fb
เงินรูเปียห์แตะระดับ 17,080 ต่อดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางแนวโน้มค่าเงินโลกอ่อนตัว

เงินรูเปียห์แตะระดับ 17,080 ต่อดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางแนวโน้มค่าเงินโลกอ่อนตัว

โดย
Kumtornpol
ลงเมื่อ 07 เมษายน 2569 13:26
สคต. ณ กรุงจาการ์ตา (อินโดนีเซีย) (TTC, Jakarta (Indonesia))
1

อัตราแลกเปลี่ยนของเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียอยู่ที่ระดับ 17,080 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเช้าวันอังคาร (7 เมษายน) โดยค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลง 45 จุด หรือ 0.26% จากการซื้อขายครั้งก่อนหน้า

สกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียก็ปรับตัวอ่อนค่าลงเช่นกัน โดยริงกิตมาเลเซียลดลง 0.01% ดอลลาร์สิงคโปร์อ่อน ค่า 0.19%  วอนเกาหลีใต้ร่วง 0.20% และเงินเยนญี่ปุ่นลดลง 0.14%

ขณะที่ดอลลาร์ฮ่องกงแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย 0.01% ส่วนข้อมูลของเงินหยวนจีนยังไม่มีการเปิดเผย

ในทำนองเดียวกันสกุลเงินหลักของประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่อยู่ในแดนลบ โดยยูโรอ่อนค่า 0.14% ปอนด์ สเตอร์ลิง อังกฤษลดลง 0.15% และฟรังก์สวิสร่วง 0.23%

นอกจากนี้ ดอลลาร์ออสเตรเลียยังอ่อนค่าลง 0.26% และดอลลาร์แคนาดาลดลง 0.14%

ลุคแมน เลอง นักวิเคราะห์ค่าเงินจาก Doo Financial Futures ประเมินว่าการอ่อนค่าของรูเปียห์เกิดจาก ความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะหลังจากคำแถลง ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์

“ทรัมป์ย้ำอีกครั้งว่าสหรัฐฯ จะโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานของอิหร่านในวันอังคาร” เขากล่าวกับสื่อ CNNIndonesia.com

 

ความเห็นจากสำนักงาน

ค่าเงินรูเปียห์อินโดนีเซียอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 17,080 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงเช้าวันที่ 7 เมษายน ลดลง 0.26% จากวันก่อนหน้า สอดคล้องกับทิศทางสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียที่ปรับตัวอ่อนค่า ไม่ว่าจะเป็นริงกิตมาเลเซีย ดอลลาร์สิงคโปร์ วอนเกาหลีใต้ และเยนญี่ปุ่น ขณะที่สกุลเงินหลักของประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ยูโร ปอนด์สเตอร์ลิง และฟรังก์สวิส ต่างก็อ่อนค่าลงเช่นกัน รวมถึงดอลลาร์ออสเตรเลียและดอลลาร์แคนาดา โดยนักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยหลักมาจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ภายหลัง Donald Trump แถลงถึงความเป็นไปได้ในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน การอ่อนค่าของรูเปียห์แม้จะสร้างความผันผวนในระยะสั้น แต่กลับมีนัยสำคัญต่อตลาดอินโดนีเซียในหลายด้าน โดยด้านบวก ค่าเงินที่อ่อนช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าอินโดนีเซียในตลาดโลก โดยเฉพาะสินค้าเกษตร สินค้าโภคภัณฑ์ และอุตสาหกรรมแปรรูป ส่งผลให้ผู้ส่งออกมีโอกาสขยายตลาดได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวอาจได้รับอานิสงส์จากค่าใช้จ่ายที่ถูกลงสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบด้านลบต่อตลาดภายในประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนการนำเข้าสินค้า วัตถุดิบ และพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อผู้ผลิตในประเทศและผู้ประกอบการที่พึ่งพาการนำเข้า นอกจากนี้ ยังเพิ่มแรงกดดันต่อราคาสินค้าในประเทศและกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยมีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นจากปัจจัยดังกล่าว ทั้งนี้ แม้ Bank Indonesia จะมีบทบาทสำคัญในการดูแลเสถียรภาพค่าเงินและควบคุมเงินเฟ้อผ่านนโยบายการเงิน แต่หากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศยืดเยื้อ อาจทำให้ตลาดการเงินอินโดนีเซียยังคงเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง

โดยสรุป ตลาดอินโดนีเซียในระยะนี้มีลักษณะ “ได้ประโยชน์ด้านการส่งออก แต่เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและกำลังซื้อภายใน” ผู้ประกอบการไทยที่ทำตลาดในอินโดนีเซียควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน การตั้งราคาสินค้าให้เหมาะสม และการเลือกใช้วัตถุดิบหรือห่วงโซ่อุปทานในประเทศมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนดังกล่าว

Share :
Instagram