
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 13 มกราคม 2568)
วิเคราะห์ผลกระทบ จีนเป็นตลาดผู้บริโภคทุเรียนรายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 91 ของการบริโภคทุเรียนทั่วโลก ตามข้อมูลจากกรมศุลกากรจีน จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2567 จีนได้นำเข้าทุเรียนทั้งหมด 1.53 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 6,830 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมียอดการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.4 และมูลค่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา การเติบโตนี้เกิดจากทุเรียนที่กลายเป็นเทรนด์ใหม่ในหมู่ผู้บริโภคชาวจีนรุ่นใหม่ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการทุเรียนในตลาดจีนมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ดังนั้น จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ส่งออกจากภูมิภาคอาเซียนที่จะเข้าถึงตลาดจีนที่ยังมีความต้องการสูง เวียดนามกลายเป็นผู้ส่งออกทุเรียนสดไปยังจีนรายใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2567 จีนเพิ่มการนำเข้าทุเรียนสดจากเวียดนามอย่างรวดเร็ว โดยนำเข้าปริมาณสูงถึง 79,300 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 91 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา และมีมูลค่า 369.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 81.9 ข้อมูลจากสมาคมผลไม้และผักเวียดนาม (Vinafruit) ระบุว่าในปี 2567 คาดว่าเวียดนามจะมีมูลค่าการส่งออกทุเรียนสูงถึง 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกผลไม้และผักทั้งหมดของประเทศ โดยตลาดหลักของทุเรียนเวียดนามได้แก่ จีน ไทย ฮ่องกง และญี่ปุ่น ในปี 2568 คาดว่าการส่งออกทุเรียนจากเวียดนามจะเติบโตขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากการที่จีนได้เปิดตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เช่น ทุเรียนบดและเนื้อทุเรียน ซึ่งมีราคาสูงกว่าทุเรียนสด ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ทุเรียน แต่ยังช่วยเพิ่มการใช้วัตถุดิบทุเรียนและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเวียดนามอีกด้วย ปัจจุบัน เวียดนามมีพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนรวม 708 แห่ง และมีโรงงานบรรจุภัณฑ์ทุเรียนสด 168 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเวียดนามมีความพร้อมที่จะส่งออกทุเรียนสดและทุเรียนแปรรูปไปยังตลาดจีนอย่างมาก ในขณะที่ตลาดทุเรียนจีนยังคงมีศักยภาพเติบโตต่อไป ในทางกลับกัน ผู้ส่งออกทุเรียนและหน่วยงานภาครัฐของไทยควรพิจารณายุทธศาสตร์ใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกและรักษาส่วนแบ่งการตลาดทุเรียนในจีนให้คงที่และเติบโตได้อย่างยั่งยืน นำเสนอโอกาส/แนวทาง ในปี 2564 จีนได้เปิดโอกาสให้เวียดนามสามารถส่งออกทุเรียนไปยังจีนได้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นการขยายตลาดทุเรียนของจีนและส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นผู้ส่งออกทุเรียนรายใหญ่เป็นอันดับสองของจีน รองจากประเทศไทยในปัจจุบัน หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ทุเรียนเวียดนามมีความได้เปรียบในการแข่งขัน คือราคาทุเรียนที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับทุเรียนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ที่ใกล้ชิดกับจีน เวียดนามมีระยะทางการขนส่งที่สั้นกว่าไทย ทำให้การขนส่งทุเรียนจากเวียดนามไปยังจีนใช้เวลาน้อยกว่ามาก ส่งผลให้ต้นทุนในการขนส่งและการเก็บรักษาทุเรียนของเวียดนามต่ำกว่าของไทยอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีการขนส่งที่มีความคล่องตัวและความสามารถในการรักษาคุณภาพของทุเรียนได้ดี ทำให้ทุเรียนเวียดนามสามารถแข่งขันด้านราคาและคุณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกปัจจัยหนึ่งคือการที่เวียดนามเปิดตลาดทุเรียนในจีนได้ช้ากว่าไทย ทำให้ทุเรียนจากเวียดนามมีโอกาสขยายตลาดได้อย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อผู้บริโภคชาวจีนเริ่มตระหนักถึงคุณภาพและราคาของทุเรียนเวียดนาม ก็เกิดความสนใจและต้องการทุเรียนจากเวียดนามเพิ่มมากขึ้น การเปิดตลาดนี้ช่วยให้เวียดนามสามารถพัฒนาและปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและมีความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดจีนที่เปลี่ยนแปลงไป ในทางกลับกัน สำหรับผู้ส่งออกทุเรียนไทย จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์การส่งออกทุเรียนจากเวียดนามอย่างใกล้ชิด และให้ความสำคัญกับการคงไว้ซึ่งคุณภาพของทุเรียนไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ทุเรียนไทยยังคงมีความนิยมในตลาดจีน นอกจากนี้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคชาวจีน เช่น ทุเรียนแปรรูปหรือผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มอย่างทุเรียนบด หรือเนื้อทุเรียน ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยดึงดูดลูกค้าและรักษาส่วนแบ่งตลาดทุเรียนในจีน การรักษาความเป็นผู้นำในตลาดทุเรียนของจีนจะไม่เพียงแค่ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านราคาหรือความสามารถในการขนส่งเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาถึงความสามารถในการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและการตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของผู้บริโภคในจีน ทุเรียนไทยต้องมีความยืดหยุ่นและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองการเติบโตของตลาดและให้ทันกับการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น การสร้างนวัตกรรมและกลยุทธ์การตลาดที่มุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้าและการรักษาความพึงพอใจของผู้บริโภคจะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันและความได้เปรียบในตลาดทุเรียนจีนในระยะยาว ดังนั้น ผู้ส่งออกทุเรียนไทยควรมองหากลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออก ควบคู่กับการรักษามาตรฐานและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่มีความหลากหลายและมีผู้เล่นใหม่ ๆ เช่น เวียดนาม และอื่น ๆ ที่เข้ามาแข่งขันมากขึ้นในอนาคต