fb
เศรษฐกิจ MENA เตรียมฟื้นแรง 8.5% ในปี 2570
โดย
Suthida
ลงเมื่อ 18 สิงหาคม 2569 11:30
สคต. ณ เมืองดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) (TTC, Dubai (United Arab Emirates))
2

เศรษฐกิจภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (Middle East and North Africa: MENA) มีแนวโน้มกลับมาขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในปี 2570 โดยคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 8.5 หลังจากเผชิญภาวะเศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรงใน      ปี 2569 ตามการประเมินล่าสุดของ BMI ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Fitch Solutions โดยคาดว่าเศรษฐกิจ MENA จะหดตัวร้อยละ 3.3 ในปี 2569 ซึ่งถือเป็นการปรับลดประมาณการจากเดิมที่คาดว่าจะหดตัวเพียงร้อยละ 0.9 เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 และหากเป็นไปตามประมาณการดังกล่าว จะถือเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งรุนแรงที่สุดของภูมิภาคในรอบ 40 ปี นับตั้งแต่ปี 2529 และรุนแรงกว่าการหดตัวร้อยละ 2.5 ในปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

  • ช่องแคบฮอร์มุซเป็นปัจจัยสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาค การปรับลดประมาณการเศรษฐกิจ MENA ในปี 2569 มีสาเหตุสำคัญจากการหยุดชะงักของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่มีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าที่คาด ส่งผลให้การฟื้นตัวของภาคการผลิตไฮโดรคาร์บอน การค้า การลงทุน และภาคบริการต้องเลื่อนออกไป โดย BMI เห็นว่าการกลับมาดำเนินกิจกรรมการขนส่งเชิงพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจล่าช้าไปจนถึงช่วงปลายปี 2569 หรือไตรมาสแรกของปี 2570 จากเดิมที่เคยประเมินว่าจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม 2569

สถานการณ์ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมากต่อประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือแห่งรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) เนื่องจากการปิดหรือจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นระยะเวลานานจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะการส่งออกน้ำมันและก๊าซ ตลอดจนการขนส่งสินค้า การลงทุน และภาคบริการ ทั้งนี้ นาง Mariette Ras Khanna รองผู้อำนวยการของ BMI ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของ GCC นั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซเป็นอย่างมาก และหากการปิดช่องแคบยืดเยื้อ จะก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

นอกจากนี้ ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลจากเรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซียบริเวณนอกชายฝั่งโอมาน ยังสร้างความกังวลเพิ่มเติมต่อภาคการเดินเรือและธุรกิจประกันภัย เนื่องจากอาจทำให้ต้นทุนและความเสี่ยงในการขนส่งทางทะเลเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือยังอาจส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว และสร้างแรงกดดันต่อปริมาณสำรองธัญพืชและผลผลิตทางการเกษตรของประเทศในภูมิภาค หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ อาจจำเป็นต้องเพิ่มการใช้จ่ายและให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจแก่ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อบรรเทาผลกระทบ

  • IMF ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจภูมิภาคเช่นกัน แนวโน้มของ BMI สอดคล้องกับการปรับลดประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 โดย IMF คาดว่าเศรษฐกิจในกลุ่มตะวันออกกลางและเอเชียกลางจะขยายตัวเพียงร้อยละ 0.7 ในปี 2569 ก่อนที่จะฟื้นตัวเป็นร้อยละ 6.5 ในปี 2570 ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าประมาณการเมื่อเดือนเมษายน 2569 ซึ่งเคยคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.9 ในปี 2569 และร้อยละ 4.6 ในปี 2570 สะท้อนให้เห็นว่าความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และการหยุดชะงักของเส้นทางการขนส่งสำคัญส่งผลต่อการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจของภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ

  • เศรษฐกิจ MENA มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในปี 2570 แม้เศรษฐกิจจะหดตัวอย่างหนักในปี 2569 แต่ BMI คาดว่าการฟื้นตัวในปี 2570 จะเป็นไปอย่างแข็งแกร่ง โดยเศรษฐกิจภูมิภาคจะขยายตัวร้อยละ 8.5 ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ การผลิตไฮโดรคาร์บอนที่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัว กิจกรรมด้านการค้าและบริการที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงการดำเนินโครงการก่อสร้างและฟื้นฟูพื้นที่ภายหลังความขัดแย้ง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนในหลายประเทศของภูมิภาค

  • ผลกระทบต่อประเทศ GCC แตกต่างกันอย่างชัดเจน BMI ประเมินว่ากลุ่มประเทศ GCC และอิรักจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยคูเวตมีแนวโน้มเศรษฐกิจหดตัวสูงถึงร้อยละ 20.6 ขณะที่บาห์เรนหดตัวร้อยละ 16.1 กาตาร์หดตัวร้อยละ 12.4 และอิรักหดตัวร้อยละ 19.4 การหดตัวดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญจากการส่งออกน้ำมันและก๊าซที่ลดลง เนื่องจากข้อจำกัดและการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการส่งออกพลังงานของประเทศในภูมิภาค

  • โอมานมีแนวโน้มโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม GCC โดย BMI คาดว่าโอมานจะเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม GCC ที่สามารถขยายตัวได้อย่างมีนัยสำคัญในปี 2569 ที่ร้อยละ 2.9 เนื่องจากมีปริมาณการผลิตน้ำมันและก๊าซอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ และมีความสามารถในการส่งออกพลังงานโดยไม่ต้องพึ่งพาการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือ ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) คาดว่าจะขยายตัวเพียงร้อยละ 0.3 หรือเกือบทรงตัว และเศรษฐกิจซาอุดีอาระเบียคาดว่าจะหดตัวร้อยละ 1.3 ในปี 2569

  • เศรษฐกิจแอฟริกาเหนือมีความยืดหยุ่นมากกว่า สำหรับประเทศในแอฟริกาเหนือ ได้แก่ อียิปต์ โมร็อกโก แอลจีเรีย และตูนิเซีย คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในระดับจำกัดเมื่อเทียบกับประเทศในอ่าวอาหรับ เนื่องจากมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับพื้นที่ความขัดแย้งน้อยกว่า โดยเฉพาะแอลจีเรียซึ่ง BMI ปรับเพิ่มประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นร้อยละ 3.6 เนื่องจากได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม BMI ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจ MENA ในช่วงปี 2569–2570 ยังคงมีความเสี่ยงด้านลบ แม้ว่าระดับความเสี่ยงจะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม โดยปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม ได้แก่ การเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรง ซึ่งอาจกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและความมั่นคงด้านอาหาร ตลอดจนความเป็นไปได้ที่การส่งออกธัญพืชผ่านทะเลดำจะหยุดชะงักอีกครั้ง ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนอาหารและเป็นปัจจัยฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภูมิภาคในปี 2570

  • โดยสรุป เศรษฐกิจ MENA มีแนวโน้มเผชิญภาวะหดตัวอย่างรุนแรงในปี 2569 จากผลกระทบของความขัดแย้งและการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในปี 2570 หากสถานการณ์ด้านการขนส่งและการผลิตพลังงานกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเฉพาะการฟื้นตัวของภาคไฮโดรคาร์บอน การค้า และบริการ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนการขนส่งและประกันภัย ตลอดจนความไม่แน่นอนด้านอาหารและการค้าระหว่างประเทศ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและการค้าของภูมิภาคในระยะต่อไป

  • ความเห็นของ สคต.ดูไบ.

 กลุ่ม MENA (Middle East and North Africa) หรือภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ตามนิยามของธนาคารโลก ประกอบด้วย 21 ประเทศ โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 การค้าระหว่างไทยกับ MENA มีมูลค่ารวม 24.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 18.4 แบ่งเป็นการส่งออก 5.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 5.9 และการนำเข้า 18.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.8 ทั้งนี้ ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ ยูเออี ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี อิสราเอล และอียิปต์ คิดเป็นสัดส่วนรวมร้อยละ 77.5 ของการส่งออกไทยไปยัง MENA โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ยานพาหนะและส่วนประกอบ  อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้า ปลากระป๋อง และผลิตภัณฑ์ยาง โดยเฉพาะยางรถยนต์ 

ดังนั้น ภาวะเศรษฐกิจ MENA ที่มีแนวโน้มชะลอตัวในปี 2569 อาจส่งผลต่อกำลังซื้อและความต้องการนำเข้าสินค้าจากไทย โดยเฉพาะสินค้าคงทนและสินค้าที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน ขณะที่ความไม่แน่นอนบริเวณช่องแคบฮอร์มุซอาจทำให้ต้นทุนค่าขนส่งและค่าประกันภัยเพิ่มขึ้น และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย อย่างไรก็ตาม สินค้าอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นยังมีแนวโน้มรักษาระดับความต้องการได้ โดยยูเออียังคงเป็นตลาดสำคัญและเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไปยังประเทศ GCC สำหรับผู้ส่งออกไทย

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคคลี่คลายและเศรษฐกิจ MENA กลับมาฟื้นตัวตามคาดในปี 2570 จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคดังกล่าวกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง

image.png

 

 

 

 

     

 

 

 

2026 PR aug 19 MENA economy set for 8.5% rebound in 2027 after deep 2026 slump BMI.pdf
Share :
Instagram