fb
โอกาสของธุรกิจบริการสปาและสินค้าสปาไทยในสหรัฐอเมริกา
โดย
Katekanok
ลงเมื่อ 14 กันยายน 2569 11:00
สคต. ณ นครนิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา) (TTC, New York (USA))
1

โอกาสของธุรกิจบริการสปาและสินค้าสปาไทยในสหรัฐอเมริกา

  1. ภาพรวมอุตสาหกรรมสปาในสหรัฐอเมริกา

ตลาดสปาสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยจากผลการศึกษาของ International Spa Association (ISPA) ซึ่งจัดทำโดย PwC ระบุว่า ในปี 2025 อุตสาหกรรมสปาสหรัฐฯ 
มีรายได้รวมถึง 23,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 จากปี 2024 ขณะที่มีการใช้บริการสปา 191 ล้านครั้ง และมีสถานประกอบการสปา 22,060 แห่ง โดยรายได้เฉลี่ยต่อการใช้บริการอยู่ที่ 123.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อครั้ง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเป็นตลาด Wellness ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดย Global Wellness Institute (GWI) ประเมินมูลค่าเศรษฐกิจ Wellness ของสหรัฐฯ ในปี 2024 ที่ประมาณ 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 32 ของเศรษฐกิจ Wellness โลก และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยระหว่างปี 2019–2024 ประมาณร้อยละ 7.9 ต่อปี

1.1 ขนาดตลาด

ข้อมูลล่าสุดจาก ISPA U.S. Spa Industry Study 2026 ซึ่งศึกษาผลการดำเนินงานของอุตสาหกรรมในปี 2025 พบว่าตัวชี้วัดสำคัญของตลาดสปาสหรัฐฯ มีดังนี้

ตัวชี้วัด

ปี 2024

ปี 2025

การเปลี่ยนแปลง

รายได้รวม

22,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

23,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

+4.2%

จำนวนครั้งการใช้บริการ

187 ล้านครั้ง

191 ล้านครั้ง

+1.8%

จำนวนสถานประกอบการ

21,980 แห่ง

22,060 แห่ง

+0.4%

รายได้ต่อการใช้บริการ

120 ดอลลาร์สหรัฐ

123.10 ดอลลาร์สหรัฐ

+2.3%

การจ้างงาน

376,200 คน

376,900 คน

+0.2%

ที่มา International Spa Association (ISPA)

จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าแม้อัตราการเติบโตจะไม่ได้สูงมาก แต่ตลาดเติบโตอย่างมีเสถียรภาพทั้งด้านจำนวนผู้ใช้บริการ ราคาเฉลี่ย และรายได้รวม โดยรายได้ 23,500 ล้านดอลลาร์ฯ ถือเป็นระดับสูงสุดของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ จำนวนการใช้บริการ 191 ล้านครั้งในปี 2025 ยังใกล้เคียงกับระดับการใช้บริการก่อนเกิด COVID-19 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 192 ล้านครั้ง สะท้อนว่าการเข้าสปากำลังกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการดูแลสุขภาพและการใช้ชีวิตของผู้บริโภคสหรัฐฯ

1.2 ประเภทสถานประกอบการ

ตลาดสปาสหรัฐฯ ประกอบด้วยหลายรูปแบบ ได้แก่

  • Day Spa – สปาที่ลูกค้าเข้าใช้บริการและเดินทางกลับในวันเดียว ซึ่งเป็นตลาดหลักของสหรัฐฯ เนื่องจากมีจำนวนสถานประกอบการมากที่สุด ประมาณร้อยละ 78 ของสปาทั้งหมด 

  • Resort/Hotel Spa – สปาภายในโรงแรมหรือรีสอร์ต

  • Medical Spa (Medi-Spa) – สถานให้บริการด้านความงามและสุขภาพที่มีองค์ประกอบทางการแพทย์

  • Destination Spa – จุดหมายปลายทางที่เน้น Wellness และการพักผ่อน

  • Mineral/Thermal Spring Spa – สปาที่เกี่ยวข้องกับน้ำแร่และน้ำพุร้อน

  • Club Spa – สปาที่เชื่อมโยงกับฟิตเนสหรือผู้ใช้บริการต้องเป็นสมาชิกเท่านั้น

1.3 ระดับการใช้จ่าย

รายได้เฉลี่ยต่อการใช้บริการเพิ่มขึ้นจากประมาณ 120 ดอลลาร์ฯ ในปี 2024 เป็น 123.10 ดอลลาร์ฯ ในปี 2025 ระดับราคาของสปาแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน โดย Resort/Hotel Spa มีรายได้ต่อการใช้บริการสูงกว่า Day Spa อย่างมีนัยสำคัญ

1.4 ลักษณะผู้ใช้บริการและทำเลที่ตั้ง

ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 35–54 ปี มีระดับรายได้ปานกลางถึงสูง ด้านทำเลที่ตั้งส่วนใหญ่อยู่ในเขตภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (เช่น นิวยอร์ก, เพนซิลเวเนีย) และตะวันตกเฉียงเหนือ รวมถึงเมือง Scottsdale รัฐอาริโซนา ซึ่งเป็นศูนย์กลาง Resort Spa ระดับ High-end ของสหรัฐฯ

2. แนวโน้มอุตสาหกรรมสปาในสหรัฐฯ

2.1 Wellness เปลี่ยนจาก “ความหรูหรา” เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

อุตสาหกรรมสปาในสหรัฐอเมริกากำลังเปลี่ยนแปลงจากธุรกิจที่ให้บริการเพื่อการพักผ่อนและความหรูหราเป็นครั้งคราว ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคในระยะยาวโดยแนวคิดเรื่อง Wellness, Self-care และ Preventive Health ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการตัดสินใจใช้บริการของผู้บริโภค

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคไม่ได้มองการเข้าสปาเพียงในฐานะกิจกรรมเพื่อความผ่อนคลาย แต่เชื่อมโยงการใช้บริการเข้ากับการจัดการความเครียด การดูแลสุขภาพจิต การฟื้นฟูร่างกาย การนอนหลับ การดูแลตนเอง และการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว โดยเฉพาะแนวคิด Healthy Aging และ Longevity ที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น บริการที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Stress managementMind-body wellness

2.2 Personalization หรือการออกแบบการบริการเฉพาะบุคคล

ผู้บริโภคสหรัฐฯ มีความคาดหวังมากขึ้นว่าสถานบริการจะสามารถเข้าใจความต้องการของตนเองและออกแบบบริการให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายด้าน Wellness ของแต่ละคนได้ส่งผลให้การบริการแบบมาตรฐาน เช่น การนวด 60 นาทีแบบเดียวกันสำหรับลูกค้าทุกคน เริ่มมีข้อจำกัดในการสร้างความแตกต่าง ผู้ประกอบการจึงมีแนวโน้มพัฒนา Customized Massage, Personalized Facial, Skin Analysis และ Wellness Program ที่สามารถปรับให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละราย 

2.3 เทคโนโลยีเข้ามาเสริม แต่ไม่ได้แทนที่มนุษย์

เทคโนโลยีกำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอุตสาหกรรมสปา โดยผู้ประกอบการนำเทคโนโลยี เช่น AI Skin Analysis, LED Light Therapy, Infrared Sauna, Cryotherapy และ Red-Light Therapy มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาทดแทนบุคลากรหรือนักบำบัด แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถออกแบบบริการได้แม่นยำและตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลมากขึ้น

2.4 Head Spa กำลังมาแรง

อีกหนึ่งบริการที่น่าจับตามองคือ Head Spaซึ่งได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐฯ และมีสถานประกอบการจำนวนมากขึ้นที่นำบริการดังกล่าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเมนูบริการ โดย Head Spa มีความสอดคล้องกับแนวโน้มการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงการดูแลหนังศีรษะ เส้นผม การผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะ คอ และไหล่เข้าด้วยกัน

2.5 Clean and Sustainable Ingredients

ในด้านผลิตภัณฑ์ เทรนด์ Clean Beauty และส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพเป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญ ผู้บริโภคให้ความสนใจมากขึ้นว่าสินค้าที่นำมาใช้กับร่างกายมีส่วนประกอบอะไร มีความปลอดภัยหรือไม่ ผลิตจากแหล่งใด และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติและสามารถแสดงข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มา กระบวนการผลิต และมาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างโปร่งใสจึงมีโอกาสสร้างความเชื่อมั่นได้มากขึ้น

Sustainability เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญต่อธุรกิจสปาและ Wellness ของสหรัฐฯ ผู้ประกอบการให้ความสนใจกับการใช้วัตถุดิบจากแหล่งที่มีความรับผิดชอบต่อสิงแวดล้อม บรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ ตลอดจนแนวคิด Cruelty-free และ Responsible Sourcing มากขึ้น 

2.6 Longevity และ Healthy Aging

Longevity และ Healthy Aging กำลังกลายเป็นแนวโน้มสำคัญของตลาด Wellness สหรัฐฯ ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงการมีอายุยืน แต่ต้องการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีในช่วงอายุที่มากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวเชื่อมโยงกับการนอนหลับ การฟื้นฟูร่างกาย การจัดการความเครียด การออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม 

กล่าวโดยสรุป แนวโน้มของตลาดสปาสหรัฐฯ กำลังเคลื่อนจาก Spa as Luxury Service ไปสู่ Spa as Wellness Lifestyle โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ Personalization, Technology, Clean Beauty, Sustainability, Head Spa, Recovery, Longevity และ Healthy Aging การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทยในการยกระดับ Thai Spa จากบริการนวดแบบดั้งเดิมไปสู่ Premium Thai Wellness Experience ที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้มากขึ้น

3. สถานการณ์ธุรกิจสปาไทยในสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบันยังไม่มีฐานข้อมูลกลางหรือสถิติอย่างเป็นทางการที่ระบุจำนวน “สปาไทย” ในสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะ เนื่องจากระบบสถิติธุรกิจของสหรัฐฯ มักจัดประเภทธุรกิจตามลักษณะการให้บริการ เช่น Massage Therapy, Day Spa, Beauty Salon หรือ Personal Care Services โดยไม่ได้แยกตามสัญชาติหรือรูปแบบการนวด คาดการณ์ว่ามีร้านนวดไทยเฉพาะทางประมาณ 1,500 – 2,500 แห่งทั่วสหรัฐฯ แต่ไม่สามารถระบุจำนวนสถานประกอบการสปาไทยทั่วประเทศได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจภาพรวมของตลาดพบว่ามีบริการนวดแผนไทยในหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ ทั้งในฐานะธุรกิจที่เน้นการนวดแผนไทยโดยเฉพาะ และในฐานะหนึ่งในบริการของ Day Spa หรือ Wellness Center โดยเฉพาะในเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรหลากหลาย เช่น นิวยอร์ก ลอสแอนเจลิส ซานฟรานซิสโก ฮิวสตัน 

image.png

สถานการณ์ของสปาไทยในสหรัฐฯ สามารถวิเคราะห์ได้ว่า มีการยอมรับการนวดแผนไทยในระดับหนึ่งแล้ว แต่ภาพลักษณ์ของธุรกิจยังมีความหลากหลายสูง ตั้งแต่ร้านนวดระดับราคาประหยัด ร้านนวดแบบอิสระไปจนถึงธุรกิจ Wellness ระดับ Premium ส่งผลให้ “ความเป็นไทย” ยังไม่ได้ถูกพัฒนาเป็นมาตรฐานหรือ Brand Positioning เดียวกันในตลาดสหรัฐฯ อย่างชัดเจน

ความท้าทายสำคัญคือ การนวดไทยในตลาดบางส่วนยังแข่งขันกันด้วยราคา ทำให้ยากต่อการสร้างมูลค่าเพิ่ม ขณะที่ตลาด Wellness ระดับกลางและระดับบนให้ความสำคัญกับคุณภาพของนักบำบัดความน่าเชื่อถือของใบอนุญาต ความสะอาด การออกแบบสถานที่ ประสบการณ์การบริการ และเรื่องราวของแบรนด์มากขึ้น ดังนั้น โอกาสของไทยในระยะต่อไปจึงควรมุ่งยกระดับจากภาพลักษณ์ของ “ร้านนวดไทย” ไปสู่ Thai Wellness หรือ Premium Thai Wellness Experience ที่มีมาตรฐานชัดเจนและเชื่อมโยงการนวดไทยเข้ากับสมุนไพรไทย อโรมาเธอราพี การดูแลสุขภาพ และการบริการแบบไทย

4. ขั้นตอนและข้อควรพิจารณาในการเปิดธุรกิจสปาและนวดแผนไทยในสหรัฐอเมริกา

การเปิดธุรกิจสปาหรือนวดแผนไทยในสหรัฐอเมริกาไม่มีขั้นตอนเดียวที่ใช้เหมือนกันทั่วประเทศ เนื่องจากสหรัฐฯ มีระบบการกำกับดูแลที่แบ่งอำนาจระหว่างรัฐบาลกลาง รัฐ และรัฐบาลท้องถิ่น โดยเฉพาะธุรกิจ Massage Therapy ซึ่งข้อกำหนดเกี่ยวกับใบอนุญาตของผู้ให้บริการ การเปิดสถานประกอบการ และมาตรฐานสถานที่อาจแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ โดยทั่วไปการจัดตั้งธุรกิจสปานวดไทยในสหรัฐฯ มีขั้นตอนหลัก ดังนี้

4.1 การกำหนดรูปแบบธุรกิจ, เลือกพื้นที่ตั้งและการจัดตั้งองค์กร

  • การกำหนดรูปแบบธุรกิจและเลือกพื้นที่ตั้ง: ผู้ประกอบการต้องพิจารณาว่าจะดำเนินธุรกิจในรูปแบบใด เช่น Sole Proprietorship, LLC หรือ Corporation รวมถึงตรวจสอบว่าพื้นที่ที่ต้องการเปิดกิจการสามารถใช้ประกอบธุรกิจสปาหรือนวดได้ตามกฎหมายผังเมืองและ Zoning หรือไม่ 

  • การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท: ผู้ประกอบการต้องจดทะเบียนธุรกิจกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง
    ขอหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี และดำเนินการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจทั่วไปตามที่รัฐหรือท้องถิ่นกำหนด รวมถึงอาจต้องขอใบอนุญาตเฉพาะสำหรับสถานประกอบการ Massage หรือ Spa ในบางพื้นที่

4.2 การขอใบอนุญาตพนักงานและผู้ประกอบการ (Licensing & Certification):

  • เจ้าของร้านต้องมีใบอนุญาตประกอบการสถานบริการนวด/สปา (Establishment License) ออกโดย State Board หรือ Department of Health ของแต่ละรัฐ และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของอาคาร การตรวจสอบระบบไฟฟ้าและประปา ใบอนุญาตก่อสร้างหรือปรับปรุงสถานที่ ข้อกำหนดด้านอัคคีภัย การเข้าถึงสำหรับผู้พิการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และข้อกำหนดด้านสุขอนามัยของรัฐหรือท้องถิ่น ทั้งนี้ ข้อกำหนดจะแตกต่างกันตามประเภทบริการที่มี
    เช่น หากมีบริการดูแลผิวหน้า ทำเล็บ หรือบริการด้านความงามบางประเภท อาจต้องมีใบอนุญาตด้าน Cosmetology หรือ Esthetics เพิ่มเติม

  • พนักงานนวดต้องมีใบอนุญาตของผู้ให้บริการนวด (Massage Therapist License) พนักงานนวดต้องจบหลักสูตรนวดจากสถาบันที่ได้รับการรับรองจากรัฐ ผ่านการเรียน 500–1,000 ชั่วโมง และสอบผ่านข้อสอบ MBLEx (Massage & Bodywork Licensing Examination) รวมถึงผ่านการตรวจสอบประวัติ (Background Check)

  • ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญคือการทำประกันธุรกิจและประกันความรับผิดทางวิชาชีพ เช่น General Liability Insurance และ Professional Liability Insurance เนื่องจากธุรกิจให้บริการนวดและสปามีความเสี่ยงต่อการเรียกร้องค่าเสียหายจากอุบัติเหตุหรือข้อร้องเรียนของลูกค้า

4.3 การทำประกันธุรกิจและประกันความรับผิดทางวิชาชีพ

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเปิดธุรกิจในสหรัฐฯ การวางแผนควรเริ่มจากการเลือกรัฐและเมืองเป้าหมายก่อน แล้วจึงตรวจสอบข้อกำหนดของ State Massage Therapy Board หน่วยงานด้านธุรกิจ และหน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่นั้นโดยเฉพาะ เนื่องจากรายละเอียดด้านใบอนุญาตแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

5. สินค้าสปาไทยที่มีศักยภาพและเป็นที่นิยมในตลาดสหรัฐอเมริกา

จากการพิจารณาการวางจำหน่ายสินค้าสปาไทยในตลาดสหรัฐฯ พบว่าสินค้าไทยที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มน้ำมันนวด, ผลิตภัณฑ์สำหรับการนวด, ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายและศีรษะ โดยจุดแข็งสำคัญของสินค้าไทยคือการนำเสนอประสบการณ์ที่เชื่อมโยงระหว่างส่วนผสมจากธรรมชาติ กลิ่นหอม การผ่อนคลาย และวัฒนธรรม Wellness ของไทย

ตัวอย่างของแบรนด์ไทยที่ทำตลาดในสหรัฐฯ คือ THANN USA ซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลากหลายทั้งผลิตภัณฑ์บำรุงผิว, ผลิตภัณฑ์บำรุงผมและหนังศีรษะ และผลิตภัณฑ์สำหรับการนวด โดยสินค้าที่อยู่ในกลุ่ม Bestsellers และผลิตภัณฑ์เด่นประกอบด้วย สบู่, ครีมอาบน้ำ, ยาสระผม, Pure Essential Oil, และ Aroma Diffuser ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสินค้ากลุ่มที่ผสมผสานการดูแลร่างกายกับประสบการณ์ด้านกลิ่นและการผ่อนคลาย มีศักยภาพในการสร้างตลาดในสหรัฐฯ

image.png
image.png

กลุ่มสินค้าสปาไทยที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ 

1. น้ำมันนวดและผลิตภัณฑ์สำหรับการนวด

น้ำมันนวดและผลิตภัณฑ์สำหรับการนวดเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความสอดคล้องกับธุรกิจสปาไทยโดยตรง เช่น น้ำมันนวด, น้ำมันหอมระเหย, ลูกประคบสมุนไพรไทย จุดแข็งของไทยอยู่ที่การนำสมุนไพรและกลิ่นที่มีเอกลักษณ์ เช่น ตะไคร้ ขิง ขมิ้น มะกรูด และน้ำมันหอมระเหย มาใช้ในการสร้างเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ควรระมัดระวังการกล่าวอ้างเชิงรักษาอาการปวดหรือโรค เนื่องจากอาจทำให้สถานะของผลิตภัณฑ์เปลี่ยนจากผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไปอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น

image.png

2. ผลิตภัณฑ์ขัดและบำรุงผิวกาย (Body Scrubs & Soaps)

สินค้าในกลุ่มนี้ เช่น สครับขัดผิวจากส่วนผสมธรรมชาติ (สครับมะพร้าว, สครับข้าวไรซ์เบอร์รี่/ข้าวจ้าว, สครับขมิ้นชัน), สบู่สมุนไพรไทย (Thai Herbal Soaps) เป็นกลุ่มที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคทั่วไปได้ง่ายและมีโอกาสจำหน่ายผ่านทั้งร้านค้าปลีกและ E-commerce จุดแข็งของไทยอยู่ที่การนำข้าว มะพร้าว มะลิ ตะไคร้ และสารสกัดจากพืชไทยมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวและมีเอกลักษณ์

3. ผลิตภัณฑ์ดูแลหนังศีรษะและเส้นผมสำหรับตลาด Head Spa

การเติบโตของ Head Spa เป็นโอกาสใหม่สำหรับสินค้าไทย โดยเฉพาะ Scalp Oil, Scalp Serum, Hair Mask, และผลิตภัณฑ์ดูแลหนังศีรษะ ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาสินค้าเฉพาะสำหรับ Professional Head Spa และผลิตภัณฑ์สำหรับให้ลูกค้าซื้อกลับไปใช้ต่อที่บ้าน

4. ผลิตภัณฑ์เครื่องหอมและอโรมาเธอราพี (Aromatherapy and Home Fragrance) 

ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้สามารถเชื่อมโยงกับทั้งธุรกิจสปา Wellness และการดูแลตนเองที่บ้านได้ ตัวอย่าง ที่น่าสนใจคือแบรนด์ไทย Reunrom (รื่นรมย์) ซึ่งนำกลิ่น วัตถุดิบ และเรื่องราวของสถานที่ในประเทศไทยมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย เช่น Diffuser และผลิตภัณฑ์เครื่องหอม โดยแบรนด์ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติหลังผลิตภัณฑ์ปรากฏใน Instagram ของ Maye Musk สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าไทยในการสร้างการรับรู้ในตลาดต่างประเทศผ่านเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์และการตลาดแบบ Organic Exposure

image.png

6. มูลค่าการส่งออกสินค้าสปาจากไทยไปสหรัฐฯ

การประเมินมูลค่าการส่งออกสินค้าสปาของไทยไปยังสหรัฐอเมริกามีข้อจำกัดด้านข้อมูล เนื่องจากในระบบสถิติการค้าระหว่างประเทศไม่มีพิกัดศุลกากร หรือ HS Code ที่กำหนดขึ้นโดยเฉพาะสำหรับหมวดผลิตภัณฑ์สปาโดยตรง ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่นำไปใช้ในธุรกิจสปาจึงกระจายอยู่ในหลายหมวดสินค้า อาทิ 

  • HS 3301 น้ำมันหอมระเหย 

  • HS 3303 หัวน้ำหอมและน้ำหอม

  • HS 3304 ผลิตภัณฑ์ด้านความงามและบำรุงผิว

  • HS 3305 ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม

  • HS 3307 ผลิตภัณฑ์สำหรับการดูแลร่างกายและผลิตภัณฑ์สำหรับอาบน้ำบางประเภท

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรบางประเภทอาจอยู่ภายใต้พิกัดศุลกากรอื่นตามลักษณะและการใช้งานของสินค้า การคำนวณมูลค่าการส่งออกสินค้าสปาไทยจึงจำเป็นต้องใช้กลุ่มสินค้าใกล้เคียงเป็นตัวแทนในการประเมิน

ข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร พบว่า ในปี 2568 ไทยส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวไปยังสหรัฐอเมริการวม 2,364.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,602.48 ล้านบาทในปี 2567 หรือขยายตัวร้อยละ 47.5 สะท้อนถึงโอกาสและการเติบโตของสินค้าไทยในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ Spa, Beauty และ Wellness ในตลาดสหรัฐฯ

กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด ได้แก่ HS 3307 ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายและผลิตภัณฑ์สำหรับอาบน้ำ มูลค่า 1,035.87 ล้านบาท รองลงมาคือ HS 3304 ผลิตภัณฑ์ด้านความงามและบำรุงผิว มูลค่า 796.81 ล้านบาท และ HS 3305 ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม มูลค่า 370.11 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพในการต่อยอดสู่ตลาด Professional Spa, Body Care และ Head Spa

ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกสินค้าทั้ง 5 กลุ่มไปยังสหรัฐฯ แล้ว 1,134.69 ล้านบาทโดยผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย และผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมยังคงเป็นกลุ่มสินค้าหลัก

กลุ่มสินค้า

มูลค่าปี  2565 
(ล้านบาท)

มูลค่าปี  2566 
(ล้านบาท)

มูลค่าปี  2567 
(ล้านบาท)

มูลค่าปี  2568 
(ล้านบาท)

มูลค่าปี  2569 
(ม.ค. - มิ.ย.) 
(ล้านบาท)

3301 น้ำมันหอมระเหย 

                   17.60 

                    6.86 

                   13.91 

                   17.02 

                   11.06 

3303 หัวน้ำหอมและน้ำหอม

                   65.53 

                   51.59 

                   49.25 

                  144.47 

                   63.89 

3304 ผลิตภัณฑ์ด้านความงามและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว 

                  600.48 

                  485.64 

                  530.60 

                  796.81 

                  458.72 

3305 ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม

                  190.13 

                  141.41 

                  228.24 

                  370.11 

                  208.33 

3307 ผลิตภัณฑ์สำหรับการดูแลร่างกายและผลิตภัณฑ์สำหรับอาบน้ำบางประเภท 

                  776.73 

                  625.50 

                  780.48 

                1,035.87 

                  392.68 

รวม

                1,650.47 

                1,310.99 

                1,602.48 

                2,364.28 

                1,134.69 

ที่มา: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

7. จุดเด่นและโอกาสของธุรกิจบริการสปาไทยและสินค้าสปาไทย

7.1 เอกลักษณ์ของ Thai Massage

ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบที่สำคัญในการเข้าสู่ตลาดสปาและ Wellness ของสหรัฐฯ จากการที่ Thai Massage เป็นบริการที่มีเอกลักษณ์และเป็นที่รู้จักในระดับสากล โดยมีองค์ประกอบที่แตกต่างจากการนวดแบบตะวันตก เช่น การยืดเหยียด การกดจุด การเคลื่อนไหวร่างกาย และการใช้แรงกดในรูปแบบต่าง ๆ ของการนวดไทย จึงสามารถนำเสนอเป็นประสบการณ์ด้าน Traditional Wellness ที่มีความแตกต่างจาก Swedish Massage หรือ การนวดแบบอื่น ๆ ได้

นอกจากนี้ โอกาสของไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียง Thai Massage เนื่องจากประเทศไทยมีองค์ประกอบทางวัฒนธรรมที่สามารถนำมาสร้างเป็นประสบการณ์ Wellness ได้ครบวงจร ตั้งแต่ Thai Massage, Thai Herbs, Thai Aromatherapy, Thai Hospitality ตลอดจนการออกแบบสถานที่และดนตรีที่สะท้อนความเป็นไทย องค์ประกอบเหล่านี้สามารถนำมาผสมผสานและพัฒนาเป็น Thai Wellness Experience ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าการจำหน่ายบริการนวดเพียงอย่างเดียว

7.2 วัตถุดิบและสมุนไพรไทย

อีกจุดแข็งหนึ่งของประเทศไทยคือ วัตถุดิบและสมุนไพรไทย ซึ่งสามารถนำมาสร้างเรื่องราวให้แก่ผลิตภัณฑ์ได้ โดยเฉพาะตะไคร้ มะกรูด มะพร้าว ขมิ้น ขิง ข้าว ดอกมะลิ และสารสกัดจากพืชสมุนไพรไทยต่าง ๆ วัตถุดิบเหล่านี้สามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ Massage Oil, Body Oil, Body Scrub, Facial Oil, Body Lotion, Aromatherapy และ Botanical Skincare ได้

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ไม่ควรอยู่บนพื้นฐานของการเป็น “สินค้าจากธรรมชาติ” เพียงอย่างเดียว เนื่องจากตลาดมีผลิตภัณฑ์ Natural และ Botanical Beauty จำนวนมาก ผู้ประกอบการไทยจึงควรสร้างความแตกต่างผ่าน Thai Botanical Story โดยนำเสนอทั้งแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรไทย คุณภาพของส่วนผสม กระบวนการผลิต และมาตรฐานด้านความปลอดภัย

7.3 การยกระดับ Thai Massage จากตลาด Mass Market ไปสู่ Premium Thai Wellness

โอกาสที่สำคัญของธุรกิจบริการคือการยกระดับ Thai Massage จากตลาด Mass Market ไปสู่ Premium Thai Wellness โดยพัฒนาบริการที่มีชื่อและประสบการณ์เฉพาะ เช่น Thai Signature Massage, Thai Herbal Massage, Thai Stretch & Recovery หรือ Thai Stress Relief พร้อมยกระดับการออกแบบสถานที่ การฝึกอบรมพนักงาน การบริการ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในห้องทรีตเมนต์ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดระดับกลางถึงระดับบนได้

ในระยะสั้น Thai Head Spa ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่น่าสนใจเนื่องจากสามารถเชื่อมโยงกับกระแส Head Spa ที่กำลังเติบโตในตลาดสหรัฐฯ และสามารถนำจุดแข็งของ Thai Massage และ Thai Herbal Wellness เข้ามาสร้างความแตกต่างได้ เช่น การนวดศีรษะและคอแบบไทย ร่วมกับการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลหนังศีรษะจากสมุนไพรไทย 

นอกจากนี้ ธุรกิจไทยสามารถใช้โอกาสจาก Hotel and Resort Spa ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้ต่อการใช้บริการสูงกว่า Day Spa โดยการร่วมมือกับโรงแรม Luxury Hotels และ Wellness Resorts ในสหรัฐฯ เพื่อพัฒนา Signature Thai Treatment หรือ Thai Wellness Program จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าสู่ตลาดระดับ Premium ได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเปิดสถานประกอบการเองตั้งแต่ต้น

นอกจากการส่งออกบริการแล้ว ไทยยังมีโอกาสส่งออก องค์ความรู้และมาตรฐานการให้บริการผ่านการฝึกอบรม Thai Massage, Thai Spa Management, Thai Herbal Treatment และ Thai Wellness Curriculum รวมถึงการให้คำปรึกษาและการพัฒนาระบบ Franchise หรือ Licensing ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่สามารถขยาย Thai Wellness ในสหรัฐฯ ได้โดยใช้เงินลงทุนต่ำกว่าการเปิดสาขาด้วยตนเอง

7.4 โอกาสสำหรับสินค้าสปาไทย

แนวทางที่น่าสนใจคือการพัฒนา Professional Spa Line ควบคู่กับ Retail Consumer Line กล่าวคือ ผลิตภัณฑ์เดียวกันสามารถนำไปใช้ในห้องทรีตเมนต์ของสปาและจำหน่ายให้ลูกค้านำกลับไปใช้ที่บ้านได้ เช่น น้ำมันนวด, น้ำมันหอมระเหย, ผลิตภัณฑ์ขัด/พอกผิว, ลูกประคบสมุนไพรไทย (Herbal Compress)

รูปแบบดังกล่าวมีข้อได้เปรียบเนื่องจากช่วยเชื่อมโยงธุรกิจบริการกับธุรกิจสินค้า ลูกค้าสามารถทดลองผลิตภัณฑ์ระหว่างรับบริการ เมื่อเกิดความประทับใจจึงสามารถซื้อกลับไปใช้ที่บ้าน และสามารถซื้อซ้ำผ่านช่องทาง E-commerce ได้ในอนาคต จึงเกิดรูปแบบธุรกิจที่เรียกว่า “Spa-to-Retail” ซึ่งมีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่า

8. กฎระเบียบ ใบอนุญาต และมาตรฐานส่วนผสม

8.1 กฎระเบียบและใบอนุญาตสำหรับธุรกิจบริการสปา

การเปิดและดำเนินธุรกิจสปาในสหรัฐฯ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลระดับรัฐ (State Level) และระดับท้องถิ่น (City/County Level)

  • Establishment License: ใบอนุญาตประกอบการสถานบริการสปา ออกโดย State Board
    of Cosmetology หรือ Department of Health ของแต่ละรัฐ

  • Professional Practitioner License: พนักงานนวดต้องได้รับใบอนุญาตประกอบอาชีพ (Massage Therapist License / Esthetician License) ตามข้อกำหนดของแต่ละรัฐ ซึ่งต้องผ่านการเรียน
    ตามจำนวนชั่วโมงที่กำหนด (โดยทั่วไป 500–1,000 ชั่วโมง) และสอบผ่านข้อสอบมาตรฐาน (เช่น MBLEx)

  • Compliance & Safety: การปฏิบัติตามกฎหมายการจ้างงาน มาตรฐานสุขอนามัย และ
    การทำประกันภัยความรับผิดชอบต่อสาธารณะ (General & Professional Liability Insurance)

8.2 มาตรฐานส่วนผสมและการนำเข้าสินค้าสปา

การนำเข้าและจำหน่ายสินค้าสปา เครื่องสำอาง และสกินแคร์ในสหรัฐฯ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายระดับสหพันธ์ (Federal Level) ควบคุมโดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (US FDA)

  • กฎหมาย  MoCRA (Modernization of Cosmetics Regulation Act of 2022):กฎหมายกำกับดูแลเครื่องสำอางฉบับใหม่ของสหรัฐฯ กำหนดให้:

    • โรงงานผู้ผลิตในต่างประเทศต้องจดทะเบียนสถานประกอบการ (Facility Registration) กับ US FDA

    • ต้องแจ้งรายการผลิตภัณฑ์ (Product Listing) ก่อนวางจำหน่าย

    • ต้องมีเอกสารพิสูจน์ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ (Safety Substantiation)

    • ต้องมีระบบรับแจ้งและรายงานผลกระทบแรงขั้นรุนแรง (Adverse Event Reporting)

  • มาตรฐานส่วนผสม (Ingredient Standards):

    • ส่วนผสม สารกันเสีย และสี ต้องเป็นสารที่ FDA อนุญาต (GRAS - Generally Recognized as Safe)

    • ต้องไม่มีสารห้ามใช้ เช่น สารปรอท บิเธโอนอล (Bithionol) หรือส่วนผสมอันตรายอื่นๆ

    • การแสดงฉลาก (Labeling) ต้องระบุส่วนผสมทั้งหมดตามมาตรฐาน INCI Name มีคำเตือน
      และระบุสถานที่ผลิต/ผู้นำเข้าอย่างชัดเจน

    • หากมีการกล่าวอ้างสรรพคุณทางการรักษา (Therapeutic Claims) สินค้านั้นจะถูกจัดเป็น "ยา" (Drug / OTC) ซึ่งต้องผ่านกระบวนการอนุมัติที่เข้มงวดกว่าเครื่องสำอางทั่วไป

  • Professional Spa Market: เสนอขายตรงแก่ Resort & Hotel Spas, Day Spas และ Medical Spas เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของเมนูทรีตเมนต์ (Back-bar products) ช่องทางนี้มีความสำคัญอย่างมากสำหรับสินค้า เนื่องจากผลิตภัณฑ์สามารถถูกนำไปใช้ในบริการจริงและสร้างการรับรู้ต่อผู้บริโภคไปพร้อมกัน หากลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีจากผลิตภัณฑ์ในสปา ก็มีโอกาสซื้อผลิตภัณฑ์กลับไปใช้ที่บ้าน ซึ่งเป็นโมเดลที่สามารถเชื่อมโยงธุรกิจบริการเข้ากับธุรกิจสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • B2B Trade Shows: เข้าร่วมงานแสดงสินค้าสำคัญในไทยและสหรัฐฯ เช่น THAIFEX HOREC, ISPA Conference & Expo, IECSC (International Esthetics, Cosmetics & Spa Conference)

  • จำหน่ายผ่าน  Distributor หรือ Importer: สำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่มีเครือข่ายในสหรัฐฯ การใช้ Distributor หรือ Importer เป็นช่องทางเข้าสู่ตลาดในระยะแรกอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เนื่องจาก Distributor ในสหรัฐฯ สามารถช่วยด้านคลังสินค้า การกระจายสินค้า ทีมขาย และเครือข่ายลูกค้าได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยควรเลือก Distributor ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน  Spa, Beauty หรือ Wellness โดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ตรงกว่าการใช้ตัวแทนจำหน่ายทั่วไป

  • Specialty Beauty Stores: เชนร้านค้าความงามระดับพรีเมียม เช่น Sephora, Ulta Beauty, Credo Beauty (เน้น Clean Beauty)

  • E-Commerce Platforms: ขายผ่าน Amazon US (เข้าร่วมโครงการ  Amazon Global Selling), Brand Website และ Social Commerce โดยเฉพาะ TikTok มีบทบาทมากขึ้นในตลาด  Beauty และ Wellness ของสหรัฐฯ McKinsey ประเมินว่า TikTok เป็นหนึ่งในช่องทางที่มีการเติบโต
    อย่างรวดเร็วในตลาด Beauty ของสหรัฐฯ และยอดขาย Beauty บนแพลตฟอร์มดังกล่าวมีแนวโน้ม
    แตะประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026

  • Boutique / Gift Shops: วางจำหน่ายในร้านค้าไลฟ์สไตล์ หรือ Boutique ในโรงแรม/รีสอร์ตหรู

9. ช่องทางการจำหน่ายสินค้าสปาไทยในสหรัฐอเมริกา

9.1 ช่องทาง B2B (Business-to-Business)

9.2 ช่องทาง B2C & Retail (Business-to-Consumer)

10. สถานการณ์ภาษีนำเข้าสินค้าสปาไทยในสหรัฐอเมริกา

อัตราภาษีศุลกากรพื้นฐาน (Most Favored Nation - MFN) สำหรับสินค้าหมวดเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากไทยเข้าสหรัฐฯ อยู่ที่ 0% ถึง 4.9% (ขึ้นอยู่กับประเภทและส่วนผสมของสินค้า) การนำสินค้าเข้าสู่สหรัฐฯ อยู่ภายใต้ระบบศุลกากรของ U.S. Customs and Border Protection (CBP) โดยใช้พิกัดศุลกากร Harmonized Tariff Schedule (HTS) โดยอัตราภาษีสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ที่ https://hts.usitc.gov/

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2026 สหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 301 ประเด็นแรงงานบังคับ โดยกำหนดอัตราภาษีสำหรับประเทศไทยที่ 12.5% ดังนั้น ภาระภาษีของสินค้าสปาไทยในทางปฏิบัติจึงต้องพิจารณาจาก HTS Code ของสินค้าแต่ละประเภท โดยอาจประกอบด้วยอัตราภาษีพื้นฐาน หรือ MFN Duty และภาษีเพิ่มเติมตามมาตรการของสหรัฐฯ ผู้ส่งออกจึงควรติดตามทิศทางและการประกาศอัตราภาษีของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

11. ปัญหาและอุปสรรคของแบรนด์สปาไทยและสินค้าสปาไทยในสหรัฐฯ

11.1 ข้อจำกัดด้าน Brand Awareness

เนื่องจากผู้บริโภคสหรัฐฯ ยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับ Thai Wellness ในระดับจำกัดเมื่อเทียบกับ Japanese Wellness หรือ K-Beauty ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องลงทุนด้านการสื่อสารและการให้ความรู้แก่ตลาด

11.2 ปัญหาด้านภาพลักษณ์ของการนวดไทย

ภาพลักษณ์ของ Thai Massage ที่ในบางพื้นที่ถูกเชื่อมโยงกับบริการนวดราคาประหยัด ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ต้องการทำตลาดระดับ Premium จำเป็นต้องลงทุนใน Brand Identity, Interior Design, Therapist Training, Customer Experience และ Product Quality เพื่อแยกตัวเองออกจากตลาดราคาต่ำ

11.3 ปัญหาด้านบุคลากร

บุคลากรยังเป็นปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมสปาสหรัฐฯ โดย ISPA ระบุว่าการสรรหาและรักษาบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและมีใบอนุญาต (Massage Therapist License / Esthetician License) ตรงตามเกณฑ์ของแต่ละรัฐยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายหลักของผู้ประกอบการ เนื่องจากบุคลากรต้องผ่านการเรียน 500–1,000 ชั่วโมงและสอบให้ผ่าน

11.4 กฎระเบียบ MoCRA ของ US FDA ที่เข้มงวดขึ้น

กฎระเบียบของสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Modernization of Cosmetics Regulation Act (MoCRA) สำหรับเครื่องสำอาง ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ การจดทะเบียน สถานประกอบการ การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการเก็บรักษาข้อมูลและการรายงานปัญหาด้านความปลอดภัยตามข้อกำหนดของ FDA

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรระมัดระวังเรื่อง Product Claims เป็นอย่างมาก เพราะการกล่าวอ้างว่าสินค้าสามารถรักษาโรค ลดการอักเสบ รักษาอาการปวด หรือป้องกันโรค อาจทำให้ผลิตภัณฑ์ซึ่งเดิมตั้งใจจำหน่ายเป็นเครื่องสำอางถูกพิจารณาเป็นยาได้ ดังนั้น การสื่อสารควรเน้นเรื่องความผ่อนคลาย ความหอม การให้ความชุ่มชื้น และการดูแลผิว มากกว่าการกล่าวอ้างเชิงการแพทย์

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

ข้อมูลอ้างอิงhttps://market.us/report/spa-products-market/

https://www.spabusiness.com/

https://www.americanspa.com/spa-news/ispa-releases-new-spa-industry-statistics

https://www.mckinsey.com/industries/consumer-packaged-goods/our-insights/state-of-beauty
https://tradereport.moc.go.th/th

 

Share :
Instagram