
การแข่งขันในตลาดเนื้อวัวของเวียดนามกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านชนิดและราคาของชิ้นเนื้อ ไปสู่การแข่งขันด้าน คุณภาพ แหล่งที่มา ความสม่ำเสมอ และความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากเนื้อวัวนำเข้าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดร้านอาหาร แต่เริ่มเข้าสู่การบริโภคภายในครัวเรือนมากขึ้น ในขณะที่ผู้บริโภคให้ความสนใจกับประเทศต้นทาง คุณภาพ และประเภทของชิ้นเนื้อมากขึ้น
นาย Trần Thế Quang จาก Golden Gate ผู้ประกอบการเครือร้านอาหารกล่าวว่า GoGi House ใช้เนื้อวัวจากสหรัฐฯ และออสเตรเลียเป็นหลัก โดยนำเข้าทั้งเนื้อแช่แข็งทางเรือและเนื้อแช่เย็นทางอากาศ เนื้อแช่แข็งเหมาะกับ ความต้องการในปริมาณมากและมีต้นทุนโดยทั่วไปต่ำกว่า ส่วนเนื้อแช่เย็นต้องรักษาอุณหภูมิประมาณ 0–5 องศา และต้องมีระยะเวลาจัดเก็บหลังมาถึงเพื่อรักษาความนุ่มและความชุ่มฉ่ำ การเลือกประเภทเนื้อขึ้นอยู่กับเมนู กลุ่มลูกค้า และระดับราคาของร้านอาหาร แต่สิ่งสำคัญสำหรับผู้นำเข้าคือคุณภาพและปริมาณการจัดส่งที่สม่ำเสมอ เมื่อบริษัทเริ่มนำเข้าเนื้อวัวชุดแรกในช่วงปี 2553–2555 ตลาดเนื้อวัวนำเข้าในเวียดนามยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ผู้บริโภคคุ้นเคยกับเนื้อวัวในอาหารดั้งเดิม เช่น เฝอ มากกว่าการเลือกซื้อเนื้อแยกตามส่วน แต่ปัจจุบันผู้บริโภคสามารถเลือกเนื้อได้หลายสิบประเภท เช่น สันใน น่องหน้า เนื้ออก ซี่โครง สันนอก และเนื้อส่วนท้อง โดยร้านอาหารเกาหลีและญี่ปุ่นประเภทหม้อไฟและปิ้งย่าง รวมถึงร้านสเต๊กมีส่วนสำคัญในการสร้างความคุ้นเคยให้กับผู้บริโภค ก่อนที่ผู้บริโภคจะมองหาชิ้นเนื้อประเภทเดียวกันในซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าปลีก
ความต้องการเนื้อวัวเฉพาะส่วนสะท้อนให้เห็นจากการส่งออกของออสเตรเลีย โดยในปี 2568 ออสเตรเลียส่งออกเนื้อวัวมายังเวียดนาม 18,221 ตัน และแนวโน้มการส่งออกเริ่มเปลี่ยนไปสู่เนื้อที่แบ่งเป็นชิ้นเฉพาะส่วนมากขึ้น โดยเฉพาะ เนื้อสันในที่มีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อผู้บริโภคเลือกซื้อเนื้อเป็นชิ้น ความสม่ำเสมอของคุณภาพจึงมีความสำคัญมากขึ้น ร้านอาหารต้องสามารถคาดการณ์ได้ว่าเนื้อแต่ละส่วนจะมีลักษณะอย่างไรเมื่อผ่านการปรุง ในขณะที่เครือร้านอาหารและผู้ค้าปลีกต้องมั่นใจว่าจะสามารถจัดหาเนื้อประเภทเดิมที่มีคุณภาพสม่ำเสมอได้อย่างต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมโคของเวียดนามยังพึ่งพาฟาร์มขนาดเล็กจำนวนมาก ส่งผลให้โครงสร้างการผลิตมี ความกระจัดกระจาย และทำให้การตรวจสอบย้อนกลับ การควบคุมคุณภาพ และการจัดหาสินค้าอย่างสม่ำเสมอทำได้ ยากขึ้น รายงานของ MLA เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า ผู้บริโภคเวียดนามที่ซื้อเนื้อวัวนำไปบริโภคที่บ้านให้ความสำคัญกับ คุณภาพ ความสด ประเทศต้นทาง วัตถุประสงค์ในการนำไปใช้ และราคา อีกทั้งผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มสูงสุดประมาณร้อยละ 30 สำหรับเนื้อสัตว์ที่มีความน่าเชื่อถือ โดยความเชื่อมั่นเชื่อมโยงกับทั้งคุณภาพและระบบตรวจสอบย้อนกลับ
ความต้องการที่เพิ่มขึ้นกำลังดึงดูดผู้จัดหารายใหม่เข้าสู่ตลาด โดย บราซิล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและผู้ส่งออกเนื้อวัวรายใหญ่ของโลก ได้กลับเข้าสู่ตลาดเวียดนามอีกครั้งในปี 2568 ในขณะเดียวกัน JBS ผู้แปรรูปเนื้อสัตว์รายใหญ่ของบราซิล ประกาศแผนลงทุน 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อสร้างโรงงาน 2 แห่งในเวียดนาม โดยมีแนวทางนำเข้าวัตถุดิบจากบราซิลมาแปรรูปในเวียดนามเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งต่อไปยังตลาดอื่นในเวียดนาม
การลงทุนลักษณะดังกล่าวอาจทำให้เวียดนามมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานเนื้อวัวระดับภูมิภาคมากขึ้น โดยเนื้อวัวนำเข้าจะไม่ได้ถูกจำหน่ายให้ผู้บริโภคชาวเวียดนามเพียงอย่างเดียว แต่สามารถนำมาแปรรูป บรรจุ และกระจายต่อไปยัง ตลาดอื่นฯ ได้
สำหรับผู้ผลิตภายในประเทศ การแข่งขันจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ระดับฟาร์ม แต่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ฟาร์ม โรงฆ่าสัตว์ การจัดเกรด ห้องเย็น และการขนส่ง ในขณะที่ผู้จัดหาระหว่างประเทศสามารถจัดส่งเนื้อเฉพาะส่วนให้ตรงกับกลุ่มตลาดเป้าหมาย และสร้างความต้องการผ่านช่องทางร้านอาหารและค้าปลีก ส่งผลให้ ความสามารถในการควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบย้อนกลับ รักษาความสม่ำเสมอของสินค้า และบริหารห่วงโซ่อุปทาน กลายเป็นปัจจัยสำคัญใน การแข่งขันของตลาดเนื้อวัวเวียดนามมากขึ้น
(จาก https://vneconomy.vn/)
ข้อคิดเห็น สคต
ตลาดเนื้อวัวเวียดนามกำลังเข้าสู่ช่วงที่ผู้บริโภคมีความหลากหลายในการเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น จากเดิมที่เนื้อวัวส่วนใหญ่ถูกบริโภคผ่านเมนูอาหารทั่วไป ปัจจุบันการขยายตัวของร้านอาหารปิ้งย่าง สเต๊ก และอาหารนานาชาติ รวมถึงการจำหน่ายผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตและค้าปลีกสมัยใหม่ ทำให้ผู้บริโภคคุ้นเคยกับการบริโภคเนื้อวัวเฉพาะส่วนและเนื้อวัวที่คุณภาพมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับมาตรฐานสินค้า ความปลอดภัย แหล่งที่มา และความสม่ำเสมอของคุณภาพมากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว ในขณะเดียวกัน การที่เวียดนามยังมีข้อจำกัดด้านการผลิตภายในประเทศและระบบห่วงโซ่อุปทานที่กระจายตัว ทำให้เนื้อวัวนำเข้ามีบทบาทสำคัญในการตอบสนองความต้องการของตลาด โอกาสในตลาดเวียดนามจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะการส่งออกเนื้อวัวสดหรือแช่แข็ง แต่สามารถขยายไปสู่เนื้อวัวคัดเกรด ผลิตภัณฑ์เนื้อแปรรูป และสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสามารถตอบโจทย์ร้านอาหารและผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง นอกจากนี้ ไทยยังมีศักยภาพในการนำเสนอเทคโนโลยีและบริการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน เช่น การแปรรูป การควบคุมคุณภาพ ห้องเย็น โลจิสติกส์ และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ทั้งนี้ การแข่งขันในตลาดเวียดนามมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากผู้ส่งออกรายใหญ่หลายประเทศ ผู้ประกอบการไทยจึงควรเน้นสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความน่าเชื่อถือ มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก
Disclaimer: ข้อมูลต่าง ๆ ที่ปรากฏเป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และการเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้สนใจเท่านั้นโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงกรุงฮานอยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าในทางใด- สคต.กรุงฮานอย