
โอกาสสินค้าไทยในจีน : สินค้ากาแฟสำเร็จรูปและเครื่องดื่มกาแฟพร้อมชง

ธุรกิจเครื่องดื่มชาแบบใหม่ในจีนกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ รสชาติที่หลากหลาย และประสบการณ์การดื่มที่มากกว่าแค่การดื่มชา งานวิจัยของ iiMedia Research (2025) พบว่า ตลาดเครื่องดื่มชาแบบใหม่ในจีนมีมูลค่า 3.547 แสนล้านหยวนในปี 2024 และคาดการณ์จะเติบโตถึง 4 แสนล้านหยวนในปี 2028 สะท้อนถึงโอกาสอันยิ่งใหญ่สำหรับผู้ประกอบการไทยในการส่งออกวัตถุดิบชา ส่วนผสมสมุนไพรไทย และผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชาสูตรเฉพาะที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและความหลากหลายที่กำลังมาแรงในจีน

โครงสร้างตลาดกาแฟสำเร็จรูปในจีน:
ตลาดเครื่องดื่มชาแบบใหม่ในจีนมีการแข่งขันสูง โดยมีผู้เล่นกระจายอยู่ในหลายระดับของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ภาคต้นน้ำ (วัตถุดิบชาและส่วนผสม) ภาคกลางน้ำ (ผู้ผลิตและแบรนด์เครื่องดื่มชา) ไปจนถึงภาคปลายน้ำ (ช่องทางจัดจำหน่าย)
แบรนด์เครื่องดื่มชาแบบใหม่ที่มีบทบาทในตลาดจีน ได้แก่ แบรนด์ท้องถิ่นจีนที่กำลังมาแรง เช่น Mixue Bingcheng , Naixue Tea , Chagee , ChaBaidao , Chayan Yuese และ Heytea ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มเครื่องดื่มชาพรีเมียมและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ขณะที่แบรนด์ไทยยังมีโอกาสในการเข้าสู่ตลาดนี้ผ่านการส่งออกวัตถุดิบชาและส่วนผสมจากธรรมชาติ

ข้อมูลเชิงลึกจากผู้บริโภคจีน
พฤติกรรมการซื้อเครื่องดื่มชาแบบใหม่ ดังนี้
ผู้บริโภคส่วนใหญ่ (73.09%) ซื้อประจำ 1-2 แบรนด์และบางครั้งก็ลองแบรนด์ใหม่
ผู้บริโภค 9.57% ซื้อเฉพาะ 1-2 แบรนด์ประจำเท่านั้น
ผู้บริโภค 9.99% เปลี่ยนแบรนด์บ่อย (มากกว่า 2 แบรนด์)
ผู้บริโภค 7.35% ไม่ยึดติดกับแบรนด์ใดเป็นพิเศษ
แบรนด์ที่ผู้บริโภคนิยมซื้อ ดังนี้
Mixue Bingcheng (蜜雪冰城) – 31.21%
Naixue Tea (奈雪的茶) – 27.46%
Chagee (霸王茶姬) – 27.18%
ChaBaidao (茶百道) – 25.38%
Chayan Yuese (茶颜悦色) – 23.44%
Shuyi Shaoxiancao (书亦烧仙草) – 23.30%
Heytea (喜茶) – 22.61%
Auntea (沪上阿姨) – 22.19%
Guming (古茗) – 21.36%

ข้อมูลจากแผนภูมิการซื้อชาแบรนด์ใหม่จของผู้ซื้อ
ความถี่ในการซื้อ ดังนี้
1. สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง – กลุ่มใหญ่ที่สุด
2. สัปดาห์ละ 4-6 ครั้ง
3. สัปดาห์ละ 1 ครั้งหรือน้อยกว่า
4. มากกว่า 6 ครั้งต่อสัปดาห์
ความพึงพอใจของผู้บริโภค ดังนี้
1. บริการจัดส่ง – พอใจมากที่สุด (39.39%)
2. รสชาติ – พอใจมาก (36.89%)
3. ราคา – พอใจค่อนข้างมาก (34.81%)
4. ร้านค้า และ บรรจุภัณฑ์ – พอใจน้อยกว่า (31.76% และ 31.07%)
ความตั้งใจซื้อในอนาคต:
1. 64.63% จะซื้อในระดับเดิม
2. 22.75% จะซื้อเพิ่มขึ้น
3. 12.62% จะซื้อลดลง

โอกาสและจุดแข็งของสินค้าไทยในธุรกิจชาแบบใหม่
จุดแข็งของไทยที่โดดเด่น ได้แก่
1. วัตถุดิบชาคุณภาพจากภาคเหนือของไทย
2. ส่วนผสมสมุนไพรไทยที่มีชื่อเสียง เช่น กระเจี๊ยบ, ใบบัวบก, ข่า, ตะไคร้, มะพร้าว
3. ผลไม้เขตร้อนที่มีรสชาติเอกลักษณ์ เช่น มังคุด, ทุเรียน, เสาวรส, มะม่วง
4. ภาพลักษณ์ "ความสดชื่นแบบไทย" ที่ได้รับความนิยมจากกระแสวัฒนธรรมไทยในจีน
(Thai Soft Power)
กลยุทธ์ที่แนะนำ:
1. ส่งออกวัตถุดิบคุณภาพ – เช่น ชาไทย, ส่วนผสมสมุนไพร, ผลไม้เขตร้อนแปรรูป
2. ร่วมมือกับแบรนด์จีน – นำเสนอวัตถุดิบเฉพาะของไทยให้แบรนด์ท้องถิ่นนำไปใช้ในเมนู
3. สร้างแบรนด์เครื่องดื่มชาไทยในจีน – เน้นจุดขาย "สูตรลับจากไทย" "สมุนไพรไทย" และ
"รสชาติเขตร้อน"
4. ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพ – พัฒนาสูตรน้ำตาลต่ำ, สูตรเพิ่มไฟเบอร์, หรือสูตรสมุนไพรเพื่อสุขภาพ
5. ออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่น – เน้นดีไซน์สไตล์ไทยร่วมสมัยที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่
สรุปสาระสำคัญจากข้อมูล
ตลาดเครื่องดื่มชาแบบใหม่ในจีนมีมูลค่าสูงถึง 3.547 แสนล้านหยวนในปี 2567 และคาดการณ์
จะเติบโตถึง 4 แสนล้านหยวนในปี 2571 สะท้อนถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของผู้บริโภคจีน
ผู้บริโภคส่วนใหญ่ซื้อเครื่องดื่มชาแบบใหม่สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และมักจะซื้อประจำ 1-2 แบรนด์ แต่ก็เปิดใจลองแบรนด์ใหม่ ๆ เป็นครั้งคราว โดยแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ (Mixue Bingcheng) รองลงมาคือ (Naixue Tea) และ (Chagee)
ด้านความพึงพอใจ ผู้บริโภคพอใจบริการจัดส่งมากที่สุด รองลงมาคือรสชาติและราคา ส่วนความพึงพอใจด้านร้านค้าและบรรจุภัณฑ์ยังอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการใหม่สามารถสร้างจุดแตกต่างได้
ตลาดกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคาที่อาจกดดันกำไร แต่ยังมีโอกาสเติบโตผ่านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ การขยายสาขา และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินงาน
ข้อคิดเห็นของสคต.เซี่ยงไฮ้
ตลาดเครื่องดื่มชาแบบใหม่ในจีนกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้จะเข้าสู่ช่วงการแข่งขันที่รุนแรง แต่ยังมีโอกาสสำหรับผู้ประกอบการที่สามารถสร้างความแตกต่างได้ สินค้าไทยมีจุดแข็งในเรื่องวัตถุดิบคุณภาพ โดยเฉพาะชาไทย สมุนไพร และผลไม้เขตร้อนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาส่งออกวัตถุดิบคุณภาพให้กับแบรนด์ชาชื่อดังของจีน หรือร่วมมือกับแบรนด์ท้องถิ่นในการพัฒนาสูตรเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจากไทย ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและความแตกต่างจากคู่แข่ง นอกจากนี้ การนำเสนอเครื่องดื่มชาไทยในสไตล์ที่ทันสมัยตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพ ใช้วัตถุดิบธรรมชาติ และมีเรื่องราวทางวัฒนธรรม จะช่วยดึงดูดผู้บริโภครุ่นใหม่ที่กำลังมองหาประสบการณ์การดื่มที่แปลกใหม่และมีความหมาย
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพ การรับรองมาตรฐาน และการทำความเข้าใจกฎระเบียบการนำเข้าเครื่องดื่มและวัตถุดิบในจีน เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าไทยในระยะยาว
___________________________________________________________________________________
จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้
สิงหาคม 2569