
ทางด้าน CHAGEE(霸王茶姬)ระบุว่า ข้อมูลจากหน้าร้านในหนึ่งเดือนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงสัดส่วนยอดขายเครื่องดื่มเกรด A และ B ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแบรนด์จะแนะนำเครื่องดื่มเกรด A และ B ให้กับลูกค้าเป็นอันดับแรก ปัจจุบันลูกค้าเกือบร้อยละ 70 หลังจากที่เข้าใจความหมายของตราสัญลักษณ์ Nutritional Choice แล้ว ก็จะพิจารณาเลือกเครื่องดื่มเกรด A และ B ด้วยตนเอง ทางด้าน NAIXUE(奈雪的茶) ก็กล่าวว่า ผลตอบรับจากผู้บริโภคมีทิศทางที่ดี เห็นได้จากสัดส่วนยอดขายผลิตภัณฑ์เกรด A และ B ในเขตพื้นที่เซี่ยงไฮ้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ
นอกจากการแบ่งเกรดทางโภชนาการแล้ว แบรนด์เครื่องดื่มชารูปแบบใหม่อย่าง ChaPanda(茶百道) และ LELECHA(乐乐茶) ต่างก็นำเสนอเมนูแคลอรีและน้ำตาล 0% เป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค ไปจนถึงปรับปรุงเรื่องน้ำตาลในผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่รักสุขภาพ โดยเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2566 แบรนด์ HEYTEA ได้นำร่องเปิดเผยข้อมูลสูตรและวัตถุดิบ ส่วนประกอบด้านโภชนาการ รวมถึงคุณภาพวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายทั้งหมดต่อสาธารณะ
นอกจากนี้ HEYTEA(喜茶) ยังได้เชิญ Pamela Reif ฟิตเนสบล็อกเกอร์ชื่อดังมารับหน้าที่เป็น "Health Recommendation Officer" โดยแนะนำเครื่องดื่มทั้ง 11 แบบในชื่อชุด Light Burden เป็นล็อตแรก ซึ่งประกอบด้วยชา 3 ประเภท ได้แก่ ชาชีสผลไม้ ชามะนาว และชาใส ส่วน CHAGEE(霸王茶姬) ก็ได้เชิญ Will Liu เทรนเนอร์แห่งชาติมาโปรโมทสินค้าใหม่ที่มีชื่อว่า Awakening Spring Mountain เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคตระหนักถึงสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
กลยุทธ์การตลาดด้วยวิธี Co-branding
ผู้บริโภคมีความต้องการด้านคุณภาพและประสบการณ์ในการบริโภคเครื่องดื่มชาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แบรนด์ชารูปแบบใหม่จึงแสวงหาวิธีการสร้างสรรค์ในเชิงรุกเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค ปัจจุบันมีการ Co-branding ระหว่างเครื่องดื่มชารูปแบบใหม่กับอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิ เกม ละครซีรีส์ กล่องสุ่ม มรดกทางวัฒนธรรม เป็นต้น
ยกตัวอย่างเช่น แคมเปญร่วมระหว่าง SWEET7 (7分甜 )กับซีรีส์ดังเรื่อง ปฐพีไร้พ่าย (The Legend of Shen Li) ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานมานี้ โดยออกสินค้าใหม่ 2 รสชาติ คือ ชาปี้หลัวชุน กับ ชาเขียวมะลิ ส่วนแบรนด์ AUNTEA JENNY(沪上阿姨) ร่วมกับ ผลิตภัณฑ์มงกุฎดอกไม้ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของจีน นำเสนอสโลแกน “สวมมงกุฎดอกไม้ ใส่ชุดลายดอก จิบชา” เพื่อเปิดตัวสินค้าใหม่ในชุด Oriental Light Milk Scented Tea เป็นการหลอมรวมสุนทรียศาสตร์ด้านมรดกวัฒนธรรมและความโรแมนซ์ในแบบตะวันออกเข้ากับชานม นอกจากนี้ CoCo ก็ยังร่วมมือกับแบรนด์เครื่องสำอาง Pink Bear เพื่อสร้างฤดูกาลสำหรับวัยรุ่น โดยเปิดตัวเซ็ตลิมิเต็ดของเทศกาลซากุระด้วยเช่นกัน
ท่ามกลางกระแสการทำ Co-branding ข้ามอุตสาหกรรมของเครื่องดื่มชารูปแบบใหม่ แบรนด์เครื่องดื่มชาแต่ละแบรนด์ได้ผสมผสานเครื่องดื่มชากับวัฒนธรรมที่หลากหลายโดยผ่านความร่วมมือกับแบรนด์ในอุตสาหกรรมอื่นในเชิงลึก เพื่อมอบประสบการณ์การบริโภคแบบใหม่แก่ผู้บริโภค วิธีทางการตลาดที่สร้างสรรค์นี้ไม่เพียงกระตุ้นความต้องการซื้อของผู้บริโภคเท่านั้น ยังเป็นการขยายกลุ่มฐานผู้บริโภคในตลาดเครื่องดื่มชาอีกด้วย
“การทำ Co-branding ข้ามอุตสาหกรรมสามารถนำมาซึ่งกระแสของแบรนด์และกลุ่มผู้บริโภคใหม่ รวมถึงเพิ่มอิทธิพลของแบรนด์ แบรนด์เครื่องดื่มชารูปแบบใหม่สามารถใช้ประโยชน์จากแคมเปญ Co-branding มาดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคจากอุตสาหกรรมธุรกิจอื่นได้ และขยายชื่อเสียงของแบรนด์ นอกจากนี้ การทำ Co-branding ข้ามอุตสาหกรรมยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์และวิธีการทางการตลาดใหม่ๆ ให้แก่แบรนด์เครื่องดื่มชาได้ อีกทั้งยังยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์และความภักดีต่อแบรนด์ของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน” Lin Xianping เลขาธิการสถาบันวิจัยวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ของวิทยาลัยเมืองเจ้อเจียงกล่าวว่า “ความสามารถในการแข่งขันที่เป็นหัวใจหลักของแบรนด์เครื่องดื่มชารูปแบบใหม่มาจากคุณภาพและรสชาติของผลิตภัณฑ์ รวมถึงความมีเอกลักษณ์ของแบรนด์ แบรนด์จึงควรเสริมความแข็งแกร่งในด้านการสื่อสารและทำการประเมินก่อนร่วมมือระหว่างแบรนด์ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพของพาร์ทเนอร์และความสมเหตุสมผลของกลยุทธ์ทางการตลาด”
Zhu Danpeng รองประธานสมาคมส่งเสริมการรับรองความปลอดภัยด้านอาหารของมณฑลกวางตุ้ง กล่าวว่า สำหรับธุรกิจเครื่องดื่มชารูปแบบใหม่ การทำ Co-branding สามารถปลุกกระแสความนิยมได้ อย่างไรก็ตาม สามารถเกิดความล้มเหลวได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องมีแนวคิดสำหรับการพัฒนาในระยะยาว คัดกรองและร่วมมือกับแบรนด์ที่มีแนวคิดตรงกัน เพื่อนำวัฒนธรรมที่แตกต่างมาบรรจบกัน ซึ่งสาระสำคัญของการทำ Co-branding
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย
ปัจจุบันกระแสการดื่มชานมกำลังเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นจีน ซึ่งแบรนด์จีนหลายแบรนด์ได้ริเริ่มขยายแฟรนไชส์ไปยังประเทศไทยแล้ว เช่น CHAGEE MIXUE เป็นต้น จึงทำให้ตลาดเครื่องดื่มในไทยมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น ดังนั้น แบรนด์ไทยจึงจำเป็นต้องหากลยุทธ์เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่ สร้างความแตกต่างและเพิ่มเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์รวมถึงตัวสินค้า (ชื่อเมนู/รสชาติ/บรรจุภัณฑ์) อาทิ การเจาะตลาดกลุ่มคนรักสุขภาพ การนำเสนอข้อมูลวัตถุดิบที่มีความเป็นออร์แกนิก การร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียง การนำสินค้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรม การทำ Co-branding กับต่างอุตสาหกรรม การใช้โซเชียลมีเดียช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) การสร้างจุดขายของสินค้าผ่านการเล่าเรื่องราว (Storytelling) เป็นต้น ซึ่งนอกจากเครื่องดื่มชาแล้ว ยังสามารถนำมาปรับใช้กับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้อีกด้วย ทั้งนี้ หากสามารถร่วมมือกับแบรนด์ท้องถิ่นของจีนหรือแบรนด์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกได้ ก็จะเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ ขยายชื่อเสียงของแบรนด์และเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจีนที่มีต่อแบรนด์ไทย
ที่มา:
https://timg.zgswcn.com/zgsb_new/http_pc/zgsb/html/2024-05/10/nw.D110000zgsb_20240510_1-04.htm
https://chinaskinny.com/blog/healthy-milk-tea-shanghai
https://baijiahao.baidu.com/s?id=1799194826876819802&wfr=spider&for=pc
https://weibo.com/7567676209/O7GaLAS0M
จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว
23 พฤษภาคม 2567