
รัฐบาลกลางแคนาดาเปิดตัวโครงการ Commodities Sectoral Support Program (CSSP) วงเงินสูงสุด 100 ล้านเหรียญแคนาดา (ประมาณ 2,400 ล้านบาท) เพื่อช่วยลดต้นทุนการขนส่งเหล็กภายในประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กและอลูมิเนียมของแคนาดา โดยรัฐบาลมีเป้าหมายส่งเสริมการใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศ เพิ่มการค้าระหว่างรัฐ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
โครงการเริ่มเปิดรับคำขอตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2569 และจะดำเนินการเป็นระยะเวลาสูงสุด 1 ปี หรือจนกว่างบประมาณ 100 ล้านเหรียญแคนาดาจะหมด แล้วแต่กรณีใดจะเกิดขึ้นก่อน
โดยรัฐบาลจะคืนเงิน ร้อยละ 50 ของค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งที่เข้าเกณฑ์ สำหรับเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กที่ผลิตในแคนาดาและขนส่งระหว่างรัฐหรือเขตแดนพิเศษต่างๆ ของประเทศ
การสนับสนุนครอบคลุมการขนส่งทางรถไฟและทางเรือ โดยการขนส่งทางรถไฟต้องเป็นการขนส่งแบบ carload ระหว่างรัฐส่วนการขนส่งทางเรือต้องเป็นสินค้าที่ขนส่งแบบไม่ใช้ตู้คอนเทนเนอร์ (non-containerized cargo) ขณะที่การขนส่งทางรถบรรทุกไม่อยู่ในข่ายของโครงการ ทั้งนี้ การคำนวณเงินคืนจะพิจารณาจากค่าใช้จ่ายการขนส่งที่เข้าเกณฑ์หลังหักส่วนลดหรือสิทธิประโยชน์ด้านค่าขนส่งที่ได้รับแล้ว
ผู้มีสิทธิ์ขอรับเงินสนับสนุนไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ผลิตเหล็ก แต่รวมถึงผู้จัดส่งหรือผู้ที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนส่งตามเงื่อนไขของโครงการด้วย แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลต้องการลดต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน และช่วยให้เหล็กที่ผลิตในแคนาดาสามารถกระจายไปยังตลาดต่างๆ ภายในประเทศในต้นทุนที่แข่งขันได้มากขึ้น โดยลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ
นาย Steven MacKinnon รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของแคนาดา กล่าวว่าธุรกิจในประเทศต้องการใช้วัสดุที่ผลิตในแคนาดามากขึ้น และรัฐบาลต้องการสนับสนุนแนวทางดังกล่าว โดยมองว่าการลดต้นทุนการขนส่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถขยายตลาดภายในประเทศและเพิ่มการใช้วัตถุดิบที่ผลิตในประเทศ
ด้านนาย Ron Bedard ประธานและซีอีโอของ ArcelorMittal Dofasco และประธาน Canadian Steel Producers Association สนับสนุนมาตรการดังกล่าว โดยเห็นว่าการมีอัตราค่าขนส่งทางรถไฟที่สามารถแข่งขันได้จะช่วยให้ผู้ผลิตเหล็กสามารถขยายตลาดจากชายฝั่งตะวันออกไปยังชายฝั่งตะวันตกของแคนาดาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การเปิดตัวโครงการเกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมเหล็กแคนาดากำลังเผชิญแรงกดดันจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยปัจจุบัน เหล็กและอลูมิเนียมของแคนาดาที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ ต้องเผชิญภาษี ร้อยละ 50 ส่งผลให้ต้นทุนของผู้นำเข้าเพิ่มขึ้นและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของแคนาดา
แม้ภาษีดังกล่าวจะสร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเป็นมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ Ron Bedard ระบุว่า การเลิกจ้างยังอยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้ หากภาษียังคงอยู่ในระดับสูง อุตสาหกรรมอาจเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน การผลิต และการจ้างงานเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน รัฐบาลแคนาดากำลังเร่งเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหาทางปรับเปลี่ยนมาตรการภาษี โดยนาย Dominic LeBlanc รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ และ Janice Charette หัวหน้าคณะเจรจาของแคนาดา กำลังหารืออย่างเข้มข้นกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ก่อนถึงกำหนดสำคัญในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ซึ่งสหรัฐฯ ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่าเตรียมจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงถึง ร้อยละ 50 กับสินค้าส่งออกของแคนาดามากกว่า 500 รายการ ครอบคลุมสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์นม ปูนซีเมนต์ ดอกไม้ เสื้อผ้า และอื่นๆ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการค้าระหว่าง 20,000 ถึง 28,000 ล้านเหรียญแคนาดา
ทั้งสองฝ่ายกำลังหารือถึงความเป็นไปได้ของข้อตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการค้า โดยแคนาดาอาจยอมรับข้อเรียกร้องบางประการของสหรัฐฯ เช่น การยกเลิกภาษีตอบโต้สินค้าสหรัฐฯ และการนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ กลับมาวางจำหน่ายในร้านค้า เพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯ ลดภาษีที่เรียกเก็บกับเหล็กและอลูมิเนียมของแคนาดา
นอกจากประเด็นด้านเหล็กและอลูมิเนียมแล้ว แคนาดายังต้องการหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีใหม่ที่อาจมีผลในวันที่ 19 สิงหาคมนี้ รวมถึงขอให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการทางการค้าสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และป่าไม้ของแคนาดา
ลดต้นทุนขนส่งและสร้างตลาดภายในประเทศ
ความเห็น สคต.
รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Mark Carney พยายามส่งเสริมการค้าระหว่างรัฐมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ และเพิ่มการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ โครงการ CSSP จึงเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดยมุ่งลดต้นทุนในการเคลื่อนย้ายเหล็กจากแหล่งผลิตไปยังตลาดในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ
ต้นทุนการขนส่งถือเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากผู้ใช้เหล็กในแคนาดาตะวันตกบางส่วนมองว่า การนำเข้าเหล็กจากตลาดโลกทางเรืออาจมีต้นทุนถูกกว่าการซื้อเหล็กจากโรงงานในแคนาดาตะวันออก เนื่องจากระยะทางและต้นทุนโลจิสติกส์ภายในประเทศอยู่ในระดับสูง
การคืนเงินค่าขนส่ง ร้อยละ 50 จึงมีเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างด้านต้นทุนระหว่างเหล็กที่ผลิตในประเทศกับเหล็กนำเข้า และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ซื้อในแต่ละภูมิภาคหันมาใช้เหล็กของแคนาดามากขึ้น หากมาตรการสามารถลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ผลิตก็จะมีโอกาสขยายตลาดภายในประเทศ และลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ
ที่ผ่านมา รัฐบาลยังใช้มาตรการโควตาภาษี (Tariff Rate Quota: TRQ) กับเหล็กที่นำเข้าจากต่างประเทศ (นอกเหนือจากสหรัฐฯ) ซึ่งรวมถึงการนำเข้าจากไทยด้วย เพื่อบริหารปริมาณการนำเข้าและช่วยปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนผู้ผลิตเหล็กกับความต้องการของภาคธุรกิจที่ต้องการเข้าถึงเหล็กในราคาที่แข่งขันได้
โดยรวมแล้ว โครงการ CSSP วงเงิน 100 ล้านเหรียญแคนาดาถือเป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลแคนาดาในการ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ สนับสนุนผู้ผลิตเหล็กภายในประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานของประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการค้าโลกและแรงกดดันจากภาษีสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ผลการเจรจาแคนาดา–สหรัฐฯ ก่อนวันที่ 19 สิงหาคมจะมีความสำคัญอย่างมากต่ออนาคตของอุตสาหกรรม หากทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงที่นำไปสู่การลดภาษีได้ พร้อมกับมาตรการลดต้นทุนการขนส่งภายในประเทศ ก็จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตเหล็กแคนาดา และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระยะยาว
โปรดติดตามความเคลื่อนไหวในการค้าระหว่างประเทศผ่าน ช่องทางต่างๆ ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่าง ประเทศ www.ditp.go.th และ www.thaitrade.com หรือโทรปรึกษาเรื่องการค้าระหว่างประเทศที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169 (หากโทรจากต่างประเทศ โปรดติดต่อที่ โทร. +66 2792 6900)
*****************************************