
ปัญหาอาหารเหลือทิ้ง (Food Waste) ในออสเตรียกำลังกลายเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจที่น่าจับตา หลังข้อมูลล่าสุดจากองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม World Wide Fund for Nature (WWF) ระบุว่า ครัวเรือนชาวออสเตรียสูญเสียเงินเฉลี่ยราว 100 ยูโรต่อเดือนจากอาหารที่ถูกทิ้ง หรือคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านยูโรต่อปีในระดับประเทศ ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพและราคาอาหารที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยรายงานระบุว่า ออสเตรียมีอาหารถูกทิ้งมากกว่า 1.2 ล้านตันต่อปี โดยกว่า 50% เกิดขึ้นจากภาคครัวเรือน ไม่ใช่ภาคอุตสาหกรรมหรือร้านค้าปลีกเพียงอย่างเดียว สินค้าที่ถูกทิ้งมากที่สุด ได้แก่ ผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ซึ่งมักมีอายุสั้นและเสื่อมคุณภาพเร็ว
นักวิเคราะห์มองว่า ปัญหาดังกล่าวสะท้อนต้นทุนแฝงของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคเงินเฟ้อ แม้อัตราเงินเฟ้อในออสเตรียเริ่มชะลอลง แต่ราคาอาหารหลายประเภทในซูเปอร์มาร์เก็ตยังคงสูงกว่าระดับก่อนวิกฤตพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การทิ้งอาหารกลายเป็นการสูญเสียกำลังซื้อโดยตรงของประชาชน ข้อมูลยังชี้ว่า ผู้บริโภคมักซื้อสินค้าเกินความจำเป็นจากโปรโมชั่นประเภทซื้อหลายชิ้นราคาถูกกว่ารวมถึงการวางแผนการบริโภคที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ที่ประชาชนใช้ชีวิตเร่งรีบและรับประทานอาหารนอกบ้านบ่อยขึ้น
ขณะเดียวกัน ภาคค้าปลีกในยุโรปเริ่มเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นในการลด Food waste ทั้งจากภาครัฐและผู้บริโภค หลายประเทศเริ่มออกมาตรการส่งเสริมการบริจาคอาหาร การขายสินค้าก่อนหมดอายุในราคาลดพิเศษ รวมถึงการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อคาดการณ์ปริมาณสินค้าให้แม่นยำมากขึ้น ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งในออสเตรียเริ่มทดลองแนวทางใหม่ เช่น การจำหน่ายผักผลไม้รูปลักษณ์ธรรมชาติในราคาย่อมเยา หรือการติดป้ายแนะนำการเก็บรักษาอาหารอย่างถูกวิธี เพื่อช่วยลดปริมาณอาหารที่ถูกทิ้งในครัวเรือน นักเศรษฐศาสตร์มองว่า หากออสเตรียสามารถลดปริมาณ Food waste ลงได้ จะไม่เพียงช่วยลดภาระด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดต้นทุนในระบบอาหาร และเสริมเสถียรภาพการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนในระยะยาวอีกด้วย
ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นสำนักงานฯ
สำนักงานฯ เห็นว่า แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของตลาดอาหารยุโรปไปสู่แนวคิดการบริโภคอย่างคุ้มค่าและยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำหรับผู้ประกอบการอาหารไทย โดยเฉพาะสินค้าอาหารแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน และบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุสินค้า ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดในออสเตรียและยุโรป ควรติดตามแนวโน้มด้านความยั่งยืน (Sustainability) และ Food waste อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค รวมถึงแนวทางจัดซื้อของผู้ค้าปลีกยุโรปมากขึ้น ทั้งนี้ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยรักษาคุณภาพอาหาร การแสดงข้อมูลอายุสินค้าอย่างชัดเจน ตลอดจนการสื่อสารเรื่องความคุ้มค่าในการบริโภค อาจเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดยุโรประยะต่อไป
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา
พฤษภาคม 2569
แหล่งอ้างอิง:
https://kurier.at/chronik/oesterreich/lebensmittel
https://www.wwf.at/nachhaltig-leben/lebensmittelverschwendung/?utm