fb
จีนประกาศความพร้อมเผชิญวิกฤตพลังงานโลก ชูยุทธศาสตร์สำรองน้ำมัน 1.3 พันล้านบาร์เรล

จีนประกาศความพร้อมเผชิญวิกฤตพลังงานโลก ชูยุทธศาสตร์สำรองน้ำมัน 1.3 พันล้านบาร์เรล

โดย
Boochita
ลงเมื่อ 02 มีนาคม 2569 13:36
สคต. ณ เมืองชิงต่าว (จีน) (TTC, Qingdao (China))
6

ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลกหลังเกิดเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากการโจมตีอิหร่านทางอากาศร่วมกัน ส่งผลให้เกิดข้อกังวลหากมีการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็น "เส้นเลือดแดง" ของพลังงานโลก ซึ่งขนส่งน้ำมันมากกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 1 ใน 5 ของอุปทานของโลก 

จีนเป็นผู้นําเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ส่งผลให้จีนมีคู่ค้านําเข้าน้ำมันดิบ 48 ราย โดยมีซัพพลายเออร์รายใหญ่ เช่น รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย และอิรัก คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% และการนําเข้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและอเมริกาใต้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ในภาวะความไม่สงบในครั้งนี้ รัฐบาลจีนได้แสดงความมั่นใจในความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เผยยุทธศาสตร์การสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ที่ดำเนินการมานานกว่าสองทศวรรษ สามารถสร้างสถิติสำรองน้ำมันดิบสูงถึง 1.3 พันล้านบาร์เรล พร้อมรองรับการบริโภคภายในประเทศได้นานถึง 3 เดือนโดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า

  • คลังสำรองน้ำมัน 1.3 พันล้านบาร์เรล รับมือวิกฤต 180 วัน

    จีนประสบความสำเร็จในการกักตุนน้ำมันดิบเชิงยุทธศาสตร์รวมกว่า 1.3 พันล้านบาร์เรล ซึ่งปริมาณดังกล่าวสามารถรองรับการบริโภคทั่วประเทศได้นานถึง 3 เดือนเต็ม หรือหากคำนวณตามเกณฑ์การนำเข้าสุทธิจะครอบคลุมได้นานถึง 180 วัน ยุทธศาสตร์นี้ช่วยให้จีนสามารถเผชิญหน้ากับภาวะราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงเฉียบพลันได้ โดยมีเวลาเพียงพอสำหรับการปรับตัวทางเศรษฐกิจและแสวงหาแหล่งพลังงานทางเลือกโดยไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตในทันที

  • สร้างคลังสำรองน้ำมันระดับโลก ด้วยยุทธศาสตร์ ซื้อต่ำ ขายสูง” 

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา จีนได้วางรากฐานการกักตุนน้ำมันอย่างเป็นระบบเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะการเร่งจัดซื้อในช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงเช่นในปี 2568 ทำให้ปัจจุบันจีนมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อการนำเข้าสุทธิถึง 180 วัน และมีการกระจายฐานสำรองน้ำมันในหลายส่วนของประเทศ ได้แก่ เมืองท่าสำคัญทางตะวันออกและตอนใต้เพื่อรองรับน้ำมันดิบนำเข้า (มณฑลเจ้อเจียง มณฑลซานตง มณฑลเหลียวหนิง มหานครเทียนจิน และมณฑลกวางตุ้ง)  และฐานสำรองน้ำมันในพื้นที่จีนตอนในและตะวันตกเพื่อความมั่นคงทางการทหาร (เขตปกครองตนเองซินเจียง มณฑลกานซู และนครฉงชิ่ง) รวมทั้งขยายคลังเพิ่มเติมอีก 11 แห่งทางตอนกลางและตอนใต้ของจีน (มณฑลส่านซี มณฑลเหอหนาน และมณฑลยูนนาน) กลไกการบริหารจัดการน้ำมันสำรองนี้ไม่เพียงแต่ช่วยประกันความมั่นใจในยามสงครามหรือวิกฤตขนส่ง แต่ยังเป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันภายในประเทศไม่ให้ผันผวนตามตลาดโลกจนเกินไป

 

  • โครงสร้างพลังงานสามมิติ : เพิ่มการผลิต ลดการพึ่งพา 

แม้จีนจะยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 70% แต่รัฐบาลได้วางโครงสร้างความปลอดภัยสามมิติเพื่อกระจายความเสี่ยง

- การผลิตในประเทศ: ในปี 2568 จีนสามารถคงระดับการผลิตน้ำมันดิบในประเทศได้สูงถึง 200 ล้านตัน และเดินหน้าขยายการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง

- ความหลากหลายของพันธมิตร: จีนกระจายการนำเข้าน้ำมันจากประเทศคู่ค้ากว่า 48 แห่งทั่วโลก เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป

- ผู้นำพลังงานทางเลือก นอกจากการสำรองน้ำมันดิบ จีนยังประสบความสำเร็จในการขยายโครงสร้างพลังงานให้มีความหลากหลายเพื่อลดการพึ่งพาจากภายนอก ซึ่งเป็นการดำเนินงานตั้งแต่ช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ฉบับที่ 14 เป็นต้นมา  จีนได้สร้างระบบพลังงานหมุนเวียนและห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานใหม่ที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยสร้างสถิติโลกด้วยการมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและโซลาร์เซลล์รวมกว่า 1.8 พันล้านกิโลวัตต์ ซึ่งให้พลังงานมากกว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าของ 27 ประเทศในยุโรปรวมกัน เพื่อรองรับการลดสัดส่วนการใช้น้ำมันในระยะยาว 

  • ความแข็งแกร่งทางการเงินและการใช้เงินหยวนในตลาดพลังงาน

เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ จีนได้ผลักดันการชำระค่าน้ำมันด้วยเงินหยวนอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการชำระหนี้กับรัสเซียด้วยเงินหยวนเกือบร้อยละ 70 และขยายการใช้หยวนดิจิทัล (e-CNY) กับกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นใจว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะไม่หยุดชะงักแม้เผชิญภาวะความผันผวนทางการเงิน

  • ทิศทางอุตสาหกรรมถ่านหินและเป้าหมายเศรษฐกิจปี 2569

แม้จะมุ่งสู่พลังงานสะอาดแต่ถ่านหินยังคงเป็นฐานรากสำคัญ โดยในปี 2568 จีนทำสถิติผลิตถ่านหินสูงถึง 4.83 พันล้านตัน  โดยมีมณฑลซานซี ส่านซี มองโกเลีย และซินเจียง เป็นพื้นที่ผลิตหลักคิดเป็นร้อยละ 81.7 ของผลผลิตทั้งหมดของประเทศ อย่างไรก็ตาม ตามแผนเดิมรัฐบาลมีแผนปรับลดสัดส่วนการใช้ถ่านหินลงในปี 2569 เพื่อบรรลุเป้าหมาย "คาร์บอนคู่" (Dual Carbon) ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจ (GDP) ยังคงรักษาระดับการเติบโตไว้ที่ 5.0%

 

ความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว

  • จากผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง จีนได้รับผลกระทบในแง่ของความตึงเครียดด้านอุปทานและต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ด้วยยุทธศาสตร์การกักตุนน้ำมันและการกระจายแหล่งพลังงานที่ทำมาอย่างยาวนาน ทำให้จีนสามารถตอบสนองได้อย่างใจเย็น และมีความมั่นคงทางพลังงานสูงกว่าหลายประเทศ 

  • อย่างไรก็ดี พลังงานหมุนเวียนของจีนก็ยังคงมีความท้าทายจากการสร้างระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และระบบการส่งพลังงาน (Micro Grid) ที่อาจจะยังไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ และยังไม่สามารถทดแทนพลังงานฟอสซิลทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์

  • ทั้งนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังหากสถานการณ์การสู้รบที่ยืดเยื้อ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรมของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง (1) อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งใช้น้ำมันและก๊าซเป็นวัตถุดิบโดยตรงในการผลิตพลาสติก ยางสังเคราะห์ และสารเคมี  (2) การขนส่งและโลจิสติกส์ ทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ ที่จะเผชิญกับต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่พุ่งสูง (3) อุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออก (4) ความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากผลกระทบจากราคาปุ๋ยและน้ำมันสำหรับเครื่องจักรกลการเกษตร และจีนยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารจากหลายประเทศ รวมทั้งผลกระทบของเงินเฟ้อในประเทศและทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าเงินเฟ้อของจีนอาจจะไม่สูงเท่าประเทศในยุโรปหรือสหรัฐฯ แต่อาจส่งผลกระทบต่องบประมาณภาครัฐ ที่ต้องนำมาอุดหนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและดูแลค่าครองชีพของประชาชน

 

ที่มา

https://baijiahao.baidu.com/s?id=1858514413079421887&wfr=spider&for=pc

https://news.bjx.com.cn/html/20260228/1485587.shtml

https://www.gov.cn/xinwen/2023-01/17/content_5737451.htm?f_link_type=f_linkinlinenote&flow_extra=eyJpbmxpbmVfZGlzcGxheV9wb3NpdGlvbiI6MCwiZG9jX3Bvc2l0aW9uIjowLCJkb2NfaWQiOiI5MjFhZTU2NWMzMWMzYWYzLWVlYzQ4MmVmZDAwYjkyOWEifQ%3D%3D

Share :
Instagram