
ธนาคารในเวียดนามกำลังปรับกลยุทธ์จากการมุ่งขยายสินเชื่อและขนาดธุรกิจไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศด้านบริการทางการเงิน (Financial Service Ecosystem) เพื่อสร้างแหล่งกำไรที่มีความยั่งยืนมากขึ้น โดยข้อมูลผลประกอบการล่าสุดสะท้อนว่า ธุรกิจบริการกำลังเปลี่ยนจากแหล่งรายได้เสริมไปเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตของภาคธนาคาร
งบการเงินช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 จากธนาคาร 28 แห่ง พบว่า รายได้สุทธิจากค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชันรวมเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประมาณ 52.63 ล้านล้านด่ง (ประมาณ 1,990 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สะท้อนการขยายตัวอย่างชัดเจนของธุรกิจบริการและรายได้
การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ธนาคารเผชิญข้อจำกัดในการขยายส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ทำให้การเพิ่มรายได้จากสินเชื่อเพียงอย่างเดียวทำได้ยากขึ้น ธนาคารจึงหันมาใช้ฐานลูกค้า เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมจากบริการต่างๆ
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ธนาคารหลายแห่งมีรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตในระดับสามหลัก โดย VIB มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดถึงร้อยละ 294 รายได้สุทธิจากค่าบริการเพิ่มจาก 779,000 ล้านด่ง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 เป็น 3.06 ล้านล้านด่ง SHB มีรายได้จากธุรกิจบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 277 เป็น 3.83 ล้านล้านด่ง ในขณะที่ Sacombank เพิ่มขึ้นร้อยละ 140 เป็น 3.95 ล้านล้านด่ง
ด้าน VPBank มีรายได้จากบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 121 คิดเป็น 5.56 ล้านล้านด่ง และ Techcombank เพิ่มขึ้นร้อยละ 73 คิดเป็น 6.81 ล้านล้านด่ง ในขณะที่ธนาคารขนาดเล็ก เช่น ABBank และ PGBank มีอัตราการเติบโตในระดับสามหลักเช่นกัน สะท้อนว่าการกระจายแหล่งรายได้กำลังกลายเป็นกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้ในวงกว้างทั่วทั้งระบบธนาคาร อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยมีธนาคาร 6 แห่งที่รายได้สุทธิจากค่าบริการลดลง ได้แก่ Eximbank ลดลงร้อยละ 80 MSB ลดลงร้อยละ 40 ส่วน Vietbank และ Bac A Bank ลดลงร้อยละ 28
ผู้เชี่ยวชาญจาก FiinRatings ประเมินว่า ปี 2569 จะเป็นช่วงที่ธนาคารต้องดำเนินการขยายสินเชื่ออย่างระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากสัดส่วนสินเชื่อต่อ GDP อยู่ในระดับสูง และแรงกดดันด้านการบริหารความเสี่ยงเพิ่มขึ้น คาดว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิของอุตสาหกรรมธนาคารจะอยู่ต่ำกว่าร้อยละ 3 ส่งผลให้การสร้างกำไรจากธุรกิจสินเชื่อทำได้ยากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต ดังนั้น บริการชำระเงิน ธนาคารดิจิทัล ประกันภัยผ่านธนาคาร (Bancassurance) และการบริหาร
ความมั่งคั่ง (Wealth Management) จึงมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันของธนาคาร
นาง Tran Thi Khanh Hien หัวหน้าฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์ MBS ระบุว่า แนวโน้มรายได้จากบริการต่างๆ ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยในปี 2569 ยังคงเป็นบวกอย่างมาก แต่โครงสร้างของรายได้จะเปลี่ยนแปลงไป โดยธนาคารจะลดการพึ่งพารายได้ที่มีความผันผวน เช่น การลงทุนในหลักทรัพย์หรือการติดตามเรียกคืนหนี้ และหันมาให้ความสำคัญกับรายได้ที่มีความยั่งยืนมากกว่า เช่น ค่าธรรมเนียมบัตรและบริการธนาคารดิจิทัล ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบนิเวศของลูกค้าโดยตรง และได้รับผลกระทบจากสินเชื่อหรือความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่า
นาย Nguyen Quang Huy ผู้เชี่ยวชาญด้านการธนาคารจากมหาวิทยาลัยเหงียนจ๋าย (Nguyễn Trãi University)กล่าวว่า แม้สินเชื่อยังคงเป็นปัจจัยหลักในการสร้างกำไรของธนาคารในปัจจุบัน แต่ธนาคารทั้งหลายต่างเร่งพัฒนาแหล่งรายได้ใหม่ในภาคบริการ การเพิ่มขึ้นอย่างมากของรายได้สุทธิจากบริการในช่วงครึ่งปีแรกจึงเป็นสัญญาณว่าการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ดังกล่าวกำลังดำเนินไปในทิศทางที่เหมาะสม
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า โครงสร้างการทำกำไรของภาคธนาคารเวียดนามกำลังมีความสมดุลและยั่งยืนมากขึ้น การเติบโตของรายได้จากบริการไม่เพียงช่วยชดเชยรายได้จากธุรกิจบางประเภทที่มีความผันผวนสูง แต่ยังช่วยสร้างฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นให้แก่ธนาคาร การเพิ่มบทบาทของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยกำลังกลายเป็นเสาหลักใหม่ของระบบธนาคารเวียดนาม ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารมีทรัพยากรมากขึ้นในการยกระดับคุณภาพสินทรัพย์ เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล และเพิ่มประสิทธิภาพในการสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะต่อไป
(จาก https://vietnamnews.vn/)
ข้อคิดเห็น สคต
ภาคธนาคารเวียดนามกำลังอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยนโครงสร้างการดำเนินธุรกิจ จากเดิมที่พึ่งพารายได้จากการปล่อยสินเชื่อและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเป็นหลัก ไปสู่การสร้างระบบนิเวศบริการทางการเงิน (Financial Service Ecosystem) ที่ครอบคลุมมากขึ้น โดยมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-interest Income) ผ่านบริการชำระเงิน ธนาคารดิจิทัล บัตรเครดิต ประกันภัยผ่านธนาคาร การบริหารความมั่งคั่ง และบริการทางการเงินสำหรับภาคธุรกิจ ทั้งนี้ การเติบโตของรายได้จากค่าธรรมเนียมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนว่ากลยุทธ์ดังกล่าวเริ่มมีบทบาทอย่างชัดเจนต่อโครงสร้างรายได้ของธนาคารเวียดนาม การที่ธนาคาร 28 แห่งมีรายได้สุทธิจากค่าธรรมเนียมและ
ค่าคอมมิชชันรวมเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการสร้างรายได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะธนาคารที่สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์และบริการหลายประเภทเข้ากับฐานลูกค้าเดิม ทำให้สามารถสร้างรายได้ต่อหนึ่งลูกค้าได้เพิ่มขึ้น และลดการพึ่งพารายได้จากดอกเบี้ยเพียงช่องทางเดียว
แนวโน้มดังกล่าวมีความสำคัญต่อเสถียรภาพของภาคธนาคาร เนื่องจากการขยายสินเชื่อในระยะต่อไปอาจเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น ทั้งจากระดับสินเชื่อต่อ GDP ที่อยู่ในระดับสูง ความจำเป็นในการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ และแรงกดดันต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย การเพิ่มรายได้จากบริการจึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้ธนาคารสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรโดยไม่จำเป็นต้องเร่งขยายสินเชื่อเพียงอย่างเดียว อีกทั้งรายได้จากบริการบางประเภท เช่น ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน บริการดิจิทัล และบริการบริหารความมั่งคั่ง มีแนวโน้มที่จะสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอมากกว่ารายได้จากกิจกรรมที่ขึ้นอยู่กับภาวะตลาด