย่างเคร่งครัด แต่ว่าข้อกำหนดฯ ก็อาจได้รับการผ่อนปรนได้ ในกรณีที่ข้อกำหนดดังกล่าวทำให้ต้นทุนของบริษัทสูงเกินไป นอกจากนี้ ในแถลงการณ์เกี่ยวกับร่างกฎหมายฯ ฉบับแรก รัฐบาลเยอรมนีระบุว่า ข้อกำหนด “ซื้อยุโรป” ไม่ควรเป็นกฎทั่วไป แต่ควรเป็น “ข้อยกเว้น” การใช้งานควรเป็นการระบุในแบบ “จำกัดไว้เฉพาะกับเทคโนโลยีที่สำคัญ และเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ อีกทั้งควรมีการจำกัดระยะเวลาอย่างชัดเจน”
ภาระผูกพันในการร่วมทุน (Joint Venture) – แนวคิดของคณะกรรมาธิการ EU ในการนำข้อกำหนดการร่วมทุน (Joint Venture) มาใช้ในภาคส่วนอุตสาหกรรมที่สำคัญเชิงกลยุทธ์ภายในสหภาพยุโรป ซึ่งคล้ายคลึงกับแนวทางของรัฐบาลจีน อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งได้ อย่างเช่น ในโรงงานผลิตแบตเตอรี่โรงใหม่ หรือโครงการสกัด/แปรรูปวัตถุดิบสำคัญในยุโรป นักลงทุนต่างชาติจะถูกจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นสูงสุดที่ 49% โดยมีเงื่อนไขว่าประเทศต้นกำเนิดของนักลงทุนต่างชาติจะต้องมีสัดส่วนการผลิตวัตถุดิบนั้นๆ ทั่วโลกมากกว่า 40% โดยข้อกำหนดนี้ยังรวมอยู่ในร่างกฎหมายฉบับใหม่ด้วย ทั้งนี้ แถลงการณ์ของรัฐบาลเยอรมนีระบุว่า เยอรมนีปฏิเสธกฎระเบียบที่จำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในบริษัทในยุโรปอย่างสิ้นเชิง และในการประชุมสุดยอดด้านการแข่งขันของสหภาพยุโรปที่ผ่านมา ผู้นำรัฐบาลของประเทศสมาชิก EU ได้หารือถึงมาตรการต่างๆ เพื่อปรับปรุงการใช้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมของยุโรป ตลอดจนเตรียมความพร้อมรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงจากจีนและจากสหรัฐอเมริกาให้ดียิ่งขึ้น
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value added) ในยุโรปได้สูญหายไปมากขึ้นเรื่อยๆ และภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม สหภาพยุโรปจึงออกมาเตือนว่า “หากปราศจากนโยบายอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ ครอบครุม มีประสิทธิภาพ และเป็นรูปธรรม เศรษฐกิจของยุโรปก็จะต้องล่มสลาย และยุโรปจะกลายเป็นเพียงสนามแข่งขันสำหรับคู่แข่งเท่านั้น” ทางด้านนาง Sabine Nallinger สมาชิกคณะกรรมการมูลนิธิสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจ (Stiftung Klima-Wirtschaft) เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเปิดทางให้กับยุโรป โดยกล่าวว่า “นาย Friedrich Merz ควรสนับสนุนร่างกฎหมายของ EU ฉบับนี้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” บริษัทในยุโรปต้องได้รับการคุ้มครองจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งร่างกฎหมายฉบับใหม่พร้อมด้วยเกณฑ์ต่างๆ จากบรัสเซลส์สามารถให้การคุ้มครองนี้ได้
(แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์ Handelsblatt เดือนมีนาคม 2569)