fb
ตลาดสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของสาธารณรัฐเช็ก

ตลาดสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของสาธารณรัฐเช็ก

โดย
Napatchol
ลงเมื่อ 03 ธันวาคม 2568 12:30
สคต. ณ กรุงปราก (สาธารณรัฐเช็ก) (TTC, Prague (Czech Republic))
34

1. สถานการณ์ตลาดและแนวโน้มสินค้า

   1.1 ภาพรวมตลาด 

ในปี 2025 (มกราคม - กันยายน 2025) ตลาดสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของสาธารณรัฐเช็กยังคงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากมูลค่าการนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับคิดเป็นมูลค่า 951.29 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 37.94 สะท้อนถึงความต้องการในตลาดที่ยังมีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าระดับกลางถึงพรีเมียม ทั้งนี้ หากไม่นับรวมมูลค่าการนำเข้าทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป สินค้าเครื่องประดับแท้ (Fine Jewelry) ซึ่งได้แก่ เครื่องประดับที่ทำจากโลหะมีค่า เช่น ทองคำ เงิน และแพลทินัม มีการนำเข้าสูงสุดคิดเป็นมูลค่า 304.49 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วนร้อยละ 32 ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดในกลุ่มสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ สินค้ากลุ่มนี้ครองความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะแบรนด์หรูจากอิตาลี เยอรมนี ตุรกี และฝรั่งเศส ที่ยังคงครองตลาดนอกจากนี้ กลุ่มสินค้าเครื่องประดับแฟชั่น (Imitation Jewelry) ก็มีการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่า 26.59 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มความต้องการของกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นและกลุ่มที่ต้องการสินค้าดีไซน์ร่วมสมัยในราคาจับต้องได้ โดยจีนเป็นผู้ส่งออกหลักในกลุ่มนี้

ราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลกในช่วงปี 2023–2025 ส่งผลให้ผู้บริโภคชาวเช็กจำนวนมากหันมาสนใจสินค้าเครื่องประดับแฟชั่นที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้มากกว่าในราคาที่ประหยัดกว่า อย่างไรก็ตาม เครื่องประดับแท้ยังคงเป็นที่ต้องการในกลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อเพื่อลงทุน โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจผันผวน สินค้าที่มีคุณค่าในตัวเองอย่างทองคำและอัญมณียังคงถูกมองว่าเป็น สินทรัพย์ปลอดภัยที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาวในด้านอัญมณี การนำเข้าภายใต้พิกัด H.S.7101, 7102 และ 7103 แสดงให้เห็นว่าเพชร พลอย และไข่มุก ยังมีบทบาทในตลาดอัญมณีและเครื่องประดับเช็ก โดยเฉพาะเพชรที่นำเข้าจากเบลเยียม คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 65.18 รองลงมาคือ ฮ่องกง และอินเดีย สำหรับพลอยประเทศไทยครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับที่ 1 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17.52 รองลงมาคือ สหรัฐอเมริกา บราซิล จีน และอินเดีย ในส่วนของไข่มุก นำเข้าจากจีนเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 35.65 รองลงมาคือ อิตาลี และฮ่องกง

1.2 พฤติกรรมผู้บริโภค  

จากผลสำรวจล่าสุดจากสื่อ Mladá Fronta Dnes ในปี 2025 พบว่าตลาดเครื่องประดับในสาธารณรัฐเช็กมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน โดยผู้บริโภคชาวเช็กให้ความสนใจในเครื่องประดับที่ทำจากโลหะมีค่ามากขึ้น โดยเฉพาะทองคำ แม้ว่าทองคำขาวยังคงได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มแหวนหมั้นและพิธีแต่งงาน แต่ความต้องการทองคำและทองแดงกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามแนวโน้มการแต่งตัวที่มีสีสันสดใสขึ้นส่งผลต่อกลุ่มเครื่องประดับอัญมณีหลากสี เช่น มรกต ทับทิม ไพลิน โทแพซ และอเมทิสต์ ได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ชาวเช็กยังให้ความชื่นชอบในเครื่องประดับดีไซน์เฉพาะ (unique design / custom made / bespoke) ที่ผลิตตามคำสั่งซื้อ และงานฝีมือ (craftsmanship) ซึ่งได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากทั้งผู้บริโภคทั่วไปและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่ซื้อเครื่องประดับมีค่าให้ตัวเองมากกว่าซื้อเป็นของขวัญ นอกจากนี้ ความตระหนักด้านจริยธรรม / แหล่งที่มาของวัสดุ (ethical sourcing / sustainability) เริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อที่มีความรู้ และให้ความสำคัญกับที่มาของวัสดุเริ่มมองหาสินค้าที่ผลิตอย่างรับผิดชอบและตระหนักถึงเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น

1.3 แนวโน้มสินค้าและผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ งานวิจัยของบริษัท Median Co. ในปีเดียวกันเผยว่าผู้หญิงคิดเป็นสัดส่วนเจ้าของเครื่องประดับสูงถึงร้อยละ 54.9 ขณะที่ผู้ชายครองสัดส่วนที่ร้อยละ 45.1 การถือครองเครื่องประดับแบ่งตามพื้นที่พบว่าผู้คนในกรุงปรากและเมืองใหญ่ที่มีประชากรมากกว่า 1 แสนคนเป็นกลุ่มที่มีการซื้อเครื่องประดับมากที่สุด ด้านช่วงอายุ พบว่ากลุ่มวัยรุ่น (14–29 ปี) และกลุ่มวัยผู้ใหญ่ตอนกลาง (40–49 ปี) เป็นกลุ่มที่ครอบครองเครื่องประดับสูงสุด โดยมีแนวโน้มลดลงในกลุ่มผู้สูงอายุ ตลาด Fine Jewellery ยังคงทำกำไรสูงสุด โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องประดับทองคำและอัญมณีแท้ อย่างไรก็ตาม ปริมาณการจำหน่ายในแง่จำนวนอาจชะลอตัวลง เนื่องจากราคาทองคำและเพชรยังคงสูง การเลือกซื้อจึงเน้นไปที่สินค้าคุณภาพสูงแต่จำนวนชิ้นน้อยลง เครื่องประดับเงินกำลังกลายเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและผู้หญิงวัยทำงาน ซึ่งมองว่าเงินเป็นโลหะที่มีความสวยงาม เข้าถึงง่าย และให้ความรู้สึกเรียบหรู ทั้งยังตอบโจทย์ความยั่งยืนและการจับจ่ายแบบมีสติ (conscious consumption)

2. การนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศสาธารณรัฐเช็กในปี 2025

ในช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายนของปี 2025 สาธารณรัฐเช็กมีมูลค่าการนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับรวมทั้งสิ้น 951.29 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2024 ซึ่งอยู่ที่ 689.64 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 37.94 สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของความต้องการสินค้าหรูหรา รวมถึงบทบาทของเช็กในฐานะประเทศศูนย์กลางด้านการค้าและกระจายสินค้าภูมิภาคยุโรปกลาง จากสถิติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ประเทศเยอรมนี เป็นผู้ส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับรายสำคัญให้กับสาธารณรัฐเช็ก โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในช่วงเดือนมกราคม - กันยายน 2025 อยู่ที่ร้อยละ 25.30 ตามมาด้วย ออสเตรีย ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 17.33 และสวิตเซอร์แลนด์ อยู่ที่ร้อยละ 12.32 สำหรับประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 29 มีมูลค่าการส่งออกมายังสาธารณรัฐเช็ก จำนวน 2.16 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนเพียงร้อยละ 0.23 โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยเสียเปรียบทางการแข่งขันในตลาดยุโรป ได้แก่ ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และภาษีนำเข้าที่สูง ข้อจำกัดด้านการรับรองมาตรฐานคุณภาพสินค้า เช่น การตรวจสอบแหล่งที่มาของเพชร (Conflict-Free Certification) และการระบุรายละเอียดของวัสดุที่ใช้ในเครื่องประดับ รวมถึงความต้องการของตลาดเช็กที่เน้นแบรนด์หรูและดีไซน์ร่วมสมัย ซึ่งยังเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการไทย อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยสามารถผลักดันการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีไทย - สหภาพยุโรป (Thai–EU FTA) ให้สำเร็จ รวมถึงส่งเสริมผู้ประกอบการในด้านการพัฒนาดีไซน์ การปรับภาพลักษณ์สินค้าให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายยุโรป และการรับรองมาตรฐานสินค้าอัญมณีตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรปจะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยเข้าสู่ตลาดยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าแบรนด์และความยั่งยืน

การนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากประเทศไทย ปี 2025

จากสถิติการนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากประเทศไทยมายังสาธารณรัฐเช็ก พบว่ากลุ่มสินค้าในพิกัด H.S. 7113 ได้แก่ เครื่องประดับและชิ้นส่วนของเครื่องประดับที่ทำจากโลหะมีค่าหรือเคลือบโลหะมีค่า เป็นหมวดสินค้าหลักที่ไทยส่งออกได้สูงสุด โดยในปี 2025 มีมูลค่าการส่งออก 1.42 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่สินค้าที่มีการเติบโตสูงที่สุดของไทยในตลาดอัญมณีและเครื่องประดับของเช็ก ได้แก่ สินค้าเครี่องประดับเงิน รองลงมาคือเครื่องประดับที่ทำจากไข่มุก ซึ่งมีอัตราการขยายตัวกว่าร้อยละ 5,557.96 และ 741.92 ตามลำดับ สินค้ากลุ่มนี้เป็นที่นิยมในตลาดผู้บริโภคยุโรปที่มองหาทางเลือกในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมดีไซน์เฉพาะตัว 

3. การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยมายังสาธารณรัฐเช็ก

สาธารณรัฐเช็กบังคับใช้กฎระเบียบของสหภาพยุโรป (EU Regulations) อย่างเคร่งครัดในสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ดังนี้

3.1 เอกสารและการเตรียมเบื้องต้น

  • ใบกำกับสินค้า (Commercial Invoice) ระบุรายละเอียดสินค้า จำนวน มูลค่า HS/CN code, country  of origin, Incoterms, ราคาสินค้า/ค่า freight/insurance

  • Packing list (รายการบรรจุภัณฑ์) หากสินค้าหลายชิ้นหลายกล่อง

  • ใบขนส่ง (Waybill / Air waybill / Bill of lading โดยขึ้นกับวิธีการขนส่ง

  • ต้นฉบับหรือสำเนาเอกสารแหล่งกำเนิดสินค้า (Proof / Certificate of Origin) หากต้องการขอลดอัตราศุลกากร (ถ้ามีข้อตกลงการค้า/ กรณีพิเศษ)  

  • กรอก “customs declaration” (ใบสำแดงสินค้านำเข้า) โดยตัวแทนศุลกากร (customs declarant/agent) หรือผู้นำเข้า (importer) ที่มีหมายเลข EORI ถ้าเป็นบริษัทหรือธุรกิจ

  • ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องในกรณีใช้วัสดุพิเศษ เช่น หินโกเมน หอย เปลือกหอย ฯลฯ

     

3.2 พิธีการศุลกากร (Customs Clearance)

  • ลงทะเบียนเป็นผู้ผ่านพิธีการศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์กับกรมศุลกากร

  • ยื่นเอกสารการส่งออกผ่านระบบ e-Export ของกรมศุลกากรที่เว็บไซต์ www.customs.go.th

  • เมื่อสินค้ามาถึง Czech customs เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะตรวจสอบเอกสาร ประเมินมูลค่า (CIF + duty + VAT) ตรวจสอบ HS / TARIC code ตรวจสอบ original of origin (ถ้ามี) และพิจารณาว่าจะปล่อยสินค้า “free circulation” หรือไม่  

  • หากทุกอย่างเรียบร้อย ผู้ชำระภาษี (importer) หรือผู้ส่ง (ถ้า incoterms กำหนด) ชำระภาษี duty + VAT แล้วของถูกปล่อยเข้าสู่ตลาดส่งถึงผู้รับ

  • ถ้าต้องการใช้ “simplified procedure” สำหรับผู้นำเข้าประจำ/ บริษัทที่มี authorisation) อาจใช้วิธีสำแดงแบบย่อ หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Customs) เพื่อลดภาระเอกสารและเร่ง clearance

  • สินค้าทำจากโลหะมีค่าต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพโลหะและประทับตรารับรอง (Hallmarking) โดย Assay Office of the Czech Republic

  • ห้ามใช้สารเคมีบางชนิด เช่น:

    • สารตะกั่ว (Lead): ต้องมีปริมาณต่ำกว่า 0.05%

    • สารแคดเมียม (Cadmium): ต้องมีต่ำกว่า 0.01%

    • สารนิกเกิล (Nickel): ต้องปล่อยสารได้น้อยกว่า 0.2 µg/cm²/สัปดาห์

    • สาร Azo Dyes และ Chromium VI: ต้องมีค่าต่ำตามเกณฑ์ EU

  • หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุจากสัตว์หรือพืชใกล้สูญพันธุ์ ที่อยู่ภายใต้ข้อตกลง CITES

 

   3.3 กฎระเบียบและมาตรฐานสินค้าที่เกี่ยวข้อง

  • สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่นำเข้ามาอาจต้องระบุ “แหล่งกำเนิด (origin)” โดยเฉพาะถ้าต้องการขอลด duty ถ้ามีข้อตกลงทางการค้าหรือข้อยกเว้นพิเศษใน TARIC / CN code system

  • การกระจายสินค้าในเช็กหรือยุโรป ผู้นำเข้า/ผู้จำหน่ายควรลงทะเบียน VAT ที่ Czech เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างถูกกฎหมาย

  • กฎหมายการประทับตราและข้อจำกัดด้านเคมีในเครื่องประดับนำเข้า สาธารณรัฐเช็ก เครื่องประดับที่ทำจากโลหะมีค่าทุกชิ้นที่นำเข้าไปยังสาธารณรัฐเช็ก จะต้องผ่านการควบคุมโดยสำนักงานประทับตราสาธารณรัฐเช็ก (Czech Assay Office) ซึ่งมักจะนำไปสู่การประทับตราความบริสุทธิ์ของโลหะ (hallmark) ตามระดับความบริสุทธิ์ที่กำหนดไว้ สำหรับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ขณะนี้ทางการเช็กให้การรับรองตราประทับจาก 14 ประเทศสมาชิก EU แล้ว โดยระดับความบริสุทธิ์ของโลหะมีค่าที่กำหนดไว้ตามกฎหมายการประทับตรา (Hallmarking and Assay Act) สำหรับสินค้าทั้งที่ผลิตในประเทศและนำเข้า มีดังนี้

  • ทองคำ: 999, 986, 900, 750, 585 ต่อพัน

  • เงิน: 999, 959, 925, 900, 835, 800 ต่อพัน

  • แพลทินัม: 999, 950, 900, 850, 800 ต่อพัน

   3.4 โครงสร้างภาษี ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีศุลกากร (Customs Tariffs)

เครื่องประดับทุกประเภทที่นำเข้าสู่ตลาดสาธารณรัฐเช็กจะต้องเสียภาษีนำเข้า โดยอัตราภาษีศุลกากรจะระบุไว้ตามแต่ละรหัสสินค้า (H.S.) ตามรายละเอียดในหัวข้อถัดไป การคำนวณต้นทุนขายสินค้าในตลาดเช็กจะต้องรวมราคาส่งออกจากประเทศไทย ค่าขนส่งทางอากาศหรือทางเรือ และอัตรากำไรของผู้นำเข้าในประเทศปลายทาง ซึ่งโดยทั่วไปผู้จัดจำหน่ายหรือผู้ค้าส่งในสาธารณรัฐเช็กจะคิดกำไรอยู่ที่ประมาณร้อยละ 60–80 ของราคาต้นทุน ในขณะที่ผู้ค้าปลีกเครื่องประดับจะตั้งราคาขายโดยเพิ่มกำไรอีกประมาณร้อยละ 100 และบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตราร้อยละ 21 ซึ่งเป็นอัตราภาษีมาตรฐานของประเทศ

ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2004 ที่สาธารณรัฐเช็กได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) กฎระเบียบและอัตราภาษีศุลกากรของ EU ได้ถูกนำมาใช้ โดยอัตราภาษีสำหรับสินค้าเครื่องประดับจากประเทศไทยที่นำเข้ามายังเช็กจะเป็นไปตามระบบ TARIC ของ EU ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

H.S.

Description

Duty

for Thailand

7113 – Articles of Jewellery and parts thereof, of precious metal or of metal clad with precious metal: 

7113 1100

Of silver, whether or not plated or clad with other precious metal 

2.5 %

7113 1900

Of other precious metal, whether or not plated or clad with precious metal

2.5 %

7113 2000

Of base metal clad with precious metal 

4.0 %

 

 

 

7114

Articles of goldsmiths' or silversmiths' wares and parts thereof, of precious metal or of metal clad with precious metal 

2.0 %

 

 

 

7115 9000

Other articles of precious metal or of metal clad with precious metal : Other 

3.0 %

 

 

 

7116 2080

Articles of natural or cultured pearls, precious or semi-precious stones (natural, synthetic or reconstructed):  Other 

2.5 %

 

 

 

7117 

Imitation jewellery

4.0 %

 

 

 

 

             

                        

 

 

         

                       

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3.5 ข้อกำหนดเพิ่มเติมด้านกฎระเบียบ

เครื่องประดับที่ผลิตจากโลหะมีค่าทุกชิ้นที่นำเข้าสู่ตลาดเช็กจะต้องผ่านการควบคุมตามกฎหมายโดยสำนักงานตรวจโลหะมีค่าแห่งสาธารณรัฐเช็ก (Assay Office of the Czech Republic) ซึ่งจะมีการตรวจสอบและประทับตรารับรองความบริสุทธิ์ของโลหะให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น ทอง 585/1000 หรือ เงิน 800/1000 ทั้งนี้หากสินค้าไม่ได้มาจากประเทศสมาชิก EU ที่ได้รับการรับรองเครื่องหมายเดิม จะต้องผ่านการตรวจใหม่อีกครั้งเพื่อให้ได้รับตราประทับมาตรฐานของเช็กก่อนวางจำหน่าย นอกจากนี้ยังต้องปฏิบัติตามข้อจำกัดเกี่ยวกับสารเคมีตามระเบียบของสหภาพยุโรป (REACH) โดยเฉพาะสารตะกั่ว แคดเมียม นิกเกิล โครเมียม และสารย้อม AZO ซึ่งมีการจำกัดปริมาณอย่างเข้มงวด ทั้งนี้เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคและเพื่อให้สินค้าไม่ถูกห้ามจำหน่ายหรือเรียกคืนจากตลาด

4. ช่องทางการจัดจำหน่าย

ตลาดเครื่องประดับทองและเงินในสาธารณรัฐเช็กมีระบบจัดจำหน่ายที่ผสมผสานระหว่างการนำเข้า การขายส่ง และการค้าปลีก โดยผู้นำเข้าเครื่องประดับมักจะทำหน้าที่เป็นผู้ค้าส่งในเวลาเดียวกัน โดยเครื่องประดับทองและเงินที่นำเข้าจากหลากหลายประเทศ จะใช้ตัวแทนจำหน่าย (dealers) ไปยังร้านค้าปลีกทั่วประเทศเพื่อนำเสนอสินค้า ทั้งนี้ บริษัทผู้นำเข้าและค้าส่งรายใหญ่หลายแห่งยังดำเนินกิจการร้านค้าปลีกด้วยตนเอง อาทิเช่น 

4.1 KLENOTY AURUM (www.klenotyaurum.cz) ซึ่งเป็นผู้ค้าส่งและนำเข้าเครื่องประดับทอง เงิน และนาฬิการายใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยมีร้านค้าปลีกถึง 46 สาขาทั่วประเทศ และ 15 สาขาในกรุงปราก แม้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ หลายบริษัทในธุรกิจเครื่องประดับต้องปิดสาขา แต่ KLENOTY AURUM ยังคงขยายจำนวนสาขาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีพนักงาน 187 คน และมียอดขายรวมต่อปีราว 20 ล้านเหรียญสหรัฐ 

4.2 CEDRUS (www.svetprstenu.cz) ก่อตั้งในปี 1994 เป็นหนึ่งในผู้นำเข้าสินค้าเครื่องประดับเงินรายใหญ่ของเช็ก มีพนักงานประมาณ 40 คน ดำเนินธุรกิจค้าส่งเครื่องประดับเงินและสเตนเลสสตีล และมีร้านค้าปลีก 16 แห่ง รวมทั้งช่องทาง e-commerce ร้านค้าส่วนใหญ่อยู่ในศูนย์การค้าขนาดใหญ่และดำเนินกิจการภายใต้แบรนด์ “PARADOX” ในจำนวนนี้ 7 สาขาอยู่ในปราก และอีก 2 สาขาในเมืองบรโน กลุ่มเป้าหมายหลักคือวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ โดยร้อยละ 80 ของสินค้านำเข้ามาจากเอเชีย โดยเฉพาะจากประเทศไทย ซึ่งบริษัทให้ความสำคัญกับคุณภาพ การออกแบบ และความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตไทยเป็นพิเศษ

4.3 SOLITER (www.soliter.cz) ผู้ผลิตเครื่องประดับทองและเงินที่ก่อตั้งมานานกว่า 117 ปี ปัจจุบันมีพนักงาน 150 คน มีร้านค้าปลีก 15 แห่ง และขายส่งให้ผู้ค้าส่งกว่า 500 ราย มียอดขายปีละประมาณ 24 ล้านเหรียญสหรัฐ 

4.4 GRANÁT (www.granat.eu) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องประดับที่ประดับด้วย โกเมนโบฮีเมียน (Bohemian Garnet) โดยเฉพาะ และเป็นเจ้าของเหมืองโกเมนเพียงแห่งเดียวในประเทศ มีพนักงาน 240 คน ดำเนินร้านค้าปลีก 7 สาขา และมีรายได้ต่อปีประมาณ 8 ล้านเหรียญสหรัฐ

4.5 บริษัทผู้ผลิตอื่นๆ ที่มีเครือข่ายค้าปลีกของตนเอง ได้แก่:

  • BENET Co. (www.benetgold.cz) ผู้ผลิตแหวนแต่งงานรายใหญ่ที่สุดของประเทศ มีร้านค้า 6 แห่ง

  • ALO JEWELRY (www.alo.cz) เน้นที่เครื่องประดับเพชร มีพนักงาน 51 คน และร้านค้า 6 แห่ง

  • PRIMOSSA CORPORATION (www.primossacr.cz) มีร้านค้า 10 แห่ง พนักงาน 100 คน

  • HALADA (www.halada.cz) บริษัทครอบครัวที่เน้นขายเครื่องประดับระดับหรูแบบเอ็กซ์คลูซีฟ มีร้านค้า 4 แห่ง พนักงาน 32 คน และรายได้ต่อปีประมาณ 7 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ นอกจากร้านแบบดั้งเดิมแล้ว การจำหน่ายในรูปแบบออนไลน์ (e-commerce / digital sales) กำลังเติบโตเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ การใช้ digital marketing/social media มีบทบาทสำคัญ ที่เปิดโอกาสให้แบรนด์ทั้งในและต่างประเทศ เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อได้ง่ายขึ้น และผู้ซื้อมีโอกาสเลือกได้หลากหลายมากขึ้น ตัวอย่างช่องทางออนไลน์สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่ได้รับความนิยม ได้แก่ 

  • Etsy EU, Amazon EU, eBay Europe สำหรับสินค้าเครื่องประดับเงิน/ทอง handmade

  • Fler.cz สำหรับงาน craft และ jewelry

  • Sashe / Artbeads / Aukro.cz สำหรับสินค้าแฮนด์เมด

5. ตัวอย่างแบรนด์ต่างประเทศที่เป็นที่นิยมในตลาดเช็ก

5.1 แบรนด์ Pandora เป็นแบรนด์เครื่องประดับเงินที่ได้รับความนิยมสูงสุดในสาธารณรัฐเช็ก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ที่ชอบ charm bracelets/ customizable jewelry เน้นเจาะตลาดเครื่องประดับที่ให้ความรู้สึกหรูหราแต่ราคาไม่สูงทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเครื่องประดับที่สวมใส่ได้ทุกวัน และการมอบเป็นของขวัญ โดยมีช่องทางการจำหน่ายทั้งรูปแบบร้านค้าออฟไลน์และออนไลน์ทำให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย

5.2 แบรนด์ Swarovski เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงยาวนานด้านคริสตัล เน้นเจาะตลาดเครื่องประดับที่ให้ความรู้สึกหรูหราดูดีที่สามารถสวมใส่ได้ทั้งในโอกาสพิเศษและสามารถสวมใส่ได้ทุกวัน โดยมีช่องทางการจำหน่ายทั้งรูปแบบร้านค้าออฟไลน์และออนไลน์ทำให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย

5.3 แบรนด์ Aureli เป็นแบรนด์สมัยใหม่ที่เน้นเจาะตลาดเครื่องประดับราคาไม่แพง สามารถเข้าถึงได้ สวมใส่ในชีวิตประจำวัน เป็นเครื่องประดับแฟชั่นที่มีจุดขาย คือ กันน้ำ ไม่หมอง หรูหราแต่ราคาไม่แพง เหมาะสำหรับนำมาใส่ด้วยกันหลายๆ ชิ้น ตามสไตล์คนรุ่นใหม่

6. หน่วนงานที่เกี่ยวข้อง

6.1 การประทับตราและตรวจสอบคุณภาพของโลหะมีค่าในสาธารณรัฐเช็กดำเนินการโดย สำนักงานประทับตราโลหะมีค่าแห่งสาธารณรัฐเช็ก (Assay Office) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เป็นตัวแทนประเทศเช็กในอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมและการประทับตราสินค้าที่ทำจากโลหะมีค่า (Convention on the Control and Marking of Articles of Precious Metals) และยังเป็นสมาชิกของสมาคมสำนักงานประทับตราแห่งยุโรป (Association of European Assay Offices) การควบคุมการประทับตรา (Hallmarking Control) ครอบคลุมถึงการตรวจสอบและยืนยันความบริสุทธิ์และสภาพของสินค้า การตรวจสอบของสำนักงานประทับตราฯ ครอบคลุมทั้งฝ่ายผู้ผลิตและผู้จำหน่าย

  • ฝ่ายผู้ผลิต: ตรวจสอบว่าสินค้าที่ผลิตและจะวางขายในประเทศ ได้ผ่านการควบคุมการประทับตราหรือไม่ รวมถึงการใช้โลหะผสมหรือวัสดุที่มีค่าความบริสุทธิ์ตามที่กฎหมายกำหนด และการจัดทำบันทึกขั้นต่ำ ตามที่กฎหมายระบุ

  • ฝ่ายผู้จำหน่าย: ตรวจสอบว่าสินค้าที่นำเสนอหรือเก็บในสต็อกได้ผ่านการควบคุมตามกฎหมายหรือไม่ รวมถึงหน้าที่ด้านการจดทะเบียนผู้จำหน่าย และการปฏิบัติตามข้อกำหนดเฉพาะ เช่น

    • ห้ามใช้เครื่องหมายที่อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

    • แสดงความแตกต่างของสินค้าแยกตามประเภทของโลหะที่ใช้

    • แสดงสินค้าโลหะมีค่าแยกจากสินค้าอื่นอย่างชัดเจน

  • ที่อยู่ติดต่อสำนักงานประทับตราโลหะมีค่าแห่งสาธารณรัฐเช็ก (Assay Office):

PUNCOVNÍ ÚRAD – ASSAY OFFICE
ที่อยู่: Kozí 4, 110 00 Praha 1
โทรศัพท์: +420-225 982 111
โทรสาร: +420-224 812 447
ประธาน: คุณ Jana Davidkova
อีเมล: davidkova@puncovniurad.cz
เว็บไซต์: www.puncovniurad.cz 

6.2 สมาคมอัญมณีและนาฬิกาแห่งสาธารณรัฐเช็ก (Jewellery Association) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1997 ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 37 ราย โดยเป็นองค์กรวิชาชีพที่รวมตัวกันของช่างทอง ช่างอัญมณี ช่างนาฬิกา และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต ส่งออก นำเข้า และจำหน่ายเครื่องประดับ ทองคำ เงิน เป้นต้น

ที่อยู่ติดต่อสมาคม:

SDRUŽENÍ KLENOTNÍKU A HODINÁRU ČR
ASSOCIATION OF JEWELLERS AND WATCHMAKERS OF THE CZECH REPUBLIC
ที่อยู่: Kozí ul. 4, 110 00 Praha 1
โทรศัพท์: +420 603 882 783, +420 724 333 225
อีเมล: jan.hlavac@skhcr.cz
เว็บไซต์: www.skhcr.cz
ประธานสมาคม: คุณ Ludek Hubrt
ผู้ติดต่อหลัก: คุณ Jan Hlavac (เลขานุการทั่วไป)

7. ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของ สคต.

ตลาดเครื่องประดับในสาธารณรัฐเช็กยังคงมีศักยภาพในการเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2025 ที่มีแนวโน้มการบริโภคทั้งในกลุ่มสินค้าหรูและเครื่องประดับแฟชั่นมากขึ้น แม้สาธารณรัฐเช็กจะเป็นตลาดขนาดกลางเมื่อเทียบกับยุโรปตะวันตก แต่ผู้บริโภคเช็กให้ความสนใจในดีไซน์ที่หลากหลาย คุณภาพสินค้า และราคาที่เข้าถึงได้ ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและที่มาของวัสดุที่ใช้ในการผลิตมากขึ้น การแข่งขันในตลาดนี้ค่อนข้างสูง โดยมีผู้นำเข้าหลักจากประเทศในยุโรป เช่น ออสเตรีย เยอรมนี และอิตาลี รวมถึงสินค้าจากจีนและตุรกี อย่างไรก็ตาม เครื่องประดับจากไทย โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องประดับเงินและกึ่งมีค่า ยังเป็นที่ต้องการและมีภาพลักษณ์ที่ดีในด้านคุณภาพและความประณีตของงานฝีมือ นอกจากนี้ หนึ่งในข้อกำหนดสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องให้ความสำคัญ คือมาตรฐานด้านความปลอดภัยและกระบวนการประทับตราโลหะมีค่าซึ่งควบคุมโดยสำนักงานตรวจโลหะแห่งชาติของเช็ก (Assay Office of the Czech Republic) เครื่องประดับที่ทำจากทอง เงิน หรือแพลทินัมทุกชิ้นที่นำเข้าจะต้องได้รับการตรวจสอบความบริสุทธิ์และประทับตราตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีมาตรฐานความบริสุทธิ์ขั้นต่ำ เช่น ทอง 585/1000 และเงิน 800/1000 ทั้งนี้ ระบบของเช็กยอมรับตรารับรองจาก 14 ประเทศในสหภาพยุโรปเท่านั้น หากผู้ส่งออกมาจากนอกกลุ่ม EU เช่น ไทย สินค้าจะต้องผ่านการตรวจซ้ำโดยเจ้าหน้าที่ของ Assay Office เพื่อรับเครื่องหมายมาตรฐานเพิ่มเติม จึงควรวางแผนการส่งออกให้ครอบคลุมระยะเวลาการตรวจนี้ด้วย ประกอบกับ ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามข้อจำกัดด้านสารเคมีอันตรายตามกฎหมาย REACH ของสหภาพยุโรปอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นการห้ามใช้ตะกั่ว แคดเมียม และนิกเกิลเกินกว่าที่กำหนด รวมถึงการควบคุมสาร AZO dyes และโครเมียมในวัสดุที่สัมผัสกับผิวหนังโดยตรง ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพของผู้บริโภคและหลีกเลี่ยงปัญหาสินค้าถูกตีกลับหรือเรียกคืนจากตลาด ข้อกำหนดเหล่านี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องศึกษาก่อนส่งออกและถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานความน่าเชื่อถือในสายตาของผู้บริโภคชาวเช็กดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่สามารถสร้างความแตกต่างในตลาดได้ด้วยการใช้จุดเด่นของไทย ไม่ว่าจะเป็นเอกลักษณ์ของลวดลาย ศิลปวัฒนธรรม หรือการออกแบบที่ประณีต ซึ่งตอบโจทย์ทั้งกลุ่มลูกค้าหรูและกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังมองหาเครื่องประดับที่ทันสมัยและมีราคาจับต้องได้ ยิ่งไปกว่านั้น การเน้นด้านความยั่งยืน เช่น การผลิตด้วยวัสดุรีไซเคิล โลหะที่ได้จากแหล่งที่มีจริยธรรม รวมถึงการโปร่งใสเกี่ยวกับแหล่งที่มาของอัญมณีและโลหะ จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยได้รับความสนใจมากขึ้นในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและการบริโภคอย่างรับผิดชอบ หากกล่าวโดยสรุป ตลาดเครื่องประดับในสาธารณรัฐเช็กในปี 2026 ยังคงมีศักยภาพในการเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องประดับแฟชั่นและสินค้าที่มีคุณภาพในราคาจับต้องได้ ผู้บริโภคเช็กมองหาเครื่องประดับที่มีดีไซน์ สะท้อนรสนิยมเฉพาะตัว และผลิตจากวัสดุที่ปลอดภัยและยั่งยืน ขณะที่เครื่องประดับแท้ยังคงเป็นกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ ดังนั้น การเตรียมความพร้อมในด้านมาตรฐาน การควบคุมสารเคมี และการสื่อสารเรื่องความยั่งยืนอย่างโปร่งใสจะช่วยให้สินค้าไทยมีความได้เปรียบและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดยุโรปได้อย่างยั่งยืน

รายงานตลาดสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับเช็ก Final.pdf
Share :
Instagram