fb
ผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากร หลังครบรอบ 1 ปีนโยบายการค้าประธานาธิบดีทรัมป์

ผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากร หลังครบรอบ 1 ปีนโยบายการค้าประธานาธิบดีทรัมป์

โดย
Katekanok
ลงเมื่อ 05 กุมภาพันธ์ 2569 12:00
สคต. ณ นครนิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา) (TTC, New York (USA))
27

ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดำเนินนโยบายการค้าที่ถือว่าเป็น “การทดลองครั้งใหญ่” ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ด้วยการปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากรสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 100 ปี นโยบายดังกล่าวสะท้อนจุดยืนของประธานาธิบดีทรัมป์ที่สนับสนุนการเรียกเก็บภาษีศุลกากรมาโดยตลอด ท่ามกลางกระแสคัดค้านจากผู้ประกอบการซึ่งต้องแบกรับภาระภาษีและนักเศรษฐศาสตร์ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายดังกล่าว

สหรัฐอเมริกานำเข้าสินค้าจากต่างประเทศคิดเป็นมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยภาษีศุลกากรคือภาษีที่เรียกเก็บจากการนำเข้าสินค้าเหล่านั้น ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้ปรับอัตราภาษีศุลกากรเฉลี่ยของสหรัฐฯ ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 17% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1932 โดยเป้าหมายหลักของรัฐบาลคือการฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศและดึงการจ้างงานกลับเข้าสู่สหรัฐฯ

มาตรการภาษีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในหลายมิติ ทั้งในการเร่งหรือการชะลอการสั่งซื้อสินค้า การยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าบางรายการ รวมถึงการเปลี่ยนแหล่งนำเข้าสินค้าไปยังประเทศอื่นๆ แม้ว่ามาตรการนี้จะสร้างรายได้มหาศาลให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯ ทำให้ดุลการค้าของสหรัฐฯ ปรับตัวดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐฯ แพงขึ้น และยังไม่สามารถสร้างการฟื้นตัวให้ภาคการผลิตของประเทศได้ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ ผลกระทบหลักๆที่เกิดขึ้นจากนโยบายการค้าประธานาธิบดีทรัมป์ มีดังนี้

image.png

  1. รายได้จากภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

หนึ่งในผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดที่สุดของนโยบายการค้าภายใต้รัฐบาลทรัมป์ คือรายได้ของรัฐบาลจากภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ จัดเก็บรายได้จากภาษีอากร ภาษีศุลกากร และค่าธรรมเนียมต่างๆ ได้ราว 287,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2024

แม้ตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับรายได้จากภาษีเงินได้ซึ่งมีมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่ก็กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่สำคัญสำหรับรัฐบาลในการใช้จ่ายด้านต่างๆ เช่น งบประมาณด้านความมั่นคง ระบบประกันสังคม หรือการชำระดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ

image.png

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือผู้ที่จ่ายภาษีเหล่านี้ให้แก่รัฐบาลคือ “ผู้นำเข้า” (Importers of Record) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน แม้รัฐบาลจะอ้างว่าบริษัทต่างชาติจะเป็นผู้รับภาระภาษี แต่เหล่านักเศรษฐศาสตร์กลับมองว่าภาระส่วนใหญ่กลับตกอยู่ที่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคชาวอเมริกัน

  1. การขาดดุลการค้าสหรัฐฯ ลดลง

อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ คือการลดการขาดดุลการค้า ซึ่งหมายถึงช่องว่างระหว่างมูลค่าสินค้านำเข้าและส่งออกของสหรัฐฯ โดยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก และแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2009 ในเดือนตุลาคม 2025 ก่อนจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในเดือนพฤศจิกายน

ประธานาธิบดีทรัมป์มองว่าการขาดดุลการค้าเป็นสัญญาณของความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ แม้นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนจะไม่เห็นด้วยก็ตาม ทั้งนี้ แม้การขาดดุลการค้าจะลดลงมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่ในช่วงต้นปี ตัวเลขดังกล่าวกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากภาคธุรกิจเร่งนำเข้าสินค้าก่อนที่ภาษีศุลกากรอัตราที่สูงจะมีผลบังคับใช้ โดยเมื่อพิจารณาระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2025  การขาดดุลการค้ายังคงสูงกว่าปีก่อนถึง 4.1% ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ยังต้องเฝ้าติดตามทิศทางของการขาดดุลการค้าในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด

image.png

  1. ผลลัพธ์ที่ยังไม่ชัดเจนในภาคการผลิต 

เป้าหมายสำคัญที่รัฐบาลทรัมป์ยังไม่สามารถบรรลุได้ คือการฟื้นฟูการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม แม้จะมีการใช้มาตรการภาษีศุลกากร แต่ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ยังคงมีการเลิกจ้างงานอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา

ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลทรัมป์ให้เหตุผลว่า การสร้างโรงงานใหม่ต้องใช้เวลา และชี้ให้เห็นถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีขึ้นและการเพิ่มขึ้นของการลงทุนด้านทุน เพื่อบ่งชี้ว่าประเทศกำลังจะเข้าสู่ช่วงเฟื่องฟูของการผลิตเนื่องมาจากมาตรการภาษีนำเข้า อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์มองว่าการฟื้นตัวดังกล่าวยังไม่ชัดเจน เนื่องจากการเติบโตส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมการบินและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากรค่อนข้างน้อย ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งถูกเก็บภาษีในอัตราสูง กลับมียอดการผลิตลดลง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการบางรายระบุว่าภาษีศุลกากรทำให้ต้นทุนวัตถุดิบ เช่น โลหะและเครื่องจักร เพิ่มสูงขึ้น และเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ แม้การก่อสร้างโรงงานใหม่จะสูงกว่าช่วงก่อนเกิดโรคระบาด แต่ก็ลดลงจากช่วงปลายรัฐบาลไบเดน ซึ่งในขณะนั้นการสร้างโรงงานใหม่จะได้รับเงินอุดหนุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และแบตเตอรี่

image.png

  1. ภาษีศุลกากรทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น

ตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ ภาษีศุลกากรส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยราคาสินค้าเริ่มปรับสูงขึ้นหลังการประกาศมาตรการภาษีในวงกว้างเมื่อเดือนเมษายน 2025 อย่างไรก็ดี ผลกระทบด้านราคาจากภาษีนำเข้ายังต่ำกว่าที่หลายฝ่ายกังวล เนื่องจากภาคธุรกิจลังเลที่จะปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างเต็มที่ เพราะเกรงว่าจะสูญเสียลูกค้า ส่งผลให้ภาพรวมเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ปรับดีขึ้นบางส่วน โดยเฉพาะเงินเฟ้อในภาคบริการ อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าหากไม่มีมาตรการกำแพงภาษี อัตราเงินเฟ้อจะต่ำกว่าปัจจุบัน โดยกล่าวว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)  ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 2.7% จะลดลงเหลือเพียง 2.2%

image.png

แม้ตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมจะเริ่มดีขึ้น แต่ประชาชนจำนวนมากยังคงกังวลต่อค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อการบริหารเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมป์ลดลง จากผลสำรวจของ The New York Times และ มหาวิทยาลัย Siena ในเดือนมกราคม 2026 พบว่า 54% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เห็นด้วยกับนโยบายภาษีศุลกากร และ 51% ระบุว่านโยบายนี้ของรัฐบาลทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น

ข้อเสนอแนะจาก สคต. ณ นครนิวยอร์กนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลให้ต้นทุนสินค้านำเข้าสูงขึ้นและบีบให้ผู้ประกอบการสหรัฐฯ แสวงหาแหล่งซัพพลายเออร์ใหม่เพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุน จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ส่งออกไทยในการนำเสนอสินค้าเพื่อเป็นทางเลือกทดแทนสินค้าจากประเทศที่ถูกจัดเก็บภาษีสูง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนของราคาสินค้าในตลาดและนโยบายทางการค้าที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา รวมถึงควรเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อรักษาขีดความสามารถด้านราคาในระยะยาว

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

ข้อมูลอ้างอิง   https://www.nytimes.com/2026/02/02/business/trump-tariffs-one-year-later.html

 

Share :
Instagram