
นับตั้งแต่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา กระแสข่าวเกี่ยวกับความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและอินเดียเริ่มได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่านแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ของตนเองว่า ทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงทางการค้า พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียลงเหลือร้อยละ 18 ภายใต้กรอบความร่วมมือใหม่ การประกาศดังกล่าวจุดกระแสการวิเคราะห์และข้อถกเถียงในอินเดียทันที โดยเฉพาะในประเด็นรายละเอียดของเงื่อนไขข้อตกลง ผลกระทบต่อภาคเกษตร อุตสาหกรรม และความเชื่อมโยงกับนโยบายด้านพลังงาน
ในช่วงแรก รัฐบาลอินเดียยังไม่ได้ออกเอกสารอย่างเป็นทางการ ทำให้เกิดการตีความจากสื่อและภาคเอกชนเกี่ยวกับขอบเขตที่แท้จริงของข้อตกลง อย่างไรก็ตาม ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลอินเดียได้เผยแพร่แถลงการณ์ร่วมกับสหรัฐอเมริกา United States – India Joint Statement อย่างเป็นทางการ ยืนยันว่าทั้งสองประเทศได้บรรลุ “กรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนชั่วคราว” (Interim Trade Agreement) ซึ่งมุ่งส่งเสริมการค้าในลักษณะที่สมดุลและเป็นประโยชน์ร่วมกัน พร้อมเดินหน้าเจรจาสู่ข้อตกลงการค้าทวิภาคี (Bilateral Trade Agreement: BTA) ฉบับสมบูรณ์ในระยะถัดไป
สาระสำคัญจากการเผยแพร่ของรัฐบาลอินเดีย
1. การลดภาษีของอินเดียต่อสินค้าสหรัฐฯ
ภายใต้กรอบข้อตกลงการค้าชั่วคราว อินเดียตกลงที่จะยกเลิกหรือปรับลดภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารหลายรายการอย่างกว้างขวาง เช่น วัตถุดิบอาหารสัตว์ ข้าวฟ่างแดง ถั่วเปลือกแข็ง ผลไม้สดและแปรรูป น้ำมันถั่วเหลือง ตลอดจนไวน์และสุรา ทั้งนี้ การลดภาษีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเปิดตลาดของอินเดียให้กว้างขึ้นต่อสินค้าสหรัฐฯ และส่งเสริมการค้าแบบต่างตอบแทนระหว่างสองประเทศ
2. การลดภาษีของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจากอินเดีย
ในส่วนของสหรัฐฯ จะกำหนดอัตราภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) ที่ระดับร้อยละ 18 ต่อสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากอินเดีย โดยครอบคลุมหมวดสินค้าสำคัญ เช่น สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนังและรองเท้า พลาสติกและยาง เคมีภัณฑ์อินทรีย์ สินค้าตกแต่งบ้าน งานหัตถกรรม และเครื่องจักรบางประเภท นอกจากนี้ หากข้อตกลงชั่วคราวสามารถสรุปผลได้อย่างสมบูรณ์ สหรัฐฯ จะยกเลิกภาษีตอบโต้เพิ่มเติมสำหรับสินค้าอีกหลายรายการ เช่น ยาชื่อสามัญ อัญมณีและเพชร รวมถึงชิ้นส่วนอากาศยาน ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการขยายโอกาสทางการค้าระหว่างกันในระยะต่อไป
3. การยกเลิกภาษีด้านความมั่นคงแห่งชาติ
สหรัฐฯ ยังระบุว่าจะยกเลิกภาษีที่เคยจัดเก็บกับสินค้าอากาศยานและชิ้นส่วนอากาศยานจากอินเดีย ซึ่งถูกบังคับใช้ภายใต้มาตรการความมั่นคงแห่งชาติ (Section 232) ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าเหล็ก อลูมิเนียม และทองแดง ในขณะเดียวกัน อินเดียจะได้รับสิทธิในโควตาภาษีพิเศษสำหรับชิ้นส่วนยานยนต์ที่อยู่ภายใต้มาตรการด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ด้วย ทั้งนี้ ผลลัพธ์เกี่ยวกับสินค้าเภสัชภัณฑ์จะขึ้นอยู่กับผลการสอบสวนของสหรัฐฯ ภายใต้กฎหมายเดียวกันในอนาคต
4. การให้สิทธิพิเศษทางการค้าอย่างต่อเนื่อง
ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกันว่าจะให้สิทธิการเข้าถึงตลาดในลักษณะพิเศษแก่กันอย่างต่อเนื่องในภาคส่วนที่มีความสำคัญและเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน โดยแนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงความตั้งใจที่จะสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว มากกว่าการเปิดตลาดแบบครั้งคราวหรือเฉพาะกิจ
5. กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin)
สหรัฐฯ และอินเดียจะจัดทำกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อให้มั่นใจว่าประโยชน์จากข้อตกลงนี้จะตกแก่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกของทั้งสองประเทศเป็นหลัก ไม่ถูกใช้เป็นช่องทางโดยประเทศที่สามในการส่งสินค้าเข้ามาแสวงหาสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการรักษาความสมดุลและความน่าเชื่อถือของข้อตกลง
6. การแก้ไขอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers)
ข้อตกลงนี้ยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ โดยอินเดียตกลงที่จะดำเนินการแก้ไขข้อจำกัดที่มีมายาวนานต่อเครื่องมือแพทย์ของสหรัฐฯ ยกเลิกขั้นตอนใบอนุญาตนำเข้าที่เข้มงวดซึ่งส่งผลให้สินค้า ICT ของสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดอินเดียได้ล่าช้า และจะพิจารณาภายในหกเดือนหลังข้อตกลงมีผลบังคับใช้ว่า มาตรฐานของสหรัฐฯ หรือมาตรฐานสากลสามารถใช้รองรับการส่งออกสินค้าเข้าสู่อินเดียในบางภาคส่วนได้หรือไม่ นอกจากนี้ อินเดียยังตกลงที่จะลดอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและอาหารของสหรัฐฯ ด้วย
7. ความร่วมมือด้านมาตรฐานสินค้าและการรับรอง
เพื่อเพิ่มความสะดวกในการปฏิบัติตามกฎระเบียบทางเทคนิค ทั้งสองประเทศมีแผนที่จะหารือเกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าและกระบวนการประเมินความสอดคล้องในภาคส่วนที่เห็นพ้องร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนด้านการตรวจสอบและรับรอง และส่งเสริมการค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
8. กลไกการปรับเงื่อนไขภาษีในอนาคต
ทั้งสองฝ่ายตกลงว่า หากประเทศใดมีการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีที่ได้ตกลงกันไว้ อีกฝ่ายหนึ่งสามารถปรับเปลี่ยนพันธกรณีหรือข้อผูกพันของตนได้เช่นกัน เพื่อรักษาหลักความสมดุลของข้อตกลงและป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบจากการเปลี่ยนแปลงฝ่ายเดียว
9. การเดินหน้าสู่ข้อตกลง BTA ฉบับสมบูรณ์
กรอบข้อตกลงชั่วคราวนี้ถูกกำหนดให้เป็นพื้นฐานสำหรับการเจรจาข้อตกลงการค้าทวิภาคีฉบับเต็ม (BTA) ในระยะถัดไป โดยสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะพิจารณาคำร้องของอินเดียในการลดภาษีต่อสินค้าอินเดียเพิ่มเติมในระหว่างการเจรจา ซึ่งสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายยังคงมองข้อตกลงนี้เป็นเพียงก้าวแรกของความร่วมมือที่ลึกซึ้งกว่าในอนาคต
10. ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน
สหรัฐฯ และอินเดียเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและส่งเสริมนวัตกรรมร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายจะดำเนินมาตรการเสริมเพื่อรับมือกับนโยบายที่บิดเบือนตลาดจากประเทศที่สาม รวมถึงร่วมมือด้านการตรวจสอบการลงทุนทั้งขาเข้าและขาออก และการควบคุมการส่งออกในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง
11. แผนการจัดซื้อสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 500,000 ล้านดอลลาร์
อินเดียแสดงเจตนารมณ์ว่าจะจัดซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่ารวม 500,000 ล้านดอลลาร์ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า โดยครอบคลุมสินค้าในหมวดพลังงาน อากาศยานและชิ้นส่วน โลหะมีค่า เทคโนโลยี และถ่านโค้กสำหรับอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศจะเพิ่มการค้าในสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) และสินค้าเกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูล พร้อมขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีร่วมกัน
12. ความร่วมมือด้านการค้าในระบบดิจิทัล
ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะร่วมกันแก้ไขแนวปฏิบัติที่เลือกปฏิบัติหรือเป็นภาระต่อการค้าในระบบดิจิทัล และจะกำหนดแนวทางที่ชัดเจนเพื่อสร้างกฎเกณฑ์การค้าดิจิทัลที่เข้มแข็ง ทะเยอทะยาน และเป็นประโยชน์ร่วมกัน ภายใต้กรอบของข้อตกลง BTA ในอนาคต
13. การดำเนินการขั้นต่อไป
ท้ายที่สุด ทั้งสองประเทศยืนยันว่าจะดำเนินการตามกรอบข้อตกลงนี้โดยเร็ว และจะเร่งสรุปข้อตกลงการค้าชั่วคราวให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อมุ่งสู่การจัดทำข้อตกลงการค้าทวิภาคีฉบับเต็มที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ตามกรอบแผนงานที่ได้กำหนดไว้
ข้อตกลงดังกล่าวสนับสนุนนโยบาย Make in India อย่างเป็นรูปธรรม โดยช่วยกระตุ้นการผลิตภายในประเทศ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) เสริมสร้างความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน และสนับสนุนการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร กลุ่มสินค้าหลักที่ได้รับประโยชน์จากการปรับลดภาษี ได้แก่
ภาคเครื่องจักรของอินเดียได้รับแรงหนุนสำคัญจากการปรับลดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ จากร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 18 เปิดโอกาสเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 477 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มูลค่าส่งออกเครื่องจักรของอินเดียในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
อินเดียมีความได้เปรียบด้านภาษีเมื่อเทียบกับประเทศผู้ส่งออกอื่น เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และไทย ซึ่งยังเผชิญอัตราภาษีเพิ่มเติมในระดับใกล้เคียงร้อยละ 19–20
อินเดียมีความได้เปรียบในอุตสาหกรรมสิ่งทอแบบครบวงจร ตั้งแต่เส้นใย ฝ้าย สิ่งทอพื้นฐาน ไปจนถึงเสื้อผ้าสำเร็จรูป โดยอัตราภาษีนำเข้าปรับลดจากร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 18 ครอบคลุมตลาดมูลค่าประมาณ 113 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การลดภาษีภายใต้ข้อตกลงช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าอินเดียในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลัก และเป็นภาคที่สร้างการจ้างงานจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานทักษะต่ำและ MSMEs
อินเดียมีแนวโน้มก้าวขึ้นเป็นผู้จัดหาสินค้าตกแต่งบ้านรายสำคัญของสหรัฐฯ โดยอัตราภาษีนำเข้าปรับลดจากร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 18 ครอบคลุมตลาดมูลค่าประมาณ 52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าหลักที่ได้รับประโยชน์ ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ไม้ หมอน เบาะ ผ้านวม โคมไฟที่ไม่ใช้ไฟฟ้า นอกจากนี้ สินค้าบางรายการยังได้รับสิทธิอัตราภาษีร้อยละ 0 ครอบคลุมตลาดเพิ่มเติมมูลค่าประมาณ 13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น ที่นั่ง โคมระย้า ป้ายไฟ และชิ้นส่วนของโคมไฟ
กลุ่มเครื่องหนังและรองเท้าเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมแรงงานเข้มข้นที่อินเดียได้เปรียบ โดยอัตราภาษีนำเข้าปรับลดจากร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 18 ครอบคลุมตลาดมูลค่าประมาณ 42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ในเงื่อนไขภาษีที่ดีขึ้นจะช่วยให้อินเดียขยายส่วนแบ่งตลาด
อินเดียมีความแข็งแกร่งในกลุ่มยาและเวชภัณฑ์สามัญ รวมถึงเคมีภัณฑ์อินทรีย์ การผ่อนคลายมาตรการภาษีและการเจรจาด้านมาตรฐาน ช่วยเสริมบทบาทของอินเดียในฐานะฐานการผลิตยาของโลก และเป็นซัพพลายเออร์สำคัญให้กับตลาดสหรัฐฯ
อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ โดยเฉพาะเพชรเจียระไน เป็นหนึ่งในภาคส่งออกดั้งเดิมที่อินเดียมีความเชี่ยวชาญสูง โดยอัตราภาษีนำเข้าปรับลดจากร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 18 ครอบคลุมตลาดมูลค่าประมาณ 61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การลดอุปสรรคทางภาษีช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการจ้างงานแรงงานฝีมือจำนวนมาก อินเดียมีความได้เปรียบด้านภาษีเมื่อเทียบกับประเทศผู้ส่งออกหลักอื่น เช่น แอฟริกาใต้ร้อยละ 30 จีนร้อยละ 35 และไทยร้อยละ 19 ซึ่งยังเผชิญอัตราภาษีเพิ่มเติมในระดับใกล้เคียงร้อยละ 19–35
การได้รับสิทธิอัตราภาษีแบบพิเศษสำหรับชิ้นส่วนยานยนต์ ช่วยให้อินเดียสามารถขยายบทบาทในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์โลก โดยเฉพาะในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนต้นทุนแข่งขันได้สำหรับตลาดสหรัฐฯ โดยอัตราภาษีนำเข้าปรับลดจากร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 18 ครอบคลุมตลาดมูลค่าประมาณ 477 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
กระแสตอบรับภายในอินเดีย
แม้รัฐบาลอินเดียยืนยันว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็น “ความสำเร็จเชิงยุทธศาสตร์” และสามารถปกป้องภาคอ่อนไหว เช่น เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) ได้ แต่ในทางการเมืองยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านที่ตั้งคำถามถึงความสมดุลของเงื่อนไข รวมถึงประเด็นความเชื่อมโยงกับนโยบายพลังงานและความสัมพันธ์กับรัสเซีย
ภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการในภาคพลังงานและการผลิต ยังคงติดตามรายละเอียดเชิงเทคนิคของข้อตกลงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับอัตราภาษีเพิ่มเติม มาตรฐานสินค้า และกฎแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนและการแข่งขันในตลาดระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ข้อสังเกตสำคัญจากแถลงการณ์ร่วมอินเดีย–สหรัฐฯ คือ แม้ทั้งสองฝ่ายจะประกาศกรอบข้อตกลงการค้าชั่วคราวร่วมกัน แต่จุดเน้นในการสื่อสารมีความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยฝ่ายสหรัฐฯ มุ่งเน้นประเด็นภาษีตอบโต้และการแก้ปัญหาดุลการค้า พร้อมระบุรายละเอียดเชิงกฎหมายและมาตรการด้านความมั่นคงอย่างชัดเจน ขณะที่ฝ่ายอินเดียเลือกเน้นภาพความร่วมมือที่สมดุลและเป็นประโยชน์ร่วมกันมากกว่า พร้อมรักษาความระมัดระวังในประเด็นอ่อนไหว เช่น ภาคเกษตรและพลังงาน และหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงประเด็นรัสเซียหรือน้ำมันโดยตรง
วิเคราะห์ผลกระทบต่อไทย
กรอบข้อตกลงการค้าชั่วคราวระหว่างอินเดีย–สหรัฐฯ แม้ยังไม่ใช่ FTA ฉบับสมบูรณ์ แต่มีแนวโน้มส่งผลต่อผู้ประกอบการไทยโดยตรง โดยเฉพาะในด้านการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค
1. การแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
สินค้าหลายกลุ่มที่อินเดียได้รับประโยชน์จากกรอบข้อตกลง เช่น สิ่งทอ เครื่องหนัง รองเท้า ของตกแต่งบ้าน พลาสติก ยาง และสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภท เป็นกลุ่มเดียวกับที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ หากอินเดียสามารถใช้ประโยชน์จากเงื่อนไขภาษีใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มสินค้าแรงงานเข้มข้นอาจเผชิญแรงกดดันด้านราคาและคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสินค้าที่ผู้ซื้อสามารถเปลี่ยนแหล่งจัดหาได้ง่าย
2. อินเดียอาจดึงดูดการลงทุนเพื่อผลิตส่งออกสหรัฐฯ มากขึ้น
ข้อตกลงดังกล่าวเชื่อมโยงกับการเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และกำหนดกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ที่เอื้อต่อการผลิตภายในกรอบสหรัฐฯ–อินเดีย ในทางปฏิบัติ นักลงทุนบางส่วนอาจพิจารณาใช้อินเดียเป็นฐานการผลิตเพื่อเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้ไทยเผชิญการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนในบางอุตสาหกรรม
3. การแข่งขันในตลาดอินเดียอาจเพิ่มขึ้น
การที่อินเดียปรับลดภาษีให้สินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ บางรายการ อาจทำให้สินค้าอเมริกันเข้าสู่ตลาดอินเดียได้ง่ายขึ้น ผู้ส่งออกไทยที่ทำตลาดอินเดียในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าเกษตรแปรรูป ควรติดตามการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีรายสินค้าอย่างใกล้ชิด
4. มาตรฐานสินค้าและกฎระเบียบอาจเข้มงวดขึ้น
กรอบข้อตกลงระบุถึงการหารือด้านมาตรฐานสินค้าและการแก้ไขอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี หากอินเดียปรับมาตรฐานบางด้านให้สอดคล้องกับสหรัฐฯ มากขึ้น ผู้ส่งออกไทยอาจต้องเตรียมความพร้อมด้านเอกสารรับรองและมาตรฐานสินค้าเพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจ
5. โอกาสของไทยในห่วงโซ่อุปทานใหม่
แม้การแข่งขันจะเพิ่มขึ้น ไทยยังมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนให้กับการผลิตในอินเดียเพื่อส่งออกสหรัฐฯ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยมีความเข้มแข็ง เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ เคมีภัณฑ์ขั้นกลาง และวัสดุอุตสาหกรรม การสร้างความร่วมมือกับภาคการผลิตของอินเดียอาจเป็นแนวทางหนึ่งในการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์
ความคิดเห็นของ สคต.
กรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนชั่วคราวระหว่างอินเดีย–สหรัฐฯ ถือเป็นพัฒนาการที่ไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีแนวโน้มส่งผลต่อโครงสร้างการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าแรงงานเข้มข้นและสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภทที่ไทยและอินเดียมีการส่งออกทับซ้อนกัน เช่น สิ่งทอ เครื่องหนัง ของตกแต่งบ้าน และสินค้าเคมีบางรายการ การที่อินเดียได้รับกรอบภาษีตอบโต้ในอัตราที่ชัดเจน อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในตลาดสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทาน มาตรฐานสินค้า และกฎถิ่นกำเนิดสินค้า อาจกระทบต่อทิศทางการลงทุนและการจัดวางฐานการผลิตในภูมิภาค
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะสินค้าที่มีการแข่งขันโดยตรงกับอินเดียในตลาดสหรัฐฯ และเร่งยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และความยั่งยืนของสินค้าเพื่อสร้างความแตกต่างมากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว ควบคู่กับการติดตามความคืบหน้าด้านอัตราภาษี กฎถิ่นกำเนิดสินค้า และมาตรฐานทางเทคนิคอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ควรพิจารณาโอกาสในการสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตในอินเดีย เพื่อเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานใหม่ที่เชื่อมโยงอินเดียกับตลาดสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นแนวทางสำคัญในการรักษาและขยายศักยภาพการแข่งขันของไทยภายใต้บริบทการค้าโลกที่กำลังปรับตัวอย่างรวดเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
https://apnews.com/article/india-us-trade-deal-tariffs-exports-8f7e1ce3439d023922e86f507ce9f8e
https://www.cnbc.com/2026/02/02/trump-india-trade-deal-tariffs.html?
https://thediplomat.com/2026/02/india-and-the-us-inch-closer-to-a-trade-agreement/
https://www.facebook.com/share/1BMuMqGQ55/?mibextid=wwXIfr
https://pib.gov.in/PressReleasePage.aspx?PRID=2224783
https://www.pib.gov.in/PressReleasePage.aspx?PRID=2224783®=3&lang=2
https://timesofindia.indiatimes.com/business/india-business/white-house-releases-fact-sheet-on-indiaus-trade-deal-outlines-path-forward-key-details/articleshow/128140902.cms