fb
ตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพและฉลากสะอาด (Clean Label) เติบโตต่อเนื่อง

ตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพและฉลากสะอาด (Clean Label) เติบโตต่อเนื่อง

โดย
Pisetsak
ลงเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2569 13:15
สคต. ณ นครชิคาโก (สหรัฐอเมริกา) (TTC, Chicago (USA))
6

ตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพทั่วโลกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับกระแสการดูแลสุขภาพไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ และความต้องการอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการควบคู่กับความสะดวกสบาย ผู้บริโภคในหลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับสินค้า ฉลากสะอาด (Clean Label) ส่วนผสมจากธรรมชาติ  และนวัตกรรมด้านโภชนาการมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน ช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่และอีคอมเมิร์ซมีบทบาทสำคัญในการขยายการเข้าถึงสินค้าและเร่งการเติบโตของตลาด

ข้อมูลล่าสุดจากบริษัทวิจัยการตลาดระบุว่า ในปี 2567 ตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 95.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 148.4 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2577 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ร้อยละ 4.98 ในช่วงปี 2569–2577 โดยภูมิภาคอเมริกาเหนือ ยังคงเป็นตลาดหลัก ครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่าร้อยละ 39.6 ในปี 2568

แนวโน้มตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ

แนวโน้มสำคัญของตลาดสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมสูง ได้แก่ ขนมขบเคี้ยวที่ทำจากพืช (Plant-based) สูตรน้ำตาลต่ำ โปรตีนสูง ไฟเบอร์สูง และปราศจาก  สารปรุงแต่ง ผู้ผลิตให้ความสำคัญกับการพัฒนาสูตรสินค้าใหม่เพื่อรองรับความต้องการด้านสุขภาพที่หลากหลายมากขึ้น

ขณะเดียวกันผู้ค้าปลีกรายใหญ่เริ่มเปิดตัวสินค้าแบรนด์ของตนเอง  ( Private Label) ในกลุ่มขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพมากขึ้น เพื่อแข่งขันด้านราคาและสร้างความแตกต่างในตลาดผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ที่พกพาสะดวก ฉลากโภชนาการที่โปร่งใสและการสื่อสารคุณประโยชน์ของสินค้าอย่างชัดเจน เช่น High Protein, Low Sugar, Vegan และ Gluten-Free

กลุ่มสินค้าในตลาดหลักกลุ่มสินค้าที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนตลาด ประกอบด้วย

  • ขนมจากผลไม้ ถั่ว และเมล็ดพืช

  • โปรตีนบาร์และสแน็คบาร์

  • ขนมอบและขนมอบกรอบเพื่อสุขภาพ

  • อาหารพร้อมรับประทานแบบแช่เย็น

ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตของตลาด

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของตลาดมาจากกระแสการใส่ใจสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ผู้บริโภคเลือกขนมขบเคี้ยวที่ช่วยควบคุมน้ำหนัก และลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคอ้วนและโรคเบาหวาน สินค้าที่มีโปรตีนสูง ไฟเบอร์สูง น้ำตาลต่ำ และไม่มีสารปรุงแต่งที่ไม่จำเป็น ได้รับความนิยมแทนขนมแปรรูปแบบเดิม โดยตลาดขนมเพื่อสุขภาพในปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณ 108 พันล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ ไลฟ์สไตล์คนเมืองและรูปแบบการทำงานที่เร่งรีบ ส่งผลให้ขนมแบบ Ready-to-eat และ  บรรจุภัณฑ์แบบ Single-serve ได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะในซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และช่องทางออนไลน์ ผู้บริโภคมองขนมเหล่านี้เป็นแหล่งพลังงานระหว่างวันมากกว่าการเป็นเพียงของว่างทั่วไป

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือความนิยมในสินค้า Plant-based และส่วนผสมเชิงฟังก์ชัน (Functional Ingredients) ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับจริยธรรม ความยั่งยืน และคุณค่าทางโภชนาการ สินค้าจากพืชถั่ว เมล็ดพืช ผัก และผลไม้ ที่มีการเสริมโปรตีน วิตามิน หรือสารช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา

แนวโน้มสำคัญของตลาดในอนาคต

ตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพกำลังมุ่งสู่ความยั่งยืนมากขึ้น แบรนด์ชั้นนำหันมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ น้ำหนักเบา และลดการใช้พลาสติก เช่น PET อะลูมิเนียม หรือแก้ว โดยความยั่งยืนกลายเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากกว่าหนึ่งในสามของตลาดหลัก

ขณะเดียวกัน นวัตกรรมด้าน Functional Products ยังคงเป็นจุดขายสำคัญ ผู้บริโภคมองหาสินค้าที่ให้ประโยชน์มากกว่าแค่ความอิ่ม เช่น การเสริมโปรตีน ไฟเบอร์ วิตามิน แร่ธาตุ หรือโปรไบโอติก เพื่อตอบโจทย์สุขภาพ การออกกำลังกาย และการฟื้นฟูร่างกาย

นอกจากนี้ตลาดยังเห็นแนวโน้มการยกระดับสู่สินค้าพรีเมียม (Premiumization) โดยสินค้าในกลุ่มนี้เน้นแหล่งที่มาของวัตถุดิบ คุณภาพ เรื่องราวของแบรนด์ และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่น ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงบน โดยเฉพาะในอเมริกาเหนือและยุโรป

ความเคลื่อนไหวล่าสุดในตลาด

ตัวอย่างการพัฒนาล่าสุดในตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ ได้แก่

  • เดือนสิงหาคม 2568 บริษัท PepsiCo ร่วมมือกับผู้ผลิตโปรตีนจากพืช เปิดตัวขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพสูตรวีแกน

  • เดือนกันยายน 2568 บริษัท Nestlé ประกาศลดปริมาณน้ำตาลในพอร์ตโฟลิโอขนมขบเคี้ยวทั่วโลก

  • เดือนตุลาคม 2568 ตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 97.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.7 ต่อปี จนถึงปี 2576 

    ข้อคิดเห็น

    ตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพและ Clean Label ไม่ได้เป็นเพียงกระแสระยะสั้น แต่เป็นทิศทางการเติบโตในระยะยาว ที่ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ โดยควรพิจารณา  

  • การใช้จุดแข็งวัตถุดิบไทย เพื่อสร้างความแตกต่างของสินค้า

    ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านวัตถุดิบทางการเกษตรและความหลากหลายของพืชอาหาร เช่น ผลไม้เมืองร้อน ข้าว ถั่ว สมุนไพร และพืชโปรตีนจากธรรมชาติผู้ประกอบการสามารถนำวัตถุดิบเหล่านี้มาต่อยอดเป็นขนมเพื่อสุขภาพ 

  • การพัฒนาสูตร Clean Label และ Functional Product อย่างจริงจัง

    ผู้บริโภคในสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับฉลากที่อ่านเข้าใจง่าย และส่วนผสมที่จำเป็น  ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาการลงทุนใน R & D เพื่อพัฒนาสูตรที่ลดน้ำตาล ลดโซเดียม ปราศจากสารปรุงแต่งที่ไม่จำเป็นพร้อมเสริมคุณประโยชน์เชิงฟังก์ชัน เช่น โปรตีนจากพืช ไฟเบอร์ วิตามิน หรือสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อเพิ่มมูลค่าและขยายฐานลูกค้าในกลุ่มรักสุขภาพและกลุ่มออกกำลังกาย

  •  การใช้ช่องทางออนไลน์และอีคอมเมิร์ซเป็นตัวเร่งการเติบโต

    อีคอมเมิร์ซเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ข้อมูลผู้บริโภคจากช่องทางออนไลน์มาวิเคราะห์พฤติกรรม ทดลองสินค้าใหม่ และปรับกลยุทธ์การตลาดได้รวดเร็ว

     

     

 

Weekly News-ตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ และฉลากสะอาด (Clean Label) เติบโตต่อเนื่อง.pdf
Share :
Instagram