fb
จีนเร่งยึดจุดสูงสุดตลาดเหล็กพิเศษโลก ปรับทัพสู่เทคโนโลยีอนาคต

จีนเร่งยึดจุดสูงสุดตลาดเหล็กพิเศษโลก ปรับทัพสู่เทคโนโลยีอนาคต

โดย
Boochita
ลงเมื่อ 09 ธันวาคม 2568 11:27
สคต. ณ เมืองชิงต่าว (จีน) (TTC, Qingdao (China))
120

อุตสาหกรรมเหล็กพิเศษของจีนกำลังกลายเป็นภาคการผลิตที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ของประเทศ เนื่องจากเหล็กประเภทนี้มีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์การใช้งานในอุตสาหกรรมขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์พลังงานใหม่ อุตสาหกรรมอากาศยาน พลังงานสะอาด เครื่องจักรและอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ ด้วยเหตุนี้ จีนจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเหล็กพิเศษในฐานะ “สินค้ายุทธศาสตร์” เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก 

ในช่วงที่ผ่านมา ความต้องการเหล็กทั่วไปในจีนลดลงจากการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้เกิดภาวะผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ รัฐบาลจีนจึงมีแผนเร่งปฏิรูปอุตสาหกรรมเหล็กในปี พ.ศ. 2568-2569 โดยมุ่งเปลี่ยนจากการผลิตที่เน้นปริมาณไปสู่การยกระดับคุณภาพและเทคโนโลยี เช่น การสนับสนุนการผลิตเหล็กผ่านเตาไฟฟ้า (electric-arc furnace, EAF) และกระบวนการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ (low-carbon / green steel) เพื่อทดแทนการผลิตโดยใช้เตาหลอมถ่านหินในระบบดั้งเดิม (blast-furnace / basic-oxygen furnace) เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมีนัยสำคัญ และสอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของจีนขณะเดียวกันก็ผลักดันเหล็กพิเศษให้เป็นวัสดุหลักในอุตสาหกรรมขั้นสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและอากาศยาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศจีน

แนวโน้มในอนาคต หากจีนสามารถส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีเหล็กคุณภาพสูงได้อย่างมีประสิทธิผล รวมทั้งการรีไซเคิลเศษเหล็ก (scrap steel) และวัสดุโลหะผสมเฉพาะทาง (special alloys / high-performance steel) ได้สำเร็จ ก็จะลดการพึ่งพาการนำเข้าโลหะคุณภาพสูง เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตเหล็กพิเศษภายในประเทศ และรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกเหล็กต้นทุนต่ำสู่ตลาดโลก การเปลี่ยนผ่านของจีนในครั้งนี้ อาจสะท้อนถึงโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ เช่น โอกาสในการพัฒนาและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการผลิตเหล็กรีไซเคิลและการขยายตลาดส่งออกวัสดุพิเศษ  โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่อาจได้รับประโยชน์จากการยกระดับห่วงโซ่อุปทานเหล็กในระดับสากล

 

cover iron.png

 

ภาพรวมอุตสาหกรรมเหล็กของจีน

  • อุตสาหกรรมการผลิตเหล็กของจีนมากเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของการผลิตเหล็กของโลก โดยระหว่างปี 2565 – 2567 มีการผลิตต่อปีราว 1,000 ล้านตันต่อปี และในปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.) ปริมาณการผลิต 818 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 3.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งคาดว่าตลอดทั้งปี 2568 การผลิตเหล็กของจีนจะน้อยกว่า 1,000 ล้านตัน ตามอุปสงค์เหล็กที่ลดลง 

  • ทั้งนี้ จีนยังเป็นผู้ส่งออกเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กรายใหญ่ของโลก โดยการส่งออกมีการกระจายตัวไปยังหลายประเทศ แบ่งเป็น

    • เหล็ก (Iron And Steel) มีปริมาณการส่งออก ในปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.) 96.64 ล้านตัน  เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.69 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า 5 อันดับแรก ได้แก่  เวียดนาม เกาหลีใต้ ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

    • ผลิตภัณฑ์เหล็ก (Articles Of Iron Or Steel) มีปริมาณการส่งออก ในปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.)  48.75 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.45 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

  • ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดนำเข้าเหล็กจากจีนที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย โดยอยู่ใน อันดับแรกของตลาดหลักของจีน โดยมีข้อสังเกตว่าในปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.) ไทยมีการนำเข้าเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กจากจีน ปริมาณ 5.30 ล้านตัน และ 2.05 ล้านตัน เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 32.64 และ 27.93 ตามลำดับ ทั้งนี้ ไทยมีความจำเป็นต้องนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังการผลิตภายในประเทศที่ยังไม่เพียงพอ และสนับสนุนความต้องการใช้ในภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมที่ยังคงเติบโต จึงจำเป็นต้องอาศัยการนำเข้าจากประเทศผู้ผลิตเหล็กชั้นนำของโลก โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกเหล็กอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งปริมาณการผลิตส่วนเกินในระดับสูงและมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ส่งผลให้จีนกลายเป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์เหล็กหลักของไทยควบคู่กับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

 

ความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว

  • จีนต้องการมุ่งยกระดับบทบาทสู่ความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเหล็ก “คุณภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” โดยเปลี่ยนจากการผลิตเหล็กต้นทุนต่ำปริมาณสูงไปสู่เหล็กพิเศษที่ใช้ในอุตสาหกรรมขั้นสูง เช่น รถยนต์พลังงานใหม่ อากาศยาน และพลังงานสะอาด พร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตเชิงมูลค่าเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 4 ต่อปี ควบคู่กับการลดโรงงานล้าสมัยและแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด นโยบายดังกล่าวยังสะท้อนถึงการปรับตัวของจีนให้สอดคล้องกับกฎระเบียบโลก เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของ EU (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งครอบคลุมสินค้าเหล็กและเหล็กกล้า เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลและลดการพึ่งพาต่างประเทศด้านวัสดุขั้นสูง

  • ทั้งนี้ ปัญหาอุปสงค์เหล็กในประเทศที่ลดลง จะทำให้จีนเร่งการระบายเหล็กออกสู่ตลาดโลก ควบคู่ไปกับนโยบายการปฏิรูปการยกระดับเหล็ก ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตเหล็กในประเทศไทยเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันจากเหล็กนำเข้าที่มีต้นทุนต่ำกว่า จึงจำเป็นต้องเร่งยกระดับประสิทธิภาพการผลิต อาทิ 

    1) การลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย เช่น เตาไฟฟ้า การผลิตเหล็กลดการปล่อยคาร์บอน และระบบควบคุมคุณภาพมาตรฐานสากล 

    2) การยกระดับคุณภาพ เพิ่มมูลค่า (value-added steel) ให้สอดคล้องกับกระแสโลกที่ต้องการ “เหล็กคุณภาพสูง + เหล็กที่ผลิตอย่างยั่งยืน (green / low-carbon steel)” เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว 

    3) การขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศที่ต้องการเหล็กคุณภาพสูง เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคากับเหล็กต้นทุนต่ำจากจีน 

    4) ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อวิจัยและพัฒนาวัสดุเหล็กรูปแบบใหม่ให้รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคต และ 

    5) การใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping: AD) ของภาครัฐเพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศอย่างเป็นธรรม

 

ที่มา

https://www.chinairn.com/hyzx/20251126/145650941.shtml

https://www.marketgrowthreports.com/market-reports/iron-and-steel-market-111634

http://www.csteelnews.com/xwzx/hydt/202303/t20230302_72183.html

https://news.zgw.com/newsDetail/2205924

https://baijiahao.baidu.com/s?id=1847730525151137351&wfr=spider&for=pc

https://www.steelorbis.com/steel-news/latest-news/oecd-warns-global-steel-overcapacity-could-surpass-680-million-mt-in-2025-threatening-decarbonisation-goals-1418220.htm https://thestandard.co/thai-steel-industry-2025/

https://tradeint.com/insights/top-10-steel-exporting-countries-in-the-world/

Global Trade Atlas

Share :
Instagram